ซึ่งตอนที่พวกเขาขึ้นมาบนหอสูง ก็เป็่ที่เซียวเหยา หยุดโคจรพลังพอดี จึงหาที่มาที่ไปไม่ได้ ก่อนจะพากันกลับที่พัก
“แค่นั่งโคจรพลัง เหงื่อก็ท่วมตัวแล้ว แต่ข้ารู้สึกว่าตัวเบาหวิวเลย อีกหน่อยข้าต้องมีวิชาเหมือนอาจารย์ ล่องลอยไปบนก้อนเมฆได้”
“ทำไมตัวเ้าดูแปลก ปกติแล้วถ้ามีการโคจรพลังเกิดขึ้น จะต้องมีเมือกสีดำ หรือสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย แต่เ้ากลับมีแต่น้ำใสไหลออกมาเท่านั้น” ผิงผิงที่เฝ้ามอง เซียวเหยานั่งโคจรพลัง
“เ้าไม่คิดหรือว่าตัวข้าไม่ได้สกปรก เพราะแต่ก่อนนี้ั้แ่ข้าจำได้ ตัวของข้าก็อยู่แต่ในไข่ จะมีแต่ดวงจิตของข้าเท่านั้น ที่ออกไปเร่ร่อนอยู่ข้างนอก เ้ารู้สึกถึงพลังบ้างไหมดูสีของเ้าจะเข้มขึ้น”
“พลังข้าเพิ่มขึ้นเหมือนเ้า มันคงจะเพิ่มขึ้นตามพลังของเ้า มันดีมาก ข้าต้องใช้เวลาหลายพันปี กว่าจะพูดได้”
“ตัวแค่นี้ก็อายุ หลายพันปีแล้วรึ! ต่อไปเ้าต้องกินเยอะน่ะ จะได้โต”
“ข้ารู้สึกเหนียวตัว ตอนเป็ดวงจิต ใช้พลังลมทำน้ำฝนได้ ข้าจะลองดู ถ้ามันใช้ได้ จะได้มีน้ำอาบ”
เซียวเหยาทดลองยืนกำหนดจิต อยู่หน้ากระท่อม นาง้าให้เกิดลมจะได้มีฝนตก
ไม่กี่อึดใจต่อมา เกิดลมกระแสลมและรุนแรงขึ้น กลายเป็พายุขนาดย่อม ยังดีที่ยอดเขาเหยี่ยวฟ้า มีค่ายกลปกป้องไว้ จึงไม่มีสิ่งใดเสียหาย แต่กระแสลมแรงที่เกิดขึ้น ทำให้อาจารย์ในสำนัก ต้องกลับมาที่หอสูงอีกครั้งหนึ่ง
“ทำไมถึงมีทั้งลม ทั้งก้อนเมฆมืดครึ้มไปหมด”
“คืนนี้พวกเราคงจะไม่ได้พักผ่อนกันแล้ว เกิดอะไรขึ้นกัน กระแสลมถึงได้รุนแรงขนาดนี้ ขนาดมีค่ายกลป้องกัน พวกเรายังรู้สึกได้ถึงแรงสั่นไหว ของค่ายกล”
อาจารย์ทั้งสามคน พูดคุยกันยังไม่ทันจบ ฝนก็เทกระหน่ำลงมาอย่างหนัก ค่ายกลป้องกันการโจมตี ที่จะทำให้เกิดความเสียหาย แต่ไม่ได้ป้องกันน้ำฝนที่หล่นลงมาจากบนฟ้า
ฝนที่ตกตอนดึก อย่าลืมหูลืมตาไม่ขึ้น
แต่…มีคนหนึ่งที่สนุกสนานท่ามกลางสายฝน เซียวเหยาวิ่งเล่นอยู่หน้ากระท่อม นางอาบน้ำฝนยามดึก ชำระร่างกายให้สะอาด
“ค่อยสดชื่นหน่อย ได้อาบน้ำฝนแบบนี้ ผิงผิงเ้าไม่มาอาบน้ำด้วยหรือ”
“ข้าไม่ชอบอาบน้ำฝน เจอลำธารน้ำตกข้าก็อาบได้แล้ว”
“เ้าว่าอะไรนะ! แถวนี้มีลำธารน้ำตกด้วยหรือ ทำไมไม่บอกข้าให้ไวกว่านี้ จะได้ไปอาบน้ำที่น้ำตก”
“เอาไว้ข้าจะพาเ้าไปดูก็แล้วกัน ถ้าฝนตกเยอะขนาดนี้ น้ำตกที่ใสคงจะขุ่นเป็แน่ ต้องรออีกหลายวัน”
“เ้าทำให้ฝนหยุดตกไม่ได้หรือ! มันตกเยอะเกินไปแล้ว พื้นที่หลุมต่ำจะไม่ถูกน้ำท่วมขังรึ”
“ข้าอาบน้ำเสร็จแล้ว แต่ทำให้ฝนหยุดตกข้าทำไม่เป็ ก่อนฝนจะตกข้าทำเป็แค่ทำให้เกิดลม ดึงก้อนเมฆมาเท่านั้น”
เซียวเหยาเดินเข้ามาในกระท่อม ที่มีน้ำหยดลงมาจากหลังคา จนเปียกไปหมด
“อาจารย์สร้างกระท่อมยังไง ฝนตกแค่ก็รั่วจนไม่มีที่นอน เฮ้อ! สู้ชุดของข้ายังไม่ได้เลย แค่เดินออกจากสายฝนก็แห้งแล้ว”
เซียวเหยาหาที่เพียงเล็กน้อย นั่งโคจรพลังต่อ ท่ามกลางเสียงหยดน้ำดังเปาะแปะ บนแผ่นไม้
กว่าฝนจะหยุดตกก็เป็เวลาใกล้รุ่งเช้าแล้ว อาจารย์ทั้งสามคนถึงได้ออกจากหอสูง กลับห้องพักเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า
่สายของวันต่อมา เหวินฟู่มาดูลูกศิษย์
เซียวมองของอร่อยในมืออาจารย์ ที่มีแต่ความว่างเปล่า
“เซียวเหยาเ้าเป็อย่างไร เกิดฝนตกหนัก เ้าคงจะไม่ได้นอนล่ะสิ”
"ใช่แล้วเ้าค่ะอาจารย์! ข้าไม่ได้นอนเลยกระท่อมหลังนี้หลังคารั่ว ข้าเลยได้แต่นั่งโคจรพลังเท่านั้น"
คำพูดของเซียวเหยา เื่การโคจรพลัง ทำให้เหวินฟู่มองสำรวจ
“เ้า…เซียวเหยา จะเป็ไปได้ยังไง เ้าโคจรพลังครั้งเดียว พลังเ้ามาถึงระดับห้าเลยรึ!” เขามองกระบี่ในมือ ที่เตรียมจะเอามาให้ลูกศิษย์ ก่อนจะรีบเก็บทันที
‘นี่ข้าเก็บตัวอะไรมาเป็ลูกศิษย์กันแน่ ยกน้ำชาไปแล้วด้วย เป็อาจารย์หนึ่งวัน เท่ากับเป็อาจารย์ไปชั่วชีวิต ข้าตัดสินใจผิดพลาดแล้ว เฮ้อ!’ เหวินฟู่พ่นลมหายใจออกมา
“เื่หลังคาเดี๋ยวอาจารย์ จะจัดการซ่อมแซมให้”
“วันนี้อาจารย์จะสอนเ้า เื่การทรงตัวลอยในอากาศ หรือว่าขี่กระบี่เพื่อที่เ้าจะได้เดินทาง ไปทำภารกิจได้ เป็สิ่งแรกก่อน”
“มีขี่กระบี่ด้วยหรือเ้าคะ แต่ว่าข้าไม่มีกระบี่ให้ขี่ อาจารย์หรือว่าข้า จะไปที่ขอหอใหญ่ตรงโน้นดีเ้าค่ะ”
“ถึงเ้าจะไม่มีกระบี่ให้ขี่ อาจารย์ต้องมีสิ่งที่ดีกว่านั้นให้เ้า เดี๋ยวอาจารย์ดูก่อนว่า จะเอาสิ่งใดให้เ้าดี” เหวินฟู่ยืนนิ่งคิด ควรมอบสิ่งใดให้นางดี
‘ถ้าเด็กสาวนี่เป็ตัวอันตราย ใช้กระบี่คงไม่ได้ กลัวว่านางจะเที่ยวสังหารคนไปทั่ว เืคงนองแผ่นดินในวันข้างหน้า ถ้าอย่างนั้นใช้ไม้ก็แล้วกัน’
เซียวเหยา ยืนมองอาจารย์ ที่หลับตายืนนิ่งอยู่นาน ก่อนจะเห็นยกมือขึ้นเหนือหัว และจับสิ่งหนึ่งในอากาศลงมา
“ไม้เรียว อาจารย์จะให้สิ่งนี้แก่ข้าหรือเ้าค่ะ?”
“นี่คือไม้กายสิทธิ์ต่างหากเล่า ไม่ใช่ไม้เรียวอย่างที่เ้าเข้าใจ”
“สามารถห้ำหั่นกับศัตรูได้ เฆี่ยนตีเจ็บไม่แพ้ของมีคม เฆี่ยนตีได้ั้แ่มนุษย์อสูร ปีศาจภูตผีิญญา แม้แต่พวกเซียนเ้าก็ใช้ไม้นี้ตีได้”
“จริงหรือเ้าคะ! อย่างนี่มันก็มีความสามารถ มากกว่ากระบี่นะสิ แต่ว่าข้าขี่ได้ไหม”
“ได้สิ! ไม้กายสิทธิ์นี้สามารถย่อยืดขยายได้”
“ดีเ้าค่ะ แบกไปไหนไม่ต้องหนักเหมือนกระบี่หรือดาบ” เซียวเหยาพูด พร้อมกับรับไม้กายสิทธิ์ มาจากผู้เป็อาจารย์
“แต่เ้าต้องรับปากกับอาจารย์อย่างหนึ่ง ไม้กายสิทธิ์นี้ไม่ได้มาจากแดนเซียน นอกจากขี่ไปมาแล้ว เวลาใช้ก็ต้องระวังด้วย อาจจะมีคนมาแย่งของเ้าไปได้” เขากลัวนางจะไปทำร้ายผู้อื่นมากกว่า
“หน้าตารูปร่างมันไม่ได้โดดเด่นเลยนะเ้าคะ ยังจะมีคนคิดมาแย่งอีกหรือ ขนาดข้าเห็นทีแรกยังคิดว่าเป็ไม้เรียวธรรมดาเลย”
“เ้าหยดเืทำธรรมพันธสัญญาก่อน แล้วค่อยไปฝึกฝนการขี่” เซียวเหยา กัดปลายนิ้วหยดเื ลงไปบนไม้กายสิทธิ์ไปหลายหยด เกิดแสงสีขาวสว่างวาบขึ้นบนตัวไม้ ก่อนจะหายไปอย่างรวดเร็ว
“ต่อไปเ้าก็ฝึกจิต เวลาฝึกฟาดฟันต่อสู้ เ้าก็คิดว่าถือกระบี่อยู่”
“ถ้าข้ามีกระบี่ก็ไม่ต้องคิด ว่าไม้คือกระบี่ อาจารย์ช่างสอนได้ซับซ้อนเสียจริง”
“ต่อไปเ้าจะรู้เอง ว่าไม้กายสิทธิ์เหนือกว่าดาบ ขนาดไหน”
“ขั้นตอนแรกเ้าฝึก ให้ไม้กายสิทธิ์ยืดหดขยายก่อน”
“เ้าสามารถหดให้เหลือเท่าปิ่นปักผม และขยายใหญ่เท่ากับท่อนซุงได้ รีบฝึกตอนนี้เลย พอขยายได้แล้วเ้าค่อยฝึกขี่”
เซียวเหยาจับไม้เรียว ในสายตาของนาง ก่อนที่จะนั่งหลับตาทำสมาธิ เพื่อบังคับให้ไม้ยืดหดขยายตัว โดยมีสายตาของเหวินฟู่ จ้องมองอยู่
ผ่านไปราวจิบชา เห็นว่าลูกศิษย์ตั้งใจ เขาเลยกลับมาที่กระท่อมเพื่อซ่อมหลังคา ‘ฝนที่ไหนมาตกฤดูนี้ เมื่อคืนนี้นางนอนที่ไหน ดูเหมือนหลังคาจะรั่วไปทั้งหลัง’
จนถึง่เย็นเซียวเหยา สามารถใช้จิตบังคับ ให้ไม้เรียวกลายเป็ไม้เสียบถังหูลู่ ที่นางเคยเห็นแดนมนุษย์
“อาจารย์เ้าคะ ข้าบังคับไม้กายสิทธิ์ได้แล้ว”
“เ้าทำกลับให้มีขนาดเท่าเดิม หรือใหญ่ขึ้นมาอีก เพื่อที่เ้าจะได้ขึ้นไปขี่บนนั้นได้ จากนั้นเ้าจะนั่งหรือยืน บนไม้ก็ได้ บังคับลอยให้ได้ก่อน”
‘อย่างนี้ถ้าบังคับให้ลอยได้ เราก็จะสามารถเคลื่อนที่ได้เร็ว เหมือนกับตอนที่เป็ดวงจิตน่ะสิ’
เหวินฟู่ซ่อมหลังคาเรียบร้อย มองหาลูกศิษย์ที่นั่งอยู่ ใต้ต้นไม้หน้ากระท่อม เขาพบแต่ความว่างเปล่า
‘หายไปไหนกันนะ หรือว่าไปเดินเล่นยืดเส้นยืดสาย’ เขาชะโงกหน้ามองหาเผื่อจะเจอลูกศิษย์ อยู่แถวตามต้นไม้ ก่อนจะมองไปที่ ูเาด้านล่างซึ่งเป็เวลาเย็นแล้ว ที่เขาจะต้องกลับ
“ห้ะ! นั่นคืออะไร?” เขาเบิ่งตากว้าง จ้องมองไปข้างหน้า ตาแทบไม่กะพริบ
ภาพที่เห็นคือ เด็กสาวในชุดสีเหลือง นั่งไขว่ห้างอยู่บนไม้กายสิทธิ์ มือถือน้ำเต้า อีกมือหนึ่งถือผลไม้ นั่งกินอย่างอารมณ์ดี
‘เป็ไปได้ยังไงกัน เด็กนั่นแบ่งสมาธิได้อย่างนั้นหรือ เพิ่งจะฝึกฝนวันนี้เอง ถึงกับนั่งกินอยู่บนไม้กายสิทธิ์ ลอยอยู่กลางอากาศ ทำได้ยังไงกัน ไม่ใช่ว่าเพิ่งจะ ฝึกจิตวันนี้ไม่ใช่หรือ?’
‘ไม้กายสิทธิ์หน้าตายนั่น ก็เชื่อคำสั่งของนาง’ อาจารย์เหวินฟู่ ถึงกับกลุ่มขมับ ‘ลืมไปว่าทั้งคู่ทำพันธสัญญากันแล้ว ตอนนี้เราเป็แค่คนนอก’
‘ถ้าให้อาจารย์ในสำนัก เหยี่ยวฟ้าเห็นคงไม่ดีแน่ ลูกศิษย์คนนี้ คงจะถูกแย่งไปเป็ลูกศิษย์ของพวกเขา จะแสดงอำนาจอะไรเยอะก็ไม่ได้ ที่นี่คือแดนเซียน ต้องให้นางอยู่จุดต่ำสุดในสำนักนี้’
เหวินฟู่ทำได้แค่ยืนรอลูกศิษย์ ลงมาจากบนฟ้า เขาปล่อยให้นางนั่งกินจนอิ่ม และลงมาเอง
“เซียวเหยา อาจารย์ไม่รู้ว่าเ้าทำได้ยังไง ฝึกจิตแค่วันเดียว สามารถขึ้นไปนั่งบนไม้กายสิทธิ์ ได้อย่างสบายแล้ว แต่อาจารย์อยากเตือนเ้า ที่นี่เป็สำนักเรียนวิชา มีอาจารย์หลายคน หากพวกเขาเห็นความสามารถของเ้า แล้วชวนไปเป็ลูกศิษย์ ให้เ้าปฏิเสธไป”
“เ้าค่ะท่านอาจารย์ ข้าจะบอกพวกท่านว่า ข้ามีอาจารย์แล้ว ไม่รับอาจารย์เพิ่ม! เ้าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นวันนี้อาจารย์กลับก่อน พรุ่งนี้จะมาใหม่แต่เช้า”
“อาจารย์พักอยู่ไกลหรือเ้าคะ ทำไมถึงไม่พักอยู่ที่นี่ ต้องลำบากเดินทางไปกลับ ถ้ากระท่อมหลังเล็ก อาจารย์ก็สร้างใหม่เพิ่มได้นี้เ้าคะ”
“อาจารย์ยังมีงานที่ต้องสะสางอยู่ เ้าอยู่ฝึกฝนที่นี่ล่ะ เดี๋ยวพรุ่งนี้อาจารย์จะเอาตำรา มาให้เ้าอ่านด้วย”
“ไม่มีนิทานแก้เหงาหรือเ้าคะ ท่านอาจารย์ เผื่อข้าเอาไว้อ่านตอนอยู่คนเดียวกลางคืน”
“เ้าควรจะสนใจเื่การเรียน และการโคจรพลังบำเพ็ญเพียร มากกว่าจะไปอ่านนิยายแก้เหงานะ หนังสือพวกนั้นต้องไปเอามาจากเมืองมนุษย์ แดนเซียนแห่งนี้ไม่มีหรอก”
“ถ้าอย่างนั้นเป็หนังสืออะไรก็ได้เ้า ขอให้ไม่ใช่ตำราเรียนก็พอ เอาไว้อ่านเวลาว่าง ส่วนตำราเรียนก็คือตำราเรียน มันอ่านเวลาว่างไม่ได้” เหวินฟู่เดินส่ายหัว ออกไปจากกระท่อม
ก่อนจะหันหน้ากลับมาสั่ง ลูกศิษย์อีกรอบหนึ่ง “ให้เ้าพักผ่อนอยู่แต่ในกระท่อม อย่าออกไปเพ่นพ่านที่ไหนล่ะ พรุ่งนี้อาจารย์จะมาแต่เช้า”
“เ้าค่ะท่านอาจารย์! ข้าจะไม่ให้ใครพบเห็นตัวข้าเด็ดขาด”
“อาจารย์กลับไปแล้ว ข้ากินแค่ผลไม้ไปสามผลเอง ดึกมาต้องหิวอีกแน่ ผิงผิง เ้าไปดูในโรงครัวให้หน่อย วันนี้พวกเขาเก็บอาหารไว้อีกไหม อาจารย์ไม่กินอาหาร แต่ข้ากินและหิวมากด้วย ของอร่อยก็ไม่เอามาให้กิน”
นกน้อยหายไปพักหนึ่ง กลับมารายงาน หลังจากไปแอบดูที่โรงครัวมา
“อาหารมีเหมือนเดิม แต่พวกเขาเก็บมิดชิด ล็อกไว้อย่างแ่า”
“ขอแค่ให้มีอาหารก็พอ รอโรงครัวปิดก่อนพวกเราค่อยไป ต้องหาอะไรไปใส่ขนมเอาไว้กิน ในกระท่อมนี้ไม่มีอะไรเลย” เซียวเหยามองไปมา หาสิ่งของที่จะไปใส่ ของกินไม่มี
“คงต้องเอาแบบในป่า ใช้ใบไม้ไปห่อมากิน!”
“จะไปยากอะไร เ้าก็ยกที่ใส่ของกินมาด้วยก็หมดเื่”
“ไม่ได้เดี๋ยวพวกเขามาเจอ ที่ใส่อาหารในกระท่อมของเรา จะทำยังไง อาจารย์จะโดนตำหนิได้”