เมื่อมาถึงสถานีตำรวจ หวังซูเหมยรีบวิ่งเข้าไปในห้องโถง เ้าหน้าที่ตำรวจสองนายกำลังนั่งจิบน้ำชาคุยกันอยู่ เห็นเ้าหล่อนวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในโรงพัก พวกเขาก็วางถ้วยชาลง แล้วถามด้วยความสงสัย
"มีเื่อะไรหรือ สหายถึงได้วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาในโรงพัก"
"บ้านของฉัน... บ้านของฉันถูกขโมยขึ้น" หวังซูเหมยพูดด้วยเสียงหอบเหนื่อย "พวกมันเอาของทุกอย่างไปหมดเลย"
เ้าหน้าที่ตำรวจเลิกคิ้ว "ใจเย็นๆ ก่อนสหาย เล่าเื่ทั้งหมดให้พวกเราฟังอย่างละเอียดที"
หวังซูเหมยพยายามตั้งสติ ก่อนจะเล่าเหตุการณ์ทั้งหมดั้แ่กลับมาถึงบ้าน พบว่าทรัพย์สินมีค่าในบ้านตระกูลเฉินทั้งหมดหายไป
"พวกเราจะไปตรวจสอบที่เกิดเหตุเดี๋ยวนี้" เ้าหน้าที่ตำรวจคนหนึ่งพูด "สหายพาพวกเราไปที่บ้านของสหายที"
หวังซูเหมยพยักหน้า แล้วรีบพาเ้าหน้าที่ตำรวจไปที่บ้านตระกูลเฉินทันที พวกเ้าหน้าที่ตำรวจต่างตรวจสอบทุกพื้นที่ภายในบ้านอย่างละเอียด
"สหายพวกเราตรวจสอบทุกซอกทุกมุมของบ้านตระกูลเฉินแล้ว พวกเราไม่พบร่องรอยของการต่อสู้ หรือเบาะแสใดๆ ที่จะนำไปสู่ตัวคนร้ายได้เลย ดูเหมือนว่าทรัพย์สินมีค่าทั้งหมดมันจะหายไปเองอย่างไร้ร่องรอย"
หวังซูเหมยยืนฟังด้วยความตกตะลึง"เป็ไปไม่ได้ พวกมันต้องทิ้งร่องรอยอะไรไว้บ้างสิ" เธอโพล่งขึ้นอย่างเหลืออด
"พวกมันเอาของมีค่าไปมากมาย จะเป็ไปได้ยังไงที่ไม่เหลือร่องรอยอะไรเลย" หวังซูเหมยวีนใส่เ้าหน้าที่ตำรวจทันที
นายตำรวจหนุ่มถอนหายใจ "ผมเข้าใจความรู้สึกของสหายแต่จากการตรวจสอบ ดูเหมือนพวกคนร้ายจะวางแผนมาอย่างดี พวกเขาไม่ทิ้งรอยนิ้วมือ รอยเท้า หรือแม้แต่เส้นผมไว้เลย แถมยังรู้วิธีปิดบังร่องรอยการงัดแงะอีกด้วย ดูเหมือนพวกเขาจะเป็มืออาชีพ"
"คุณลองนึกดูหน่อยสิว่า มีใครบ้างที่อาจจะเป็ศัตรูกับครอบครัวของคุณ"
หวังซูเหมยทรุดตัวลงนั่งบนโซฟาน้ำตาไหลอาบแก้ม "ฉัน...ฉันไม่รู้...ฉันเป็เพียงแค่แม่บ้าน ส่วนสามีฉันก็ทำงานสุจริตเขาทำการค้ากับหน่วยงานรัฐตามมณฑลต่างๆ เขาจะกลับมาบ้านเดือนละครั้ง"
"แล้ววันนี้คุณอยู่ที่ไหน" นายตำรวจสอบถามต่อ สายตาจับจ้องไปที่เธออย่างไม่คลาดสายตา
"วันนี้ฉันไปงานเลี้ยงบ้านคุณนายจ้าวั้แ่บ่ายโมงแล้วค่ะ กว่าฉันจะกลับมาถึงบ้านก็ดึกมากแล้ว" หวังซูเหมยตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"ที่บ้านหลังนี้มีเพียงลูกเลี้ยงของฉันที่ตอนนี้นอนป่วยอยู่้า เธอทานยาและนอนหลับไปั้แ่หัวค่ำทำให้เธอหลับสนิท ไม่อย่างนั้นเธอก็คงไม่มีชีวิตรอด ถ้าโจรพวกนั้นได้มาเห็นหน้าลูกเลี้ยงของฉัน"
"สหายแล้วสามีของคุณล่ะอยู่ที่ไหน" นายตำรวจหนุ่มอีกคนสอบถาม
"เขาไปส่งของที่ปักกิ่ง จะกลับมามาถึงบ้านพรุ่งนี้" หวังซูเหมยอธิบาย
สารวัตรหวังขมวดคิ้ว สายตาคมกริบกวาดมองไปรอบๆ ห้องโถง ที่ตอนนี้โล่งไม่มีข้าวของเครื่องใช้สักอย่าง ไม่มีร่องรอยการต่อสู้ ไม่มีลายนิ้วมือ แล้วของมันหายไปได้อย่างไร
เขาหันไปสั่งการลูกน้อง "ตรวจสอบที่เกิดเหตุให้ละเอียดอีกที เก็บหลักฐานทุกอย่าง อย่าให้พลาดแม้แต่รอยนิ้วมือเดียว" สารวัตรหวังหันไปสั่งการลูกน้องเสียงเข้ม
พวกลูกน้องรับคำสั่งแล้วต่างแยกย้ายกันไปปฏิบัติหน้าที่ สารวัตรหวังเดินเข้าไปทุกห้องในบ้าน
เสียงดังจอแจ ปลุกเฉินฮวาลี่ให้ตื่นจากการงีบหลับ เธอขมวดคิ้วด้วยความรำคาญ ก่อนจะลุกขึ้นก่อนเดินลงมาด้านล่าง ภาพที่เห็นคือแม่เลี้ยงของเธอกำลังคุยกับเ้าหน้าที่ตำรวจ ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
"เกิดอะไรขึ้นคะแม่ทำไมคนมาเต็มบ้านเราเลย" เฉินฮวาลี่แสร้งเอ่ยถาม
สายตาของสารวัตรหนุ่มสะดุดเข้ากับเด็กสาวร่างบางในชุดนอนสีขาวสะอาดตาที่กำลังเดินลงมาจากบันไดบ้าน
"นี่หนู...ได้เห็นหน้าพวกโจรที่มาปล้นบ้านหนูหรือเปล่า?"สารวัตรหวังเอ่ยเรียกเฉินฮวาลี่
หญิงสาวสะดุ้งเล็กน้อย กลัวพวกตำรวจมองเห็นร่องรอยสิ่งขอภายในมิติในแหวนของเธอ ก่อนจะตอบเสียงสั่นเครือ
"วันนี้หนูไม่สบาย ไม่ได้ออกจากห้องไปไหนเลยค่ะ โชคดีที่หนูล็อกห้องไว้ก่อนทานยา ไม่อย่างนั้นหนูก็คงไม่มีชีวิตรอด"
สารวัตรหวังมองเด็กสาวตรงหน้าอย่างพิจารณา ท่าทางหวาดกลัว บอบบางราวกับไม่เคยผ่านโลก เขาก็ตัดความสงสัยในตัวเธอออกไปจนสิ้น เด็กสาวตัวเล็กๆ เช่นนี้ คงไม่มีปัญญายกตู้เซฟหนักๆ หนีออกไปข้างนอกอย่างแน่นอน
หลังจากไปสอบปากคำเพื่อนบ้านก็ไม่เจอใครที่น่าสงสัยที่ขนของออกจากบ้านหลังนี้เลย ราวกับของทุกอย่างมันหายไปเอง
"พวกแกเจอหลักฐานอะไรบ้าง?" สารวัตรหวังหันไปถามลูกน้อง
"รายงานครับท่านสารวัตร" นายตำรวจหนุ่มนายหนึ่งรีบรายงาน
"ดูเหมือนคนร้ายจะรู้จักบ้านหลังนี้เป็อย่างดี ไม่มีร่องรอยงัดแงะใดๆ ทั้งสิ้น ประตู หน้าต่างก็ล็อกอย่างดี แถมยังยกตู้เซฟใบโตและของอื่นๆ ออกจากบ้านไปได้ โดยไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้เลย "
"แปลก... แปลกมาก" สารวัตรหวังขมวดคิ้ว "คนร้ายต้องเป็มืออาชีพ แล้วก็วางแผนมาอย่างดี "พวกแกเห็นพวกลายนิ้วมือที่น่าสงสัยหรือเปล่า"
"ไม่เจอร่องรอยอะไรเลยครับสารวัตร นอกจากลายนิ้วมือของสมาชิกภายในบ้าน ก็ไม่เจอลายนิ้วมือของคนอื่นเลยครับ คงยากที่จะตามทรัพย์สินกลับคืนมา" นายตำรวจหนุ่มกล่าวรายงานด้วยสีหน้าลำบากใจ
หวังซูเหมยเมื่อได้ยินดังนั้นเธอกรีดร้องขึ้นมาทันที"ไม่นะคุณตำรวจ พวกคุณต้องจับตัวพวกโจรให้ได้ ตอนนี้ฉันไม่มีเงินเหลืออยู่เลยแล้วพวกฉันจะอยู่กันยังไง" หวังซูเหมยร้องไห้ฟูมฟาย เสียงสะอื้นดังก้องไปทั่วห้องโถง
"ผมขอโทษครับสหายหวังพวกเราทำสุดความสามารถแล้วแต่มันไม่มีเบาะแสใดๆ เลย และนี่ก็ดึกมากแล้วพวกเราขอตัวไปพักผ่อนก่อนนะครับ ถ้าผมได้เื่ยังไงจะแจ้งให้คุณทราบอีกที" นายตำรวจหนุ่มกล่าวก่อนจะชวนกันเดินออกจากบ้านไป
เฉินฮวาลี่ มองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยแววตาเรียบเฉย ริมฝีปากบางเฉียบยกยิ้มขึ้นเล็กน้อยก่อนจะจางหายไปอย่างรวดเร็ว หญิงสาวเอ่ยกับคนเป็แม่เลี้ยงทันที
"แม่คะ...พวกเราจะทำยังไงกันดีถ้าเกิดพวกเราไม่มีเงินหนูว่าแม่ควรจะออกไปหางานทำนะคะ ตอนนี้พวกเราหมดสิ้นทุกอย่างแล้วอีกอย่าง เสี่ยวเหมยก็ยังเด็ก พรุ่งนี้หนูก็ต้องไปเป็ยุวชนปัญญาที่ค่ายทหาร หนูจะรีบเก็บแต้มอาจแลกอาหารกลับมาให้พวกเราได้บ้าง
หวังซูเหมยเม้มปากแน่น น้ำตาเอ่อคลอ เธอไม่รู้ว่าจะเริ่มต้นยังไง ตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมาเธออยู่อย่างสุขสบายจึงลืมความยากลำบากไปหมดสิ้น
"เอ่อ...แม่ไม่ได้ทำงานหลายปี แม่ไม่รู้จะไปทำงานที่ไหน" หวังซูเหมยพูดตะกุกตะกักด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
"แม่ หนูรู้จักร้านอาหารร้านหนึ่งที่หน้าโรงเรียนของหนู เขา้าคนล้างจาน แม่ไปสมัครดูมั้ยคะ" เฉินฮวาลี่เสนอราวกับหวังดีต่อผู้เป็แม่เลี้ยง ในเมื่อหวังซูเหมยแสร้งเล่นละครกับเธอมาตลอดหลายสิบปี เธอก็สามารถเล่นละครกับหล่อนได้เช่นกัน
หวังซูเหมยมองเฉินฮวาลี่ด้วยความรู้สึกหลากหลาย เธอไม่รู้ว่าลูกเลี้ยงของเธอหวังดีกับเธอจริงๆ หรือเปล่า แต่ในสถานการณ์เช่นนี้ เธอคงไม่มีทางเลือกมากนัก
"ขอบใจเ้ามากนะ ฮวาเอ๋อร์ ที่ยังเป็ห่วงแม่"
เฉินฮวาลี่ยิ้มบางๆ "ไม่เป็ไรหรอกค่ะแม่ ยังไงเราก็เป็ครอบครัวเดียวกันนี่คะ" แต่ในใจของเธอกลับคิดเยาะเย้ย
'ครอบครัวเดียวกันงั้นหรือ? หึ...พวกแกเคยคิดว่าฉันเป็ครอบครัวของแกบ้างหรือเปล่า ถึงได้วางแผนฆ่าฉันอย่างเืเย็น พวกแกทั้งสามคนเตรียมรับกรรมไว้เลย ฉันเอาคืนพวกแกทั้งหมดให้เจ็บถึงทรวง' เธอพึมพำกับตัวเองในใจก่อนจะเอ่ยกับคนเป็แม่เลี้ยง
"นี่ก็ดึกมากแล้ว เดี๋ยวแม่ไปพักผ่อนเถอะค่ะ เื่แบบนี้ใครจะไปรู้ล่วงหน้าว่าจะถูกปล้น ตราบใดที่พวกเราทำงานกันอย่างหนักพวกเราก็จะมีข้าวกินอิ่มท้องค่ะ" เฉินฮวาลี่พูดด้วยน้ำเสียงปลอบประโลม แต่แววตาของเธอกลับไร้ซึ่งความจริงใจ
"พรุ่งนี้พ่อก็จะกลับมาถึงบ้านเพื่อไปส่งหนูไปที่ค่ายทหาร คุณพ่อคงจะช่วยหาทางออกให้พวกเราได้ เดี๋ยวพวกเราค่อยๆ ปรึกษากันว่าจะทำยังไงต่อ"
หวังซูเหมยทรุดตัวลงนั่งบนเก้าอี้ ใบหน้าซีดเผือดไร้สีเื ความคิดมากมายตีวนอยู่ในหัว ความร่ำรวยที่เคยมี ชื่อเสียงที่สั่งสมมา ตอนนี้พังทลายลงไม่มีชิ้นดี เหลือเพียงความว่างเปล่า
"ฉันจะทำยังไงดี" หวังซูเหมยพึมพำกับตัวเองเบาๆ
"ฉันจะออกไปพบหน้าใครได้ พวกคุณนายพวกนั้นต้องหัวเราะเยาะฉันแน่ๆ เมื่อเห็นฉันตกต่ำไปทำงาน"หวังซูเหมยจมปลักอยู่ในภวังค์ของตัวเองพร้อมกับใบหน้าซีดเซียว
เฉินฮวาลี่แอบแสยะยิ้มมุมปาก เธอจงใจพูดกระทบกระเทือนใจหวังซูเหมย ยิ่งหล่อนรู้สึกสิ้นหวัง ก็ยิ่งเป็ผลดีต่อแผนการร้ายของเธอ คนที่สบายมาตลอด 10 กว่าปี คิดเหรอว่าจะกลับไปลำบากเหมือนเดิมได้ ไม่แน่หล่อนอาจทิ้งพ่อของเธอไปก่อนหน้านี้ก็ได้
"งั้นเดี๋ยวหนูขอตัวไปนอนก่อนนะคะ แม่ก็รีบมานอนเร็วๆ นะคะ อีกไม่กี่ชั่วโมงก็ใกล้จะเช้าแล้ว" เธอกล่าวก่อนจะเดินขึ้นไปห้องนอนของเธอทันที