ขาขวาของไป๋หยุนเฟยถูกรัดและลากให้ร่วงหล่นลงไปด้วยกัน
ขณะที่เสียงลมผ่านหูดังอื้ออึงไป๋หยุนเฟยก็ใช้เท้าซ้ายถีบใส่หางที่รัดขาอีกข้างไว้มันพยายามดิ้นรนพร้อมกับร้องว่า “บัดซบ ปล่อยมือ... ไม่ใช่ ปล่อยหาง!”
หลังจากถีบใส่สองสามคราก็ยังไม่มีการตอบสนองเมื่อเห็นปากถ้ำที่ไกลออกไปทุกทีไป๋หยุนเฟยก็เผยแววตาเย็นชาพร้อมกับที่แสงสีแดงปะทุออกทั่วร่างก่อนจะรวมรั้งไว้ที่แขนขวาในทันทีพร้อมกับเสียง‘ปัง’ที่ดังขึ้นแขนเสื้อไป๋หยุนเฟยก็ถูกแผดเผา แล้วเปลวไฟที่ยื่นยาวออกวาเศษก็ผนึกตัวกลายเป็นมีดเพลิงอันร้อนแรง
มีดปีกเพลิง!!
“หากยังไม่ปล่อยอีก ข้าจะตัดหางเจ้าซะ!”
ขณะที่ไป๋หยุนเฟยร่ำร้องตะโกนออกมีดปีกเพลิงบนแขนขวาก็ขยายขนาดขึ้นเมฆหมอกรอบด้านจึงถูกความร้อนแผดเผาจนแหวกออกจนกลายเป็นช่อง
“กรี๊ด!!”
ภายหลังเสียงร้องจากแมงป่องยักษ์มันก็คลายหางที่รัดขาไป๋หยุนเฟยออกทันทีมิหนำซ้ำหลังจากนั้นยังหดหางจนสั้นลง ราวกับหวาดเกรงว่าไป๋หยุนเฟยจะตัดหางมันทิ้ง
“ช่างเชื่อฟังนัก!”
ใบหน้าไป๋หยุนเฟยฉายแววยินดีออกมามันโบกมือขวาคราหนึ่งเปลวไฟก็สลายไป จากนั้นจึงสะบัดมือขวาเรียกเชือกสารพัดนึกออกมาก่อนจะม้วนพันใส่ก้อนหินที่ยื่นออกมาจากหน้าผาเอาไว้
แล้วการร่วงหล่นก็พลันหยุดลงพร้อมกับไป๋หยุนเฟยกระแทกใส่หน้าผาอีกครั้งมือซ้ายมันกุมไหล่ขวาด้วยความเจ็บปวดยามที่ก้มหน้าลงไปมองแมงป่องยักษ์ที่ร่วงลงไปด้านล่างอย่างรวดเร็ว ไป๋หยุนเฟยก็ถอนหายใจออกมาแผ่วเบา
แม้หุบเขานี้จะลึกจนไม่เห็นก้น แต่ไป๋หยุนเฟยเชื่อว่าไม่อาจทำให้แมงป่องยักษ์ร่วงลงไปตายได้อสูรวิญญาณระดับห้าต่อให้อ่อนแรงลงก็ตามแต่จะมาตายง่ายดายเช่นนี้ได้หรือยามนี้ไป๋หยุนเฟยไม่มีแก่ใจจะสนใจต่อเรื่องอื่นให้มากความ มันเพียงต้องการช่วงชิงเวลาเพื่อกลับไปถึงปากถ้ำจะได้ไปหยิบฉวยของวิเศษแล้วจากไปเท่านั้น
หลังจากโคจรพลังวิญญาณพร้อมกับเพ่งความคิดเชือกสารพัดนึกก็หดสั้นดึงตัวไป๋หยุนเฟยลอยขึ้นเบื้องบนยามนี้ใบหน้าของมันเปี่ยมแววคาดหวังที่จะได้พบว่าในถ้ำแห่งนี้จะมีของวิเศษล้ำค่าใดอยู่
“จะเป็นของล้ำค่าของยอดฝีมือจะเป็นศิลาบรรพกาลคุณภาพสูง หรือจะเป็นผลไม้วิญญาณพันปีกันแน่ หรือจะเป็น...”
“วี้....”
ได้ยินเสียงหวีดหวิวดังมาจากด้านล่างพร้อมกับที่ไป๋หยุนเฟยสัมผัสได้ถึงบางสิ่งเบื้องล่างจึงเหลือบตาลงไปมอง แล้วจู่ๆมันก็ร่างสั่นระริกจนมือขวาที่กำเชือกอยู่แทบคลายออกในขณะที่ใบหน้าฉายแววเหลือเชื่อ
“เจ้า... เจ้าแมงป่องลืมกำพืด! เจ้ามันไร้ยางอาย!! แมงป่องที่ไหนจะบินได้กันนึกว่าตนเองเป็นแมลงปอหรือไร!!”
หลังจากตะลึงตาค้างไปชั่วขณะไป๋หยุนเฟยจึงร่ำร้องด่าทออยู่ที่กลางอากาศ
ที่เบื้องล่างต่ำลงไปไม่กี่ร้อยวาแมงป่องที่เดิมทีร่วงลงไปด้วยความเร็วสุดแสนยามนี้กลับพุ่งทะยานขึ้นมาด้วยความเร็วไม่แพ้กันปีกคู่โปร่งใสราวปีกแมลงปอที่ติดอยู่บนหลังกระพือขยับรวดเร็วจนบังเกิดเสียง‘วี้วี้’ในขณะที่ดวงตาทั้งสามดวงจ้องมองมายังไป๋หยุนเฟยที่ด้านบนด้วยภาคภูมิราวกับจะต้องการบอกว่า“คิดไม่ถึงสินะ? ที่บิดาบินได้”
ไม่ทราบว่าก่อนหน้านี้มันพับปีกซ่อนไว้หรือมีอยู่ตั้งแต่แรกเพียงแต่ไป๋หยุนเฟยไม่ทันสังเกตเห็น
ในยามนี้ตัวของแมงป่องยักษ์ถูกห้อมล้อมไว้ด้วยแสงสีน้ำเงินพร้อมกับพลังธาตุลมอันรุนแรงพัดกระโชกออกรอบทิศ
“ที่แท้ก็เป็นทั้งธาตุลมและดิน!!”
ไป๋หยุนเฟยอ้าปากค้างในที่สุดก็เข้าใจกระจ่างแล้วว่าไฉนพลังของมันจึงด้อยไปอยู่บ้างที่แท้แมงป่องยักษ์ไม่ได้ฝึกปรือเพียงพลังธาตุดิน แต่กลับฝึกพลังธาตุลมอีกด้วย! หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งก็คือแม้แมงป่องยักษ์ตัวนี้ไม่อาจเทียบชั้นได้กับบรรพวิญญาณระดับต้นแต่กลับมีข้อได้เปรียบที่สามารถต่อสู้ได้ทั้งบนบกและกลางอากาศ!!
ดังเช่นในยามนี้ที่มันสามารถเหินบินได้อย่างอิสระรวดเร็วในขณะที่ไป๋หยุนเฟยกลับต้องห้อยตัวอยู่บนชะง่อนหินอย่างน่าสมเพช
แมงป่องยักษ์ส่งเสียงกรีดร้องที่แฝงทั้งโทสะและความยินดีเพราะก่อนหน้านี้มันกลับเสียท่าให้แก่เจ้ามนุษย์ที่น่าชังคนนี้ได้ยามนี้มันกำลังจะได้คิดบัญชีทั้งหมดคืนแล้ว --- ในเมื่อไม่มีที่ให้หยั่งสองเท้าเช่นนี้อยากรู้นักว่าเจ้าจะสู้กับข้าอย่างไร!
แล้วแสงสีน้ำเงินแกมเหลืองก็ผนึกรวมกลายเป็นคมมีดสายลมยาวครึ่งวาสามเล่มพุ่งเข้าใส่ไป๋หยุนเฟยในทันที
ไป๋หยุนเฟยก่นด่าความอำมหิตของอีกฝ่ายที่รังแกตนซึ่งไร้ปีกแต่กระนั้นมันเองก็ไม่กล้าชักช้าแม้แต่น้อยสองเท้ายันผนังผายืมแรงพร้อมกับสาวดึงเชือกปีนขึ้นอย่างว่องไวจึงค่อยหลบมีดสายลมทั้งสามเล่มพ้นเมื่อใดก็ตามที่มันปีนกลับขึ้นไปถึงปากถ้ำได้ก็ไม่ต้องหวั่นเกรงต่อเจ้าแมงป่องยักษ์อีกต่อไปแล้ว
หลังจากแมงป่องยักษ์ซัดคมมีดสายลมออกก็เร่งขยับปีกเพิ่มความเร็วพร้อมกับพุ่งเข้าใส่ไป๋หยุนเฟยที่กำลังปีนป่ายใกล้จะถึงปลายเชือก
“ผิดท่า ไม่ทันการแล้ว!”
ขณะมองดูปากถ้ำที่ห่างออกไปยี่สิบกว่าวาเพียงสะบัดเชือกสารพัดนึกอีกคราเดียวก็ไปถึงได้แต่ทว่าไป๋หยุนเฟยจำต้องละทิ้งโอกาสนี้ไป เพราะเจ้าแมงป่องยักษ์พุ่งเข้ามาในระยะไม่ถึงห้าวามิหนำซ้ำยังสะบัดแทงปลายหางอันแหลมคมพุ่งทแยงใส่...ด้วยท่าทียินดียิ่ง
“บัดซบ เจ้าจะต่ำช้าให้น้อยกว่านี้ไม่ได้หรือ?!”
หลังความตื่นตะลึง ไป๋หยุนเฟยก็เดือดดาลถึงขีดสุดก่อนจะถีบเท้าใส่ผนังผาสุดแรงแต่แทนที่จะพุ่งไปด้านซ้ายขวาหลบเลี่ยงการโจมตี กลับกระโดดออกไปสู่หุบเขา!
ครั้งนี้นับว่าถีบได้รุนแรงไม่น้อยไม่ถึงพริบตาก็กระโดดฝ่าอากาศออกห่างจากผนังผาออกไปสิบกว่าวาโดยมีแมงป่องยักษ์เปลี่ยนมาอยู่คั่นกลางระหว่างไป๋หยุนเฟยกับผนังผาแทนแล้วร่างชายหนุ่มก็เริ่มร่วงหล่นลง
เห็นได้ชัดว่าการกระทำเช่นนี้อยู่นอกเหนือความคาดหมายของแมงป่องยักษ์เมื่อกระโดดออกจากผนังผาก็หมายความว่าจะไม่มีหลักยึดให้มั่นคงต้องลอยเคว้งคว้างกลางอากาศอีกทั้งมันก็ไม่อาจบินได้เช่นนี้ไม่ได้หมายความว่าจะถูกจัดการตามอำเภอใจอย่างไรก็ได้หรอกหรือ?
เมื่อมองไปยังไป๋หยุนเฟยพริบตาเดียวก็ร่วงลงไปร่วมห้าวา สายตาแมงป่องยักษ์ก็ฉายแววพึงพอใจที่ได้เห็นฝ่ายตรงข้ามประสบหายนะชั่วขณะที่มันชั่งใจอยู่ว่าจะให้ศัตรูร่วงลงไปตายเองหรือจะติดตามซ้ำเติมให้แน่ใจดีก็ปรากฏลำแสงสีทองพุ่งวาบจากที่ห่างไกลเข้าถึงตัว พริบตาที่กำลังจะมีปฏิกิริยาตอบสนองลำแสงนั้นก็ข้ามหัวผ่านไปรัดพันใส่ปลายหางมันอย่างแนบแน่นที่แท้ก็เป็นเชือกสีทองเรียวเล็กยาวเหยียดมิหนำซ้ำที่ปลายเชือกอีกด้านกลับถูกกุมไว้ในมือของมนุษย์น่าชังผู้นั้นเอง
“หึ หึ จับเจ้าได้แล้ว”ไป๋หยุนเฟยยินดีจนหัวเราะออกมา ขณะเดียวกันแขนขวาก็กระตุกดึงโดยแรงแมงป่องยักษ์เพียงรู้สึกถึงแรงฉุดดึงอันมหาศาลก็หล่นวูบลงไปหลายวาโดยไม่ทันได้ระวังป้องกันมันรีบขยับตัวตะเกียกตะกายเร่งกระพือปีกพยุงตัวลอยขึ้น แต่จู่ๆที่กลางหลังก็พลันรู้สึกหนักอึ้งตามมาด้วยเสียงหัวเราะอย่างภาคภูมิยินดี
ไป๋หยุนเฟยใช้ประโยชน์จากเชือกสารพัดนึกจนกระโดดขึ้นไปบนหลังแมงป่องได้จากนั้นสะบัดเชือกอีกครั้งไปคล้องก้ามขวามันไว้สองรอบก่อนจะฉุดดึงโดยแรง
“กรี๊ด!!”
แมงป่องแตกตื่นจนกรีดร้องออกมายามนี้ก้ามขวาและหางของมันถูกรวบมัดเอาไว้ด้วยกันและที่ทำให้มันตื่นตระหนกก็คือเชือกสีทองเส้นนี้กลับเหนียวแน่นยิ่งนักแม้แต่มันก็ยังไม่อาจดิ้นให้หลุดได้
แมงป่องยักษ์ทั้งแตกตื่นและเดือดดาลเป็นอย่างยิ่งจึงพยายามสะบัดซ้ายขวาหมายจะให้ไป๋หยุนเฟยบนหลังกระเด็นตกลงไปแต่ทว่าไป๋หยุนเฟยจะยอมให้เป็นไปดังที่มันหวังไว้หรือ? ชายหนุ่มกุมเชือกในมือไว้แนบแน่นไม่ยอมปล่อยแต่เพราะต้องการยืนหยัดให้มั่นคงได้ก่อนจึงยังไม่อาจจู่โจมได้ชั่วคราว
ที่เกิดขึ้นในยามนี้ ไป๋หยุนเฟยคล้ายกับนักรบที่ควบขี่ม้าพยศตัวหนึ่งมันปล่อยให้แมงป่องยักษ์บินฉวัดเฉวียนในอากาศตามใจนึกไม่ทราบว่าผ่านไปนานเท่าใดในที่สุดแมงป่องก็บินพ้นออกจากหุบเขาเข้าไปยังป่าทึบที่ไป๋หยุนเฟยเพิ่งผ่านมาสุดท้ายทั้งคู่ก็ร่วงลงในป่าจนเกิดเสียงดัง‘โครม!’ราวกับเครื่องบินที่สูญเสียการควบคุมพุ่งเข้าชนผืนป่า
“โครม!!”
แมงป่องตกลงกระแทกอย่างแรงใส่พื้นดินอ่อนนุ่มในป่าจนบังเกิดหลุมรูปทรงตัวแมงป่องขนาดใหญ่พริบตาต่อมาไป๋หยุนเฟยก็กระโจนขึ้นมาจากหลุมแม้ดูจากภายนอกจะเห็นถึงความอ่อนล้าแต่บนใบหน้ากลับประดับด้วยรอยยิ้มตื่นเต้นยินดี
หลังจากยกก้อนอิฐและชูหมัดทุบตีในที่สุดเจ้าแมงป่องยักษ์อสูรวิญญาณระดับห้าก็พ่ายแพ้สิ้นสภาพที่จะต่อสู้ได้เป็นการชั่วคราว
……
หลังจากนั้นไม่นาน ไป๋หยุนเฟยก็กลับมายืนที่ปากถ้ำอีกครั้งครั้งนี้มันเปี่ยมด้วยความคาดหวังขณะเดินเข้าไปในถ้ำ
ด้านใน จะมีสิ่งใดอยู่กันแน่?