4
คุณหนูผู้ไร้ความสามารถ
“ข้าได้ยินว่าคุณหนูสกุลหวังมากความสามารถ ไม่ทราบว่าวันนี้จะมีโอกาสได้ยลหรือไม่”
สิ้นเสียงของเหอซูเมิ่งทุกสายตาล้วนจับจ้องมาจากตั่งที่คนสกุลหวังนั่งเป็ตาเดียว หวังกุ้ยผิงตัวตรงแน่ว หวังกุ้ยฮวากลับคลี่ยิ้มน้อยๆ ขณะร้องตอบผู้เป็ใหญ่เสียงดัง
“ต้องขออภัยอย่างยิ่งเพคะกุ้ยเฟย หม่อมฉันเพิ่งได้รับาเ็จากการฝึกพิณ ท่านหมอสั่งห้ามไม่ให้ใช้มือหลายวันจึงทำให้ขายหน้าแล้ว แต่คุณหนูสกุลหวังไม่ได้มีเพียงหม่อมฉัน ถ้าอย่างไรให้พี่รองของหม่อมฉันแสดงแทน”
“ฮวาเอ๋อร์!”
หวังกุ้ยฮวาไม่สนใจพี่สาวที่กระตุกอาภรณ์ของนางคล้ายจะห้าม นางกำลังยุ่งอยู่กับการสบตาเหอกุ้ยเฟยที่มีท่าทางไม่ยินยอม ทว่าสาวใช้ของเหอซูเมิ่งก็กระซิบถึงเสียงลือที่ได้ยินมา การยกเลิกนัดเรียนหลายวิชาในคราวเดียวของคุณหนูสกุลหวังเป็ที่โจทย์จันกันอยู่หลายวัน
“เห็นแก่ที่เ้าาเ็อยู่ เช่นนั้นก็ให้หวังกุ้ยผิงมาแสดงแทนเถิด”
เหอซูเมิ่งไม่อาจไม่ยินยอม ผู้อื่นาเ็อยู่ถ้านางสั่งให้หวังกุ้ยฮวาแสดงอีกคงต้องขุ่นข้องหมองใจกับเสนาบดีหวัง แต่คำพูดเอ่ยไปแล้วเรียกกลับคืนก็ไม่ได้ ทางที่เหมาะสมคือรับข้อเสนอของหวังกุ้ยฮวา
“เป็พระกรุณาธิคุณอย่างสูงเพคะ”
คุณหนูสกุลหวังผู้น้องรับคำแทนพี่สาวในทันที หวังกุ้ยผิงจำต้องก้าวลงจากตั่งเพื่อไม่ให้เหอกุ้ยเฟยคอยนาน หญิงสาวก้าวอย่างประดักประเดิดไม่มั่นใจ ยิ่งมีสายตาขององค์ชายสิบที่ทอดลงมานางยิ่งรู้สึกอยากมุดหายตัวไปในฉับพลัน
“คุณหนูหวัง... เ้าเลือกแสดงอะไรดีเล่า”
“หม่อมฉัน... เลือกดีดพิณเพคะ”
หวังกุ้ยผิงได้รับการสั่งสอนเหมือนคุณหนูทั่วไป ศาสตร์ศิลป์ทั้งสี่ไม่ขาด แต่ไม่อาจเกินหน้าเกินตาน้องสาว หลายครั้งที่นางได้แต่กล้ำกลืนอยู่เงียบๆ เมื่อได้ยินเสียงชมของผู้คนไม่ขาดปาก แต่คุณหนูหวังที่พวกเขากล่าวถึงล้วนแต่หมายถึงหวังกุ้ยฮวาทั้งสิ้น
หลายครั้งที่นางฝึกพิณในจวน คนภายนอกก็จะร้องกล่าวว่าหวังกุ้ยฮวามีฝีมือพิณเป็เอก
“เลือกได้ดี”
เหอซูเมิ่งรู้สึกได้ถึงความริษยาเจือจางจากสตรีรุ่นลูก นางมิได้นำพา กระดานของผู้อื่นนางไม่ยุ่งเกี่ยว แต่ดูเหมือนหวังกุ้ยฮวาจะไม่ใช่คุณหนูที่ก้าวตามการชักจูงของผู้ใหญ่อย่างที่นึกฝัน
สมกับที่เป็บุตรสาวของเผิงอิงหลานจริงๆ
“เสด็จพี่คิดว่าคุณหนูหวังเป็อย่างไร” หลี่เยียนจิบสุรา ปรายสายตามองสตรีในชุดแดงที่กำลังปรับสายพิณ สักพักจึงมองไปทางสตรีชุดขาวซึ่งกำลังบิขนมดอกกุ้ยเข้าปากราวกับไม่มีอะไรน่าสนใจ
“คุณหนูหวัง? คนพี่หรือคนน้องเล่า”
“ย่อมต้องเป็คนน้อง ไม่ใช่ว่าท่านหยุดคุยกับนางอยู่พักใหญ่หรือ”
ปลายนิ้วของหวังกุ้ยผิงพรมลงบนเส้นเอ็น ค่อยๆ สะบัดด้วยท่วงท่าสะกดสายตา เสียงพิณหวานใสประดุจน้ำค้าง ผู้คนต่างชะงักเมื่อได้สดับยิน
ยามนี้หญิงสาวผู้บรรเลงราวกับตกอยู่อีกโลกหนึ่ง รอบกายของนางพลันปรากฏหิมะขาวโพลนทับถมจนเต็ม นางไล้ปลายนิ้วให้เร็วขึ้นอีกนิด คืนวันพลันหมุนเวียน บุปผาบนกิ่งไม้โกร๋นเริ่มผลิดอกออกช่อจวบจนกลับสู่ปัจจุบัน
หวังกุ้ยฮวาเคาะถ้วยชากับกาเบาๆ นางรู้อยู่แล้วว่าพี่สาวมีความสามารถ แค่อดีตถูกนางกั้นขวางหวังกุ้ยผิงจึงไม่มีโอกาสก้าวสู่แสงสว่างอย่างที่ควร
แต่ยามนี้นางเหนื่อยแล้ว เชิญพี่สาวขึ้นเวทีเลยก็แล้วกัน
“คุณหนูรองมีความรู้กว้างขวาง ท่านเสนาบดีน่าจะสนทนากับนางบ่อยครั้ง แต่ดูเหมือนน้องสิบจะต้องมนตร์ของคุณหนูใหญ่แล้วกระมัง”
หลี่จงหลุดจากภวังค์เป็คนต่อมา เขาผลิยิ้มน้อยๆ ขณะสายตาปรายไปยังหวังกุ้ยฮวาที่จงใจไม่มองใครราวกับไม่สนใจว่าจะเกิดการเปรียบเทียบระหว่างตนกับพี่สาว
“คนงามอยู่เบื้องหน้าต้องเชยชม เพลงพิณของหวังกุ้ยผิงยังงดงามเพียงนี้ ชวนให้อยากรู้ยิ่งนักว่าหวังกุ้ยฮวามีความสามารถเช่นไร”
“กวีเป็เอกอุ ภาพมิเป็สอง พิณมิเป็รอง หมากลึกล้ำยากโค่นปราบ”
รัชทายาทกล่าวยิ้มๆ ชมเชยสตรีผู้คล้ายไม่โดดเด่นด้วยใจจริง เขามีโอกาสพบหวังกุ้ยฮวาอยู่หลายครั้ง แต่วันนี้เป็ครั้งแรกที่ได้สนทนา
“ยอดเยี่ยมเช่นนั้น เสด็จพี่คงไม่ได้ยกยอเกินจริงกระมังพ่ะย่ะค่ะ”
“จริงไม่จริงไยไม่ลองพิสูจน์” หลี่จงกระแอมเบาๆ เรียกสายตาของผู้คนที่กึ่งหลับกึ่งตื่นให้มารวมที่ตน หวังกุ้ยฮวารู้สึกสายตาที่ตกลงบนร่างก็กลืนน้ำลายฝาดเฝือนลงคอด้วยความรู้สึกเกินบรรยาย
บัดซบ! อย่าบอกนะว่าไท่จื่อก็จะต้อนนางเข้ากรงด้วยอีกคน!?
“คุณหนูหวัง ดูเหมือนวันนี้เ้าจะดีดพิณไม่ได้ แต่วาดภาพคงไม่เป็ไรกระมัง ข้าจำได้ว่าเมื่อปีก่อนเ้าก็ฝึกพิณจนเจ็บมือ แต่กลับวาดภาพออกมาได้น่าชมเชยยิ่งนัก”
“เป็เช่นนั้นจริงหรือ” เหอซูเมิ่ง้าเล่นงานบุตรสาวของศัตรูอยู่แล้วจึงแสร้งเลิกคิ้วสนใจ จากนั้นก็หันไปหาหวังกุ้ยฮวาที่รู้ตัวว่าไม่อาจปฏิเสธเข้าร่วมการแสดงความสามารถ “คุณหนูหวัง... เ้าไม่จำเป็ต้องเล่นพิณก็ได้ วันนี้หวังกุ้ยผิงได้แสดงผลงานอันน่าประทับใจแล้ว เหตุใดเ้าไม่มอบภาพอันงดงามสักผืนให้ข้าได้ยลบ้างเล่า”
“นั่นสิคุณหนูหวัง ข้าก็อยากรู้นักว่าคำชมของเสด็จพี่จริงเท็จเพียงใด”
จีซือเจียงได้ยินดังนั้นก็พรายยิ้ม ทั้งบีบทั้งผลักให้ลูกเลี้ยงก้าวไปอวดโฉมต่อธารกำนัล “ฮวาเอ๋อร์... ผิงเอ๋อร์ก็แสดงความสามารถไปแล้ว คราวนี้เ้าก็อย่าให้น้อยหน้าเล่า”
สีหน้าของหวังกุ้ยฮวาไม่ดีนัก แม้ภายนอกจะเรียบเฉย แต่ภายในกลับสาปแช่งทุกคนที่กดดันให้นางก้าวขึ้นสู่เวที
บัดซบกุ้ยเฟย บัดซบอันอ๋อง บัดซบไท่จื่อ คนพวกนี้อยู่เงียบๆ ไม่เป็หรืออย่างไร!
“มีสิ่งใดน่าขบขันอย่างนั้นหรือ” เจียงเจ๋อเอ่ยถามลูกพี่ลูกน้องที่ั์ตาแฝงรอยรื่นรมย์ แรกเริ่มเจียงหลินมีท่าทีเบื่อหน่าย แต่จู่ๆ ก็กลับขำขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย
“เล็กน้อย... เล็กน้อยเท่านั้น”
หลานชายของขุนนางยุติธรรมเพียงซ่อนรอยยิ้มไว้ใต้จอกสุรา เมื่อครู่เขาทันอ่านปากคุณหนูน้อยผู้นั้นจึงอดยกย่องอยู่ในใจไม่ได้
สตรีผู้นี้กล้าหาญนัก ถึงกับก่นด่ากุ้ยเฟย รัชทายาทและอันอ๋องต่อหน้าต่อตาทีเดียว
“เอาเถิด เ้าไม่ด่าทอเหมือนเดิมก็ดีแล้ว ข้าก็ไม่ได้อยากมานักหรอก แต่ท่านแม่บอกให้มาสังเกตการณ์ ไม่รู้ว่าสังเกตอะไร” เจียงเจ๋อพึมพำแ่ คิ้วยังขมวดไม่คลายและคงไม่คลายไปจนจบ
เจียงหลินยังคงยิ้มเอื่อยเฉื่อย ไม่รู้จะสงสารลูกพี่ลูกน้องหรือท่านอาสะใภ้ที่มีบุตรชายไม่รู้ความ
ฮูหยินรุ่นราวคราวเดียวกับเหอกุ้ยเฟยจะยังสั่งให้บุตรชายมาร่วมงานชมบุปผาทำไมถ้าไม่ใช่้าข่าวสารว่าเหอซูเมิ่งพึงใจสตรีนางใด
ดูเหมือนจวนสกุลหลินต้องเตรียมเปิดประตูรับแม่สื่อก่อนกำหนดเสียแล้ว