ครั้นช่างหวงได้ยินถึงกับฟันกรามกระทบกันเลยทีเดียว “สะ...สะ...สามมื้อ!เช่นนั้นค่าแรงเล่า?”
“เงินค่าแรงไม่เปลี่ยน ยังคงจ่ายสิบห้าอีแปะต่อวันเจ้าค่ะ”เคอโยวหรานตัดสินใจ คลี่ยิ้มเอ่ยว่า “ต้องให้ช่างกินอิ่มถึงจะมีแรงทำงานมิใช่หรือเจ้าคะ”
ช่างหวงมองไปทางต้วนเหลยถิงอย่างไม่มั่นใจนัก ลอบคิดในใจว่าเรื่องใหญ่เช่นนี้ บ้านนี้ให้สตรีเป็นคนตัดสินใจหรือ?
ต้วนเหลยถิงล่วงรู้ถึงความคิดของช่างหวง พลันเอ่ยโดยไม่แยแสว่า “เรื่องพวกนี้คือเรื่องเล็กให้ภรรยาของข้าตัดสินใจเป็นพอ”
ช่างหวงชะงักงัน นี่ยังนับเป็นเรื่องเล็กเช่นนั้นต้องอย่างไรจึงจะเป็นเรื่องใหญ่?
หลังออกมาจากเรือนของช่างหวง เคอโยวหรานก็หยิบตั๋วเงินหนึ่งปึกออกมาจากมิติวิเศษ
“ซานหลาง เงินเหล่านี้คือเงินที่ข้าค้นมาจากบนกายของกุ่ยโส่วท่านลองดูเถิดว่าพอจะเอามาใช้ซื้อบ้านสวนได้หรือไม่ หากใช้ไปแล้วจะถูกผู้อื่นตามสืบจนนำพามาซึ่งปัญหาโดยไม่จำเป็นหรือไม่เจ้าคะ?”
ต้วนเหลยถิงมองสำรวจอย่างละเอียดคราหนึ่ง จากนั้นคลี่ยิ้มเอ่ยว่า“ตั๋วเงินนี้คือเงินแลกเปลี่ยนทั่วไป ผู้ใดก็ใช้ ไม่มีทางถูกผู้อื่นสืบเสาะเช่นนั้นใช้วันนี้เลยแล้วกัน”
“เหอๆ ดีเหลือเกิน!” เคอโยวหรานกวาดสายตามองโดยรอบครั้นเห็นว่าไม่มีผู้คนก็หยิบตั๋วเงินออกมาอีกหนึ่งปึก
“ซานหลาง ท่านดูนี่ล้วนแต่เป็นเงินที่เอามาจากสกุลต่งในวันนั้น ยามนั้นมิได้ตั้งใจดูให้ดีวันนี้ลองนับจึงพบว่าเป็นเงินจำนวนไม่น้อยทีเดียวเจ้าค่ะ”
“หึ...” ต้วนเหลยถิงลองนับดูคร่าวๆ พบว่าเป็นเงินกว่าสี่ห้าพันตำลึง
“สกุลต่งเก่งกาจนักนึกไม่ถึงว่านอกจากทรัพย์สมบัติกองพะเนินเป็นภูเขายังจะมีเงินมากมายเช่นนี้พ่อค้าร้านขายข้าวเล็กๆ ที่พรมแดนแห่งหนึ่งสามารถร่ำรวยขนาดนี้แสดงว่าคงทำเรื่องชั่วช้าเอาไว้ไม่น้อย”
ขณะคนทั้งสองสนทนากันได้เดินผ่านร้านขายผ้าแห่งหนึ่ง เมื่อเห็นหมวกเหวยเม่า[1]บนชั้นต้วนเหลยถิงพลันซื้อมาให้เคอโยวหรานสวมในทันใด
โยวหรานของเขางดงามเกินไป สวมแค่ผ้าปิดหน้ายังจะบังอันใดได้?
หลังจากจับเคอโยวหรานแต่งกายเรียบร้อย ทั้งสองก็สอบถามผู้คนจนได้รู้จักนายหน้าสกุลอู๋ผู้มีชื่อเสียงอันดีและทำงานละเอียดรอบคอบซึ่งอยู่ภายในตัวเมือง
ต้วนเหลยถิงพาเคอโยวหรานไปพบ จะว่าไปแล้วนายหน้าผู้นี้ช่างเก่งกาจทีเดียว
ไม่ว่าจะคน ที่ดิน หรือบ้านเรือน ล้วนแต่ค้าขายทั้งสิ้นหลังจากลองสอบถามโดยรอบ นับว่าค่อนข้างโด่งดังอยู่บ้างเช่นกัน
ครั้นนายหน้าอู๋ได้ยินว่าคนทั้งสองอยากซื้อบ้านสวนพลันคลี่ยิ้มเชิญพวกเขาเข้าไปในโรงนายหน้าตามด้วยนั่งลงในห้องส่วนตัวที่ประดับประดาอย่างงดงามหรูหรา
นายหน้าอู๋เอ่ยพลางรินน้ำชาให้คนทั้งสอง “ไอ้หยาพวกท่านช่างมาได้เหมาะเจาะเสียนี่กระไร
เมื่อเย็นวันก่อนสกุลต่งเกิดเพลิงไหม้ครั้งใหญ่จนเงินตึงมือ เช้าวันนี้เพิ่งจะแขวนป้ายประกาศขายบ้านสวนยามนี้พวกท่านก็มาเสียแล้ว”
เคอโยวหรานดวงตาเป็นประกาย คลี่ยิ้มถามนายหน้าอู๋ว่า “สกุลต่งหรือ? มีจวนใหญ่กิจการใหญ่ แค่เพลิงไหม้ครั้งเดียวมิอาจพังรากฐานของพวกเขาได้กระมัง?”
นายหน้าอู๋โบกมือไปมาเหลียวซ้ายแลขวาก่อนขยับเข้าใกล้คนทั้งสองแล้วเอ่ยเสียงเบาว่า
“พวกท่านทั้งสองอาจไม่ทราบ ข้าได้ยินบ่าวรับใช้จวนสกุลต่งผู้หนึ่งบอกว่าจุดที่เพลิงไหม้ในครั้งนี้ก็คือห้องเก็บสมบัติใต้ดินของพวกเขาเพลิงไหม้เพียงหนึ่งครั้งทำเอาข้าวของข้างในวอดวายจนหมดสิ้น
เมื่อเย็นวาน นายท่านสกุลต่งลงไปตรวจสอบด้านล่างเดิมทีคิดว่าข้าวของอย่างอื่นถูกเผาไปก็คงไม่เป็นอันใด ทว่าเงินทองกับหินแร่ทนไฟน่าจะไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ผลสุดท้ายเป็นเช่นไรพวกท่านก็ลองเดาดูเถิด?”
เคอโยวหรานคล้อยตามอีกฝ่ายโดยเปิดปากถามว่า “เป็นอย่างไรหรือ?”
แน่นอนว่านายหน้าอู๋ย่อมไม่ทำให้เคอโยวหรานผิดหวัง เขาตอบเสียงเบา“ได้ยินว่าหลังจากนายท่านต่งลงไปตรวจดู ภายในนั้นกลับเหลือเพียงความว่างเปล่าคาดว่าในจวนคงจะมีโจรเข้าไปลักข้าวของข้างในจนเกลี้ยงเสียแล้ว
นายท่านผู้เฒ่ากับนายท่านสกุลต่งถึงขั้นโมโหจนเสียสติ ยามนี้ล้มหมอนนอนเสื่อมิอาจลุกจากเตียงและเพราะความโมโห คุณชายน้อยสกุลต่งจึงขายข้ารับใช้ออกไปไม่น้อย ฮ่าๆๆๆช่างสาแก่ใจยิ่งนัก!”
“กล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร? เหตุใดถึงสาแก่ใจเล่า?” เคอโยวหรานไม่เข้าใจ
นายหน้าอู๋ไม่ปิดบัง แค่นหัวเราะเย้ยหยันก่อนเอ่ยว่า “สกุลต่งวางอำนาจบาตรใหญ่อยู่ที่นี่มานานปีภายใต้ชื่อของพวกเขามีบ้านสวนและที่ดินจำนวนไม่น้อย ค่าเช่าแต่ละแห่งล้วนสูงกว่าของผู้อื่นถึงสองเท่า
ชาวสวนหลายคนที่เช่าที่ดินของพวกเขาแทบจะใช้ชีวิตต่อไปไม่ไหวแล้วทว่าด้วยผลผลิตปีนี้ หากไม่เช่าที่นา ชีวิตความเป็นอยู่ก็มีแต่จะยิ่งยากผ่านพ้นกว่าเดิม
นอกจากนี้ข้ายังได้ยินมาว่า ขอเพียงภายในบ้านสวนมีสตรีที่พอจะมีความงามอยู่บ้างล้วนแต่ต้องแปดเปื้อนเพราะนายน้อยสกุลต่งผู้นั้น
กดขี่บุรุษข่มเหงสตรีเช่นนี้ สกุลต่งของพวกเขากระทำเอาไว้ไม่น้อยทีเดียวพวกท่านคิดว่าเพลิงไหม้ครั้งนี้ลุกโหมได้ดีหรือไม่? ฮ่าๆๆ...”
หัวคิ้วของเคอโยวหรานเลิกขึ้น นางคลี่ยิ้มถามคนตรงหน้า “ไม่รู้ว่าบ้านสวนที่สกุลต่งแขวนป้ายในครั้งนี้ตั้งอยู่ที่ใด? มีขนาดใหญ่เพียงใด ภายในบ้านสวนมีชาวสวนมากเท่าใดกัน?”
นายหน้าอู๋หยิบสมุดบันทึกออกมาเปิดอ่านแล้วเอ่ยว่า“บ้านสวนที่สกุลต่งประกาศขายในครั้งนี้อยู่ละแวกตัวเมืองอำเภอ ใกล้เขาชิดแม่น้ำ ทั้งยังมีทิวทัศน์งดงาม
สกุลต่งครอบครองกิจการมานานปี จึงสร้างบ้านเรือนไว้สำหรับให้ผู้เป็นนายไปเที่ยวเล่นพักผ่อนไม่น้อยหลัง
บ้านสวนแห่งนี้มีที่นาประมาณหกพันกว่าหมู่ พื้นที่ป่าประมาณสี่พันหมู่ชาวสวนประมาณสองพันครัวเรือน เส้นทางน้ำไหลยิ่งเป็นจุดตัดผ่านแม่น้ำ นับว่าไม่เลวยิ่งนักแต่ราคาก็ค่อนข้างสูงเช่นกันขอรับ”
“เท่าใดหรือ?” เคอโยวหรานถาม
นายหน้าอู๋ยื่นมือออกมาข้างหนึ่ง พลิกขึ้นพลิกลงพลางเอ่ยว่า “เป็นจำนวนหนึ่งแสนตำลึงเงินเมื่อรวมกับเงินค่าธรรมเนียมที่พวกเราเรียกเก็บกับเงินจัดทำโฉนดประทับตรา ก็น่าจะประมาณหนึ่งแสนหนึ่งหมื่นตำลึงขอรับ”
ต้วนเหลยถิงโอบเอวบางของภรรยาตนแล้วเปิดปากเอ่ย “ฟังเจ้ากล่าวมาเช่นนี้พวกเราเริ่มจะหวั่นไหวจนอยากจะซื้อบ้านสวนแห่งนี้เสียแล้ว
ทว่าสกุลต่งมีอำนาจไม่น้อย นายหน้าอู๋พอจะช่วยเก็บความลับให้พวกเราไม่ให้สกุลต่งรู้ว่าผู้ใดเป็นคนซื้อได้หรือไม่?”
นายหน้าอู๋ตบอกรับรองด้วยความมั่นใจ “ท่านทั้งสองโปรดวางใจบรรพบุรุษของข้าทำอาชีพนายหน้ามานานปี ในเมื่อพวกท่านมีข้อเรียกร้องเช่นนี้ข้ารับรองว่าจะไม่มีผู้ใดสืบพบว่าผู้ที่ซื้อบ้านสวนคือใครขอรับ”
“หืม?” ต้วนเหลยถิงส่งเสียงพลางยกยิ้มมุมปาก“แต่พวกเรายังต้องไปทำโฉนดประทับตราที่จวนว่าการได้ยินว่านายทะเบียนเคอก็คือพ่อตาของคุณชายน้อยสกุลต่งเช่นนั้นเจ้าจะรับรองอย่างไร?”
นายหน้าอู๋พลันเปล่งเสียงหัวเราะออกมา “นายทะเบียนมิได้มีแค่นายทะเบียนเคอเพียงผู้เดียวนะขอรับนอกจากนี้ยังสามารถจัดแจงได้อีกหลายวิธี ต่างคนต่างมีลู่ทางหากท่านทั้งสองอยากจะซื้อจริงๆข้ารับรองว่าสกุลต่งจะสืบไม่พบพวกท่านอย่างแน่นอนขอรับ”
ต้วนเหลยถิงจับมือเล็กของเคอโยวหราน หยัดกายลุกขึ้นเอ่ยว่า“ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็พาพวกเราไปดูบ้านสวนสักหน่อยเป็นอย่างไร?”
“ย่อมได้ขอรับ!” นายหน้าอู๋อยากทำการค้าในครั้งนี้ให้สำเร็จ จึงตอบรับอย่างตรงไปตรงมา
ไม่นานนัก คนทั้งสามก็มาถึงบ้านสวนที่สกุลต่งต้องการขายออก เป็นไปตามที่นายหน้าอู๋กล่าวเอาไว้บ้านสวนแห่งนี้ได้รับการดูแลซ่อมแซมอย่างดียิ่งนัก
ข้อเสียแค่เรื่องเดียวคือชาวสวนซึ่งเป็นผู้เช่าในบ้านสวนยากจนเหลือแสนแต่ละคนต่างผอมแห้งดั่งท่อนฟืน ไม่มีความหวังในชีวิต ดวงตาว่างเปล่าไร้ประกายรู้จักเพียงวิธีก้มหน้าก้มตาทำงานของพวกตนเท่านั้น
ผู้ดูแลบ้านสวนเป็นคนใจคอโหดเหี้ยม มักจะด่าทอทุบตีชาวสวนผู้เช่าที่ดินทำนาภายในมือถือแส้ เมื่อชาวสวนผู้เช่าทำสิ่งใดผิดพลาดเพียงเล็กน้อยก็จะถูกฟาดหนึ่งแส้ทันที
หลังจากพวกเขาเดินสำรวจโดยรอบ พบว่ามีชาวสวนผู้เช่าจำนวนไม่น้อยถูกเฆี่ยนจนคลานขึ้นมาไม่ไหวคนเหล่านี้ใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางแม่น้ำลึกทะเลเพลิง ช่างลำบากยากเข็ญจนเกินบรรยายอย่างแท้จริง
เคอโยวหรานขมวดคิ้วและถามนายหน้าอู๋ว่า “หากพวกเราซื้อบ้านสวน ชาวสวนผู้เช่ากับผู้ดูแลคือส่วนหนึ่งของบ้านสวนด้วยหรือไม่?”
นายหน้าอู๋เอ่ย “คนเหล่านี้ของสกุลต่ง แม้จะบอกว่าเป็นชาวสวนผู้เช่า ทว่าความจริงแล้วต่างลงนามในสัญญาขายตัวเป็นทาสชั่วชีวิตครั้งนี้จะถูกขายไปพร้อมกับบ้านสวนด้วยขอรับ
ผู้ดูแลเหล่านั้นก็เป็นส่วนหนึ่งของบ้านสวนด้วยเช่นกันในเมื่อพวกท่านซื้อบ้านสวนแล้ว อย่างไรเสียก็ต้องการผู้ดูแลบ้านสวนด้วยมิใช่หรือ?
พวกเขาล้วนแต่เป็นคนที่ทำงานจนคุ้นเคยแล้ว นี่ไม่เท่ากับช่วยให้ท่านได้ลดภาระลงอีกสักเรื่องหรือขอรับ?”
เคอโยวหรานหรี่ดวงตา นางคลี่ยิ้มเอ่ยว่า“ในเมื่อผู้ดูแลก็เป็นส่วนหนึ่งของบ้านสวน เช่นนั้นข้าสามารถจัดการอย่างไรก็ได้รวมถึงขายพวกเขาทิ้งด้วยใช่หรือไม่?”
นายหน้าอู๋ชะงัก ทันใดนั้นพลันเข้าใจความหมายจึงยกยิ้มพลางตอบ “เรื่องนี้ไม่มีปัญหาขอรับบ้านสวนเป็นของผู้ใดย่อมต้องฟังการตัดสินใจของคนผู้นั้นหากผู้เป็นนายจะขายข้ารับใช้ก็นับเป็นเรื่องปกติขอรับ”
เชิงอรรถ
[1] หมวกเว่ยเหมา 帷帽 เดิมทีเป็นเครื่องแต่งกายของชาวหู แรกเริ่มเรียกว่ามี่หลี 幂篱 ทำจากผ้ามัสลินสีดำ ขอบห้อยม่านตาข่ายจนถึงคอปิดบังใบหน้าเอาไว้ ในสมัยสุยและถังได้ร่นตาข่ายให้สั่นลง เรียกว่าเฉียนลู่ 浅露