บทที่14 : โชคชะตาซ่อนเร้น
อืม อาจจะไม่เกี่ยว...
แต่ไม่ไหวเลยนะ คิดแล้วว่าอย่างเขานี่ไม่น่าจะเหมาะกับการสืบคดีเลยจริงๆ
ดูสิ จนถึงตอนนี้ก็ดันนึกเื่สำคัญอยากแรงจูงใจในการก่อเหตุได้ในตอนที่แยกจากตำรวจออกมาแล้วถ้าไม่ใช่ว่าเทจมีผู้ต้องสงสัยในใจเขาเชื่อว่าด้วยการค้นหาตามการวิเคราะห์ของเขาคนร้ายคงหนีออกจากเมืองแคนดร้าไปแล้วแน่ๆ
แล้วเขาก็อาจจะชวดเงินห้าปอนด์ไป
ลูซีฟส่ายหน้าให้กับตัวเองเบาๆ อย่างไม่คาดหวัง และคิดว่านี่คงเป็ครั้งสุดท้ายที่จะยุ่งเกี่ยวกับคดีแล้วเขาต้องหาเวลาทบทวนเกี่ยวพลังเพื่อที่จะหาเส้นทางกลับโลกเดิมของเขา
เขาคิดถึงบ้านที่นั่น คุณพ่อคุณแม่ พี่สาวและหลานชายเพื่อนฝูงของเขาอีกหลายคน... แม้แต่หัวหน้าสุดจะจู่จี้ขี้บ่นเขาก็ยังคิดถึง ทั้งที่เวลาผ่านมาแค่ไม่กี่วันเองแท้ๆ
บางทีเขาอาจจะผูกพันกับโลกเดิมมากกว่าที่คิดไว้
ไม่ว่าจะต้องใช้เวลามากขนาดไหนเขาจะต้องกลับไป แม้จะมีอุปสรรคอีกเท่าไหร่ก็จะไม่ถอดใจง่ายๆอย่างเด็ดขาด
และมีเื่หนึ่งที่เขาจะต้องถามให้แน่ใจในคืนนี้!
ลูซีฟกลับเข้าบ้านมาตรงเวลามาร์ชทำอาหารตอนนี้ดูเหมือนน้องชายใกล้จะกลายเป็พ่อครัวประจำบ้านไปแล้วซึ่งเป็ความผิดของพี่ชายคนนี้เองที่่สามสี่วันนี้แทบไม่มีเวลาทำอาหาร
ไม่ถูกสิ เป็ความผิดของตำรวจกับคนร้ายที่ทำให้เขาเป็คนไม่มีเวลาแบบนี้
มื้อเย็นของวันนี้ก็ยังอิ่มหนำสำราญ กิจวัตรของพวกเขายังคงเหมือนทุกวันความสัมพันธ์ในครอบครัวใหม่นี้ก็เป็ไปได้ด้วยดี แม้ว่าลูซีฟตัวปลอมคนนี้จะพูดน้อยกว่าเดิมแต่พวกเขาก็ไม่ได้คิดสงสัยเนื่องจากยังเขาใจว่าเขาาเ็ที่คอร้ายแรง การพูดหรือขยับคอมากคงไม่ดีต่อาแ
“สุดสัปดาห์หน้าเราไปเที่ยวกันไหมลูซีฟ มาร์ช” ประเด็นใหม่น่าสนใจประจำวันถูกพูดขึ้นโดยหัวหน้าครอบครัวอลันพลิกหนังสือพิมพ์แล้วชี้คอลัมน์หนึ่ง “ที่ถนนเวลล์ทางทิศใต้โรงละครจะเปิดแสดงเื่ราวยอดนิยมในตำนาน ‘ซินเดอเรลล่า’”
“พรืด!!” ลูซีฟถึงกับสำลักน้ำดื่มเขาไอหนักสองสามครั้งก่อนจะหันมองหนังสือพิมพ์แล้วอ่านอย่างละเอียดอีกครั้ง
มันเขียนว่าซินเดอเรลล่าจริงๆ แฮะ
“เป็อะไรรึเปล่าพี่” มาร์ชลุกขึ้นลูบหลังลูซีฟอย่างกระวนกระวายเห็นพี่ชายพยายามกลั้นเสียงไอแต่ก็ยังหลุดออกมาเป็ระยะ กลัวมันกระทบาแของเขา
“ดื่มน้ำระวังๆ หน่อยสิลูก”อลันมองอย่างห่วงใยติดจะสมเพชเล็กน้อยแต่ลูกชายคนโตที่ดูเหมือนจะซุ่มซ่ามเพิ่มขึ้น
“ไม่เป็ไรๆ แค่ใกับชื่อเื่ที่พ่อเสนอน่ะ”ลูซีฟโบกมือแก้ตัวอย่างขบขัน “พ่อครับ ซินเดอเรลล่านี่เหมาะกับชวนผู้หญิงไปดูแต่พวกเราคือครอบครัวชายล้วน... ผมว่ามันไม่ค่อยดี”
ชวนพ่อม่ายและชายโสดด้วยกันไปดูละครโรแมนติก คงนั่งดูกันด้วยใบหน้าราบเรียบไร้อารมณ์ร่วมสุดๆแน่นอน
แต่ที่น่าสงสัยกว่านั้นคือทำไมที่นี่ถึงมีเื่ซินเดอเรลล่าได้ล่ะ
ในโลกที่แตกต่างกันบทประพันธ์ของนิทานและกวีที่ออกมาย่อมแตกต่างกันถึงจะมีลักษณะของเื่ที่คล้ายคลึงกันแต่ไม่มีทางที่จะใช้ชื่อเดียวกันได้อย่างจงใจด้วยความรู้ของนักประวัติศาสตร์และวรรณกรรมของเขาย่อมรู้ถึงความแตกต่างนั้นอย่างดี
อาจเป็ไปได้ว่าเคยมีคนข้ามโลกมาที่นี่ก่อนเขา
น่าสนใจ น่าไปดู...
“เื่ไปดูละครผมเห็นด้วยกับพี่ ถ้าจะไปเที่ยวโรงละครชานเมืองเราอยู่บ้านดีกว่า” มาร์ชออกความเห็น
“งั้นไปคณะละครสัตว์ไหม อยู่ใกล้กัน”
“ผมไม่มีปัญหา” ลูซีฟยิ้มก่อนจะหันไปมองมาร์ชเด็กหนุ่มทำท่าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตอบตกลง
“ไปก็ได้ครับ”
เมื่อทั้งสามคนตกลงกันได้แล้ววันหยุดสุดสัปดาห์หน้าจะไปดูคณะละครสัตว์พวกเขาจึงต้องจัดตารางเวลากันให้เรียบร้อย
สำหรับลูซีฟที่ค่อนข้างเสียดายไม่ได้ดูละครเื่ซินเดอเรลล่าแต่มันก็ไม่ได้สำคัญกับเขานักเื่เนื้อหาละครสามารถรับฟังจากคำบอกเล่าคนอื่นได้ ยังไงเสียเขาก็สนใจเพียงแค่โครงเื่ของมันเท่านั้นว่าเหมือนกับโลกเดิมของเขาหรือไม่เพื่อพิสูจน์ข้อสันนิษฐานเื่มีคนข้ามโลกมาที่นี่ก่อนเขา
ถึงจะมั่นใจไปก่อนครึ่งแต่ถ้ามีการยืนยันที่สมบูรณ์ย่อมดีกว่า
ถามเื่นี้แซมจะรู้ไหมนะ?
ดูเหมือนคำถามที่จะถามแซมอย่างจริงจังจะมีมากกว่าที่เขาคิดไว้
คืนนั้นภายในจิตสำนึกของลูซีฟ พวกเขาก็ได้พูดคุยกัน ั้แ่มาอยู่ที่นี่ในฐานะลูซีฟฮีลเกรม นอกจากเื่ที่เกี่ยวกับพลังพิเศษแล้วเขาไม่เคยถามแซมเลยว่าอีกฝ่ายรู้อะไรบ้างเพราะเข้าใจไปเองว่าอีกฝ่ายจะมีความรู้เท่าเขา และมีความรู้แค่เกี่ยวกับพลังของเขาเท่านั้น
แต่พอผ่านวันนี้ไปทำให้เขารู้ว่าอีกฝ่ายเข้าถึงข้อมูลผู้วิเศษคนอื่นได้นี่จะต้องเป็หนึ่งในความสามารถที่แซมไม่ได้บอกเขาอย่างแน่นอนและเพราะเขาไม่เคยถาม อีกฝ่ายจึงไม่เคยพูดถึง
น่าโมโหนิดหน่อยว่าไหม
“มีอะไรจะสารภาพก่อนไหม” ลูซีฟนั่งนิ่งๆมองหน้าแซมที่นั่งฝั่งตรงข้ามของโต๊ะตัวกลม
ชายหนุ่มที่มีใบหน้าเหมือนกันแต่ต่างกันที่สีผมและสีตายังคงมีสีหน้าแบบเดิมท่าทางเหมือนไม่เข้าใจในสิ่งที่ลูซีฟถาม
“จะให้สารภาพอะไรล่ะ ฉันไม่มีอะไรปิดบัง นายแค่ไม่ได้ถามเอง”
“ถ้าไม่ได้ถามนายก็ไม่คิดจะบอกเลยงั้นสิ?”
“เข้าใจถูกแล้ว” แซมพยักหน้าขบขัน “เื่บางเื่ประสบเองจะดีกว่าแค่บอกเล่าฉันคิดว่าอย่างนั้นนะ”
“อ้อ ถ้าผลไม่พบคดีที่เกี่ยวกับผู้มีพลังพิเศษและต้องใช้พลังช่วยในการวิเคราะห์ก็คงไม่ได้รู้เื่อะไรเลยต้องรอโชคเท่านั้นจริงๆ” ลูซีฟเบ้ปาก
“ไม่ใช่ทุกอย่างต้องอาศัยโชคหรอก บางอย่างก็ถูกคำนวณอยู่ในโชคชะตาแล้ว”แซมหัวเราะขบขัน แต่ลูซีฟขำไม่ออก เขาขมวดคิ้วแน่นอย่างไม่เข้าใจ
“คำว่าคำนวณอยู่ในโชคชะตาคืออะไร?”
“อืม จะอธิบายยังไงให้นายเข้าใจดีนะ บนโลกใบนี้มีโชคชะตาอยู่สองรูปแบบหนึ่งคือโชคชะตาโดยกำเนิดที่เปลี่ยนแปลงยากแต่ควบคุมได้ง่าย และสองคือโชคชะตาโดยการกระทำซึ่งเปลี่ยนแปลงได้ง่ายแต่ควบคุมได้ยาก...ส่วนนายจัดอยู่ในประเภทที่สอง”
“เป็เพราะการข้ามโลกของผมงั้นเหรอถึงทำให้อยู่ในประเภทที่สอง”
“จะเข้าใจแบบนั้นก็ได้แต่การกระทำที่ถูกคำนวณเข้าไปในโชคชะตาไม่ใช่สิ่งที่นายกระทำเองแต่เป็บางสิ่งบางอย่างซึ่งเื่นี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน เส้นทางโชคชะตาบางเส้นถูกปิด ถ้านายมีพลังมากกว่านี้ฉันอาจจะรู้”
“หมายความว่ายังไง นายอ่านโชคชะตาได้จริงงั้นเหรอนี่ก็เป็พลังของผมที่สามารถใช้ได้ใช่ไหม แล้วถ้ามีพลังมากกว่าก็จะรู้เส้นทางกลับโลกเดิมได้สินะ?”
“ใช่ ถ้ามีพลังพอที่จะอ่านเส้นทางโชคชะตานายจะรู้ทางกลับโลกเดิม”แซมยืนยัน “ส่วนเื่ที่นายจะอ่านโชคชะตาได้จำเป็ต้องเปิดพลังประเภทิญญาให้ได้ก่อนมันมีสายพลังหนึ่งที่จะช่วยอ่านโชคชะตา”
“แต่นายก็อ่านได้นี่ ทำไมไม่บอกผมตรงๆ ล่ะ”ลูซีฟยิ้มอย่างมีหวัง แต่คำตอบที่ได้กลับทำให้เขาผิดหวัง
“บอกไม่ได้ การบอกโชตชะตาของแต่ละคนย่อมมีค่าตอบแทนเพราะการบอกโชคชะตาจะทำให้เส้นทางโชคชะตาเปลี่ยนแปลง ยิ่งบอกมากค่าตอบแทนที่ต้องจ่ายจะยิ่งมากขึ้นซึ่งอย่างเลวร้ายก็อาจถึงขั้นจ่ายด้วยชีวิตของคนใกล้ชิด...ฉันคิดว่านายตอนนี้ไม่พร้อมจ่าย”
หรือจะพูดให้ชัดคือลูซีฟไม่มีปัญญาจ่ายเขาเพิ่งมาที่โลกนี้ได้เพียงไม่กี่วันคนที่พอจะเรียกได้ว่าใกล้ชิดก็มีเพียงครอบครัวฮิลเกรมสองคนซึ่งนั่นเป็การแอบอ้างความสัมพันธ์จากความทรงจำเดิมเ้าของร่าง ถ้าเขาบอกก็เหมือนกับลูซีฟอ่านเองเพราะเขาเป็พลังของลูซีฟโดยตรง
ลูซีฟเข้าใจ เขาถอนหายใจเฮือกด้วยความเสียดาย
“แล้วผู้วิเศษที่อ่านโชคชะตาของคนอื่นได้แล้วบอกออกไปล่ะแบบนั้นคนที่ไม่รู้จะจ่ายค่าตอบแทนไปอย่างไม่รู้ตัวเหรอ”
“ก็เป็อย่างนั้น ผู้วิเศษที่อ่านโชคชะตาของคนอื่นแล้วบอกพวกเขาจะจ่ายค่าตอบแทนน้อยเพราะรู้จักการพูดหลีกเลี่ยงอย่างการใช้ว่า‘คำทำนาย’ ถ้ามีคนเชื่อแล้วเปลี่ยนโชคชะตาคนคนนั้นก็จะจ่ายค่าตอบแทนส่วนที่เหลือแต่ถ้าพวกเขาไม่เชื่อโชคชะตาไม่เปลี่ยนแปลงก็ไม่จำเป็ต้องจ่ายค่าตอบแทนแต่มันก็มีที่ผู้วิเศษจงใจเปลี่ยนโชคชะตาคนคนนั้นด้วยการบอกโชคชะตาที่ไม่ถูกต้องเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่้าตัวอย่างก็มีพวกตำนานวีรบุรุษในโลกเดิมของนาย”
บิดาผู้เป็กษัตริย์ที่มีคนทำนายว่าบุตรชายจะสังหารตนแล้วครองเมืองบิดาผู้หลงเชื่อในคำทำนายนั้นได้สังหารบุตรของตนและนำบุตรไปทิ้ง เมื่อทำเช่นนั้นแล้วโชคชะตาของบุตรที่ควรเกิดมาอย่างสูงศักดิ์สง่างามและเก่งกาจการปกครองจะถูกบิดเบือนกลายเป็บุตรอกตัญญูสังหารบิดาปกครองเมืองอย่างล้มเหลว ถูกขุนนางฉ้อฉลให้ร้ายสุดท้ายแล้วบุตรคนนั้นก็ไม่เห็นจะมีใครได้ครองเมืองอย่างผาสุกสักคนและผู้เปลี่ยนชะตาก็ลอยนวล
เื่นี้ไม่มีใครจ่ายค่าตอบแทนแต่เป็การถูกชักจูงด้วยการกระทำกลายเป็เส้นชะตาใหม่ของคนผู้นั้น
ถึงแซมจะเป็แค่พลังแต่เื่ใช้เหตุผลเขามีมากกว่ามนุษย์เขาไม่มีสิทธิ์ในการออกความเห็นเพื่อชี้นำเ้าของพลัง ไม่อย่างนั้นโชคชะตาของลูซีฟอาจเปลี่ยนแปลงไปอีกซึ่งไม่เป็ผลดีกับเขาเลย
เส้นโชคชะตาคือความยุ่งเหยิงที่สุดในโลก ไม่ควรไปยุ่งกับมันโดยไม่จำเป็
ลูซีฟฟังแล้วอยากหัวเราะกับการยกตัวอย่างของแซมเขาพยักหน้าเห็นด้วย การฟังคำทำนายควรฟังหูไว้หูจริงๆและตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าโชคชะตาที่เกิดจากการกระทำของผู้อื่นเป็อย่างไร
“แล้วอย่างนี้ผมไม่ถูกผู้วิเศษอ่านโชคชะตาออกหมดแล้วเหรอในเมื่อโชคชะตาก่อนจะมาที่โลกนี้ถูกผู้อื่นแทรกแซงไปแล้ว” ลูซีฟรู้สึกระแวงในเื่นี้
เขาไม่อยากเป็คนที่ถูกผู้อื่นควบคุมโชคชะตาเพราะฉากสุดท้ายของผู้ที่ถูกควบคุมไม่เคยมีสิ่งดีๆ รออยู่
แซมหัวเราะออกมาเบาๆ เอ่ยตอบอย่างรู้ใจ
“ไม่ต้องห่วงเื่นี้ั้แ่ที่นายมาอยู่ในโลกนี้โชคชะตาของนายก็ถูกซ่อนแล้ว นอกจากฉันและตัวนายจะไม่มีใครอ่านมันได้อีกมันอันตรายเกินไปที่จะให้มีคนรู้เื่ของนาย”
“ก็จริง ถ้ามีคนรู้ว่าผมมาจากต่างโลกคงน่าสงสัยแย่ เออไม่สิ ที่โลกนี้เหมือนจะมีคนที่มาจากต่างโลกเหมือนผมด้วยใช่ไหม”ลูซีฟถามเมื่อนึกไปเื่ละครเวทีในหนังสือพิมพ์
“ใช่ ก็มีหลายคน จากอดีตถึงปัจจุบันน่าจะห้าสิบเก้าคนแล้วล่ะ”
“...”
ห้าสิบเก้าคน!
ไม่เยอะไปหน่อยเหรอ
ที่โลกนี้มีหลุมอวกาศเชื่อมกับโลกใช่ไหม คนถึงทะลุมิติมาที่นี่เยอะแยะขนาดนั้น
แต่ถ้ามีคนเข้ามาที่โลกเยอะขนาดนี้ก็หมายความว่าโอกาสที่จะกลับโลกเดิมได้ก็มีสูงมากขึ้นความหวังของลูซีฟยิ่งมากขึ้นไปด้วย
“ถ้าโลกนี้มีคนจากโลกเดียวกับผมก็ต้องมีบันทึกหรือจารึกอะไรสักอย่างของพวกเขาหลงเหลืออยู่แน่ต้องขอบคุณที่ร่างนี้เป็นักศึกษาประวัติศาสตร์จริงๆ แล้วสินะ”
ถ้าไม่ได้เรียนเกี่ยวกับทางสายนี้โอกาสเข้าถึงสถานที่สำคัญในประวัติศาสตร์จะยากกว่าคนอื่นโดยเฉพาะเส้นสาย ถ้ามาจากอาชีพอื่นการจะหาบันทึกหรือของเก่าทางประวัติศาสตร์จะต้องใช้เงินมหาศาลด้วยสภาพทางการเงินของครอบครัวฮิลเกรมกว่าจะหามาได้สักชิ้นคงทำให้เป็หนี้แล้ว
วัตถุโบราณไม่ใช่อะไรถูกๆ นะบอกเลย
แต่ถ้าเป็นักประวัติศาสตร์อย่างน้อยวัตถุหรือบันทึกภาษาเก่าแก่จะต้องมีผ่านตาเข้ามาแน่ผู้ที่เก็บสะสมหรือซื้อเอาไว้จะต้องหาคนที่แปลหรือประเมินยุคสมัยและคุณค่าของมันได้นั่นเป็ข้อได้เปรียบของเขาทีเดียว
ถึงไม่ได้ซื้อเองแต่ได้ััหรืออ่านมันก็ยังถือว่าเป็ประโยชน์แล้ว
“ถ้านายคิดว่าการได้อ่านบันทึกของพวกที่ข้ามโลกมาแล้วจะได้ประโยชน์ก็อ่านเถอะเื่นี้ฉันไม่มีความเห็น” แซมโบกมืออย่างไม่สนใจ
“อ่านเป็แนวทางไงล่ะ” ในห้าสิบเก้าคนนั้นมันจะต้องมีบ้างที่พบวิธีกลับโลกเดิมถ้าเป็อย่างนั้นก็ไม่จำเป็ที่เขาจะต้องใช้โชคเพื่อหาวิธีเปิดผนึกพลังทั้งหมดของตัวเองแล้ว“แล้วก็อีกเื่หนึ่ง ผมอยากให้นายสอนความรู้เกี่ยวกับพลังและผู้วิเศษทั้งหมดไม่ว่าพลังนั้นผมจะใช้ได้หรือไม่ก็ตาม เพื่อจะได้สามารถรับมือได้หาเจอกับผู้วิเศษคนอื่นอีกในอนาคต”
โดยเฉพาะรับมือกับเทจ โคเลอร์ที่พักนี้ทำให้เขาเสียวสันหลังบ่อยๆถ้าหาวิธีหลบหนีอีกฝ่ายได้ด้วยจะดีมาก
แซมหัวเราะแล้วพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
“ได้ เริ่มพรุ่งนี้แล้วกันนะลูซ ฉันยังต้องเตรียมแผนการสอนให้นาย”
“...มีแผนการสอนด้วย?”
“ข้อมูลเยอะนายคิดว่ารับรู้แค่วันสองวันจะเข้าใจเกี่ยวกับพลังพิเศษทั้งหมดบนโลกนี้หรือไง”แซมมองลูซีฟั้แ่หัวจรดเท้า “นายคงไม่ได้ฉลาดขนาดนั้นมั้ง”
“...”
จะมีใครในโลกนี้อีกไหมที่จะถูกพลังตัวเองพูดใส่อย่างดูถูกขนาดนี้
เขาต้องเป็คนแรกของโลกอย่างแน่นอน
ลูซีฟกลอกตาอย่างสุดจะทน ไม่พูดกับแซมต่อให้อารมณ์เสียอีกส่วนพลังที่พูดได้หัวเราะขบขันดังลั่น เงยหน้ามองขึ้นไป้าด้วยความเอ็นดูจากนั้นก็ถอนหายใจยาว
“ในที่สุดเขาก็สนใจเกี่ยวกับพลังพิเศษสักที”
เพราะไม่อาจพูดชักจูงความคิดโดยตรงได้แซมจึงจำเป็ต้องรอเวลาถึงจะใช้เวลาหลายวันกว่าเขาจะเห็นค่าของพลังพิเศษมากขึ้นก็ตาม แต่มันก็ทำให้แซมวางใจบ้าง
แต่การที่ชายหนุ่มยุ่งขนาดนี้โดยไม่ได้สนใจพลังพิเศษเลยก็น่าแปลกตั้งที่เขาซ่อนชะตาของลูซีฟไปแล้วแท้ๆ แต่ทำไมยังถูกแทรกแซงได้อยู่อีกไม่น่าจะมีใครทำได้และไม่น่าจะมีใครจับตัวตนของเขาได้รวดเร็วขนาดนั้น นอกจาก...
เป็ไปไม่ได้หรอก ก็ ‘พวกเขา’ตายไปแล้วนี่นา!
คนตายจะแทรกแซงโชคชะตาของคนที่มีชีวิตอยู่ได้ยังไงกัน