นายน้อยเจ้าสำราญ : คนบ้าแห่งต้าเฉิน (นิยายแปล)**จบแล้ว**

    ตอนที่ 61 ผู้ใดตัดขนม้าของข้าไป !

    ตอนที่ 61 ผู้ใดตัดขนม้าของข้าไป !


    เห็นได้ชัดว่านี่เป็นความคิดที่ยอดเยี่ยมยิ่ง แม้แต่จี้ซิงเอ๋อก็คิดว่ามันมิเลว ทว่าจี้เยวี่ยเอ๋อกลับส่ายหน้า “เขามิมีความตั้งใจที่จะเป็นขุนนาง แท้จริงแล้วด้วยบทกวีทั้งสองบทของเขา ท่านอาจารย์เตรียมที่จะแนะนำเขาแล้วด้วยซ้ำ ทว่าเขาปฏิเสธ”


    ดวงตาของโจวรั่วหลานเบิกกว้าง ด้วยความรู้สึกที่ยากจะเชื่อ


    ราชวงศ์ต้าเฉินในปัจจุบัน การสอบมิเป็นที่นิยมเท่าใดนัก ขุนนางของราชวงศ์ต้าเฉินยังอาศัยการแนะนำเป็นหลัก เพราะการทดสอบนั้นจำต้องทำการเลือกไปทีละขั้นตอนราวกับข้ามสะพานไม้แผ่นเดียว จึงยากที่จะมีหน้ามีตาได้โดยเร็ว


    แต่การแนะนำมิเหมือนกัน หลังจากที่ได้แนะนำขึ้นไปแล้วนั้น หากได้รับการแต่งตั้งจากองค์จักรพรรดิ หากสามารถเข้าเฝ้าจักรพรรดิได้... หากตอนที่อยู่ต่อหน้าจักรพรรดิสามารถตอบคำถามได้ตรงพระทัยของฝ่าบาท ก็ขึ้นอยู่กับฝ่าบาทแล้วว่าจะแต่งตั้งให้อยู่ตำแหน่งใด


    หากมิมีประโยชน์ก็ยังได้เป็นนายอำเภอ...เหมือนกับนายอำเภอจี้ในตอนนี้


    หากมีโชคสักเล็กน้อย ยังสามารถทะยานสู่ท้องนภาจนกระทั่งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นขุนนางในราชสำนัก เหมือนกับอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวาเจียงช่างโหยวในปัจจุบัน นี่คือบุคคลซึ่งเป็นแบบอย่างภายในจิตใจของเหล่าบัณฑิตแห่งต้าเฉินทุกคน


    ในรัชสมัยต้าเฉินปีที่สอง เจียงช่างโหยวที่มีอายุเพียง 22 ปีได้รับการแนะนำจากหลัวห้วนซี เขาจึงได้รับพระราชทานแต่งตั้งจากองค์จักรพรรดิแห่งต้าเฉินให้เป็นนายอำเภอที่ซานหนานเต้า หญิงโจว สามปีต่อมาฝ่าบาทเรียกเขากลับไปยังฉางอัน เพื่อเข้ารับตำแหน่งเลขาธิการกรมคลัง สามปีต่อจากนั้นเขาได้เป็นเสนาบดีกรมพระคลัง และสามปีให้หลังเขาได้เลื่อนตำแหน่งเป็นอัครมหาเสนาบดีฝ่ายขวา


    เป็นขุนนางขั้นสองในวัย 31 ปี เห็นได้ชัดว่าเส้นทางราชการของเขาราบรื่นเป็นอย่างมาก เขาก้าวเดินเพียงสามก้าวก็สามารถทะยานขึ้นสู่ท้องนภาได้แล้ว ดังนั้นอัครมหาเสนาบดีเจียงช่างโหยวท่านนี้จึงมีอีกหนึ่งนามว่า...เจียงสามก้าว


    ก้าวแรกคือการแนะนำ !


    ดังนั้นรายชื่อแนะนำจึงล้ำค่าอย่างไร้ที่เปรียบ ทั่วทั้งราชวงศ์ต้าเฉิน ผู้ที่มีคุณสมบัติให้แนะนำมีมิเกิน 30 คนด้วยซ้ำ


    ซึ่งพวกเขาล้วนเป็นขุนนางที่มีผลงานในการก่อตั้งราชวงศ์ต้าเฉินหรือขุนนางใหญ่ในราชสำนัก หรือเป็นนักปราชญ์แห่งต้าเฉิน !


    มิว่าจะด้านใด ต่างก็เป็นคนใหญ่คนโตที่เหล่าบัณฑิตทั่วหล้ายากจะเข้าถึง คาดมิถึงว่าสวีเสี่ยวเสียนจะปฏิเสธ !


    “เขามิใช่คนโง่หรอกหรือ ? ” โจวรั่วหลานเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง นางรู้สึกว่าสวีเสี่ยวเสียนผู้นั้นเป็นคนโง่อย่างแท้จริง !


    คาดมิถึงว่าเขาจะมิรู้จักหวงแหนโอกาสที่ล้ำค่าเช่นนี้ นักปราชญ์ในใต้หล้านี้ ต่างก็ประพันธ์บทกวีและบทความจนนับมิถ้วน ทั้งยังมอบให้คนใหญ่คนโตเหล่านั้นอย่างถวายชีวิต ทว่านั่นเป็นเพียงการฝันเฟื่องที่คิดว่าบทกวีของตนจะเข้าตาคนใหญ่คนโตเหล่านั้น จากนั้นก็จะมีโอกาสได้รับการแนะนำ ทว่าสวีเสี่ยวเสียน...คาดมิถึงว่าเขาจะปฏิเสธ !


    “ข้าก็เคยคิดเหมือนเจ้าเช่นกัน ทว่าบัดนี้ข้ามิได้รู้สึกเช่นนั้นแล้ว” จี้เยวี่ยเอ๋อหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาบนใบหน้า จากนั้นก็เผยรอยยิ้มที่มีความสุขออกมา จนโจวรั่วหลานที่มองอยู่ใจกระตุก


    หญิงสาวช่างฝันมิได้ตระหนักเลยว่านางได้ก้าวลงไปในหลุมของสวีเสี่ยวเสียนแล้ว บัดนี้นางจมดิ่งลงไปเรื่อย ๆ แล้ว ยากที่จะถอนตัวแล้วเช่นกัน


    “เพราะอันใดกัน ? ” โจวรั่วหลานมิเข้าใจ


    “แค่รู้สึกว่าที่เป็นอยู่ในตอนนี้...ก็ดีมากแล้ว”


    จี้ซิงเอ๋อกลอกตาไปมา แต่ข้าคิดว่าเจ้าอาการหนัก !


    นางมิค่อยเข้าใจในบทกวีหรือบทความหรอก ทว่าจากคำเอ่ยของพี่สาว นางเข้าใจถึงความตั้งใจของพี่สาวที่จะก้าวไปข้างหน้า


    บัดนี้นางเข้าใจแล้วว่าสวีเสี่ยวเสียนผู้นั้น เป็นผู้มีพรสวรรค์สูงส่ง หากเขาเข้าร่วมงานชุมนุมวรรณกรรมเทศกาลเรือมังกรของสำนักศึกษาจูหลินจริง ๆ เขาคงได้รับตำแหน่งผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งของเขตเหลียงอี้ได้โดยง่าย


    ได้รับตำแหน่งแล้วเยี่ยงไรเล่า ?


    ในเมื่อเขาป่วย ทั้งยังมิรู้ว่าจะตายในวันใด...


    จี้ซิงเอ๋อสูดหายใจเข้าลึก พลางจ้องมองพี่สาวด้วยท่าทีจริงจัง “ท่านอย่าได้สร้างความเสียใจไปชั่วชีวิตเพียงเพราะความใจร้อนชั่ววูบนี้เลย”


    โจวรั่วหลานรีบพยักหน้าเห็นด้วยทันใด “หากบทกวีเปรียบเป็นชามข้าว แล้วชามข้าวของสวีเสี่ยวเสียนจะทนทานเพียงใด ? เยวี่ยเอ๋อ...ชามข้าวของเขานั้นสามารถแตกได้ตลอดเวลา ดังนั้น...พวกเราอย่าเพิ่งรีบร้อนแล้วรอดูอีกคราดีหรือไม่ ? ”


    “ใช่แล้ว ! วันนั้นที่หอติ้งฟาง สาวใช้ของเขาได้นำใบสั่งยาที่หมอเทวดาหัวจ่ายให้เขามาให้ข้า... หากเจ้ามุ่งมั่นเช่นนี้ ข้าจะกลับไปจัดยาแล้วนำไปมอบให้เขา ถึงแม้จะรักษาเขาให้หายดีมิได้ ทว่าอาการป่วยก็สามารถควบคุมได้เช่นกัน หากหมอเทวดาฮัวมาที่เขตเหลียงอี้อีกครา พวกเราค่อยเชิญหมอเทวดาฮัวมาตรวจดูเขาอีกคราดีหรือไม่ ? ”


    จี้เยวี่ยเอ๋อไร้หนทางจะปฏิเสธความหวังดีของน้องสาวและสหายสนิทได้ นางจึงพยักหน้าพลางหันไปมองต้นซิ่งแดงที่อยู่ข้าง ๆ กำแพง “เช่นนั้นรบกวนเจ้าด้วยก็แล้วกัน ยาของเขาต้องจ่ายเงินเท่าใด ให้ลงไว้ในบัญชีของข้าได้เลย”


    “การรักษาเขาให้หายเป็นเรื่องใหญ่คับฟ้า จะเอ่ยถึงเรื่องเงินเพื่ออันใดกัน... ใช่แล้ว ! ครานี้ท่านป้าไปฉางอันหลายวันแล้ว ท่านป้าจะกลับมาเมื่อใดกัน ? ”


    ท่านป้าในที่นี้หมายถึงเจี่ยนชิวเซียงมารดาของจี้เยวี่ยเอ๋อ


    “คาดว่าจะมาถึงในเดือนเจ็ด” หญิงสาวช่างฝันหมอบราบไปกับโต๊ะ สองมือเท้าคางพลางจ้องมองไปทางกำแพงอย่างเลื่อนลอย ราวกับว่าความคิดของนางมิได้อยู่ที่มารดาแต่อย่างใด ทันใดนั้นนางก็กัดริมฝีปากแน่น ดวงตากะพริบอย่างเจ้าเล่ห์ เนื่องจากมีเสียงดังขึ้นมาจากอีกฟากของกำแพง


    “หลายฝู ฆ่าไก่มาให้ข้าหนึ่งตัว วันนี้ข้าจะทำไก่แช่สุราให้พวกเจ้าทาน”


    “จือรุ่ย เกลี่ยโกฐจุฬาลัมพาและจอกแหนเหล่านี้ให้เรียบ จากนั้นก็รอจนแห้ง แล้วนำไปบดให้ละเอียด ประเดี๋ยวข้าจะหมักเต้าหู้สักหน่อย”


    จี้เยวี่ยเอ๋อหันหน้ากลับมาพลางเอ่ยว่า “เขากลับมาแล้ว ! ”


    เห็นได้ชัดว่าความคิดของจี้ซิงเอ๋อมิได้นึกถึงเรื่องที่สวีเสี่ยวเสียนกลับมาแล้วแต่อย่างใด ดวงตาของนางเป็นประกายแวววับพลางเอ่ยออกมาว่า “ไก่แช่สุรา เหมือนว่าที่หอต้านสุ่ยจะยังมิมีอาหารจานนี้นะ”


    “อย่าได้ทำเรื่องเช่นนั้นอีก ! ตอนนี้พวกเราเป็นเพื่อนบ้านกันแล้ว เจ้าอย่าได้สร้างปัญหาให้แก่ข้าอีก ! ”


    โจวรั่วหลานมิทราบว่าจี้ซิงเอ๋อก่อปัญหาอันใด นางจ้องมองไปทางกำแพงพลางเอ่ยยิ้ม ๆ ว่า “ตอนนี้ก็ใกล้จะยามอู่แล้ว พวกเราไปทานอาหารที่หอต้านสุ่ยกันดีหรือไม่ ? ”


    “มิไป ! ข้าจำต้องจัดเก็บเรือนให้เสร็จโดยเร็ว”


    จี้เยวี่ยเอ๋อลุกขึ้นยืน นางเริ่มชี้สั่งสาวใช้ในเรือนอย่างอลหม่านอีกครา โจวรั่วหลานถอนหายใจออกมาช้า ๆ พลางจ้องมองสหายสนิทที่หัวแข็งราวกับลูกเหล็ก และนางก็ทราบดีว่าคำเอ่ยของนางเมื่อครู่ไร้ประโยชน์


    นางมั่นใจแล้วว่าจี้เยวี่ยเอ๋อหลงรักสวีเสี่ยวเสียนเข้าแล้ว !


    จี้เยวี่ยเอ๋อวิ่งไปบนเส้นทางเล็ก ๆ นี้อย่างบ้าคลั่ง โดยที่ยังมิรู้เลยด้วยซ้ำว่ามันจะสิ้นสุดลงที่ใด


    นางมิสามารถหันหลังกลับได้อีกแล้ว เกรงว่าแม้แต่มารดาของนางก็มิสามารถเกลี้ยกล่อมให้นางกลับฝั่งได้แล้ว


    โจวรั่วหลานลุกขึ้นยืนและบอกลา นางคิดว่าจะจ่ายยาตามใบสั่งยานั่น แล้วพรุ่งนี้ค่อยส่งมาให้จี้เยวี่ยเอ๋อก็แล้วกัน


    นี่เป็นเรื่องเดียวที่นางสามารถทำเพื่อสหายสนิทได้


    จี้ซิงเอ๋อเหลือบมองกำแพงอีกด้าน นางกลืนน้ำลายลงคออึกใหญ่ จากนั้นก็ได้ยินเสียงสุนัขเห่าจากเรือนข้าง ๆ สุดท้ายนางก็ต้องระงับความคิดที่จะปีนข้ามกำแพงนั้นไป


    “ท่านพี่...ข้าก็จะกลับแล้วเช่นกัน”


    “อือ...ยามเว่ยจะมาหรือไม่ ? ”


    “มีเรื่องอันใดหรือไม่ ? ”


    “ข้าจะไปหาช่างไม้เซี่ย จะเชิญให้เขามาที่เรือนสักหน่อย ข้าอยากได้เครื่องเรือนสักเล็กน้อยน่ะ”


    จี้ซิงเอ๋อเบะปาก “เอาเถิด ท่านรับปากข้าแล้ว จำต้องมีห้องของข้าด้วยหนึ่งห้อง ! ”


    จี้เยวี่ยเอ๋อทำหน้าทะเล้น “แล้วภายภาคหน้าเจ้าจะเทียบขนาดกับข้าอีกหรือไม่ ? ”


    “เหอะ มิเทียบก็ใหญ่กว่าเจ้าอยู่ดีมิใช่หรือ ! ”


    จี้เยวี่ยเอ๋อถลึงตามองจี้ซิงเอ๋อ “ไสหัวไป ! ”


    จี้ซิงเอ๋อเชิดคอขึ้นราวกับไก่งวงที่อวดดี จากนั้นก็เดินออกจากเรือนหลักแล้วตรงไปยังเรือนด้านหน้า จี้เยวี่ยเอ๋อที่เพิ่งจะนั่งลงและกำลังจะอ่านบทกวี ‘ถวิลหา ธารน้ำเบียน’ โดยละเอียดอีกครา ทันใดนั้นนางก็ได้ยินเสียงกรีดร้องของจี้ซิงเอ๋อดังมาจากเรือนด้านหน้า


    “กรี๊ด... ! ”


    “ผู้ใด ? ผู้ใดตัดขนม้าของข้าไป ! ”


    “ข้าจะสังหารมันผู้นั้นเสีย ! ”


    จี้เยวี่ยเอ๋อลุกขึ้นยืนด้วยความงุนงง จากนั้นก็เดินตรงไปยังเรือนด้านหน้า นางถึงได้เห็นม้าสีขาวตัวใหญ่เกลี้ยงเกลา


    ม้าสีขาวตัวใหญ่มองจี้ซิงเอ๋อด้วยสีหน้าเศร้าสลดเช่นกัน


    สวีเสี่ยวเสียนที่กำลังหมักเต้าหู้อยู่เรือนข้าง ๆ ชะงักงันไปชั่วครู่ จากนั้นก็จ้องมองไปทางกำแพงที่ขวางกั้นเรือนหลังใหญ่เอาไว้...

    คล้ายกับเรื่องนายน้อยเจ้าสำราญ : คนบ้าแห่งต้าเฉิน (นิยายแปล)**จบแล้ว** ที่คุณอ่าน