ตอนที่1 ซุนหลิ่วชิง
“นับเป็เวลากว่าสามศตวรรษแล้วที่โลกผ่านพ้นมหาาวิบัติไปเมื่อปีพุทธศักราชสามพันมันทำลายโลกในยุคอดีตไปจนไม่เหมือนเดิม ภัยพิบัติหลากชนิด แผ่นดินไหว โรคระบาด ฤดูกาลแปรเปลี่ยนอย่างโกลาหลทะเลกลืนกินแผ่นดินที่เคยอยู่อาศัย ประชากรโลกเหลือเพียงหนึ่งในห้าจากยุคก่อนา...”
เสียงเอื่อยเฉื่อยบอกเล่าประวัติศาสตร์โลกดังมาจากชายวัยกลางคนที่นั่งอย่างสงบนิ่งอยู่บนโขดหินที่ตั้งอยู่กลางลานกว้างบนเนินเขาต้นสนขนาดใหญ่ต้นเดียวบนเนินที่ให้ร่มเงาสั่นระริกไหวเบา ๆ ตามสายลมที่พัดคล้อยคล้ายน้ำเสียงของเขาลานกว้างถูกจับจองพื้นที่โดยเด็กจำนวนสิบกว่าคน ไล่ั้แ่เด็กตัวเล็กอายุไม่ถึงหกขวบไล่ไปจนถึงเด็กโตที่ใกล้จะบรรลุนิติภาวะ ทุกคนล้วนนั่งฟังสิ่งที่ผู้าุโกว่าบอกเล่าอย่างตั้งใจ
“...สังคมมนุษย์ล่มสลายที่อยู่อาศัยหลายแห่งไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ น้ำสะอาดหายาก มีแต่เพียงหมู่บ้านหนี่กู่แห่งนี้ของเราที่ได้รับผลกระทบน้อยที่สุดเพราะ...”
“เพราะการคุ้มครองของเทพเ้าแห่งฮัวกั่วซาน”
เสียงแทรกดังขึ้นมาจากเด็กสาวที่นั่งอยู่ด้านหลังทุกคนหันมามองเธอด้วยความไม่สบอารมณ์เท่าใดนัก แต่เธอหาได้สนใจไม่เธอหาววอดด้วยความเบื่อหน่าย
“ซุนหลิ่วชิงข้าสอนเ้าแล้วอย่างไร ว่า...”
“อย่าพูดแทรกผู้ใหญ่แม้ตัวเองจะรู้สิ่งนั้นอย่างถ่องแท้แล้วก็ตาม ข้าจำได้หรอกท่านผู้ใหญ่บ้าน” เด็กสาวพูดแทรกอีกครั้งเธอบิดี้เีเล็กน้อย ก่อนจะรวบผมไปมัดไว้ข้างหลัง แสงแดดจับต้องเรือนผมสีทองเงางามซึ่งค่อนข้างโดดเด่นและแปลกแตกต่างจากคนทั่วไปมากนัก
สายตานับสิบคู่ยังคงจ้องมองมาที่เธออย่างไม่พอใจเธอจึงจ้องตาเด็กผู้ชายพวกนั้นกลับไม่เกรงกลัว ไม่นานเด็กพวกนั้นก็หันกลับไปมองข้างหน้าอีกครั้งผู้ที่เป็ผู้ใหญ่คนเดียวในที่นี้ได้แต่ถอนหายใจเบา ๆ ด้วยความเอือมระอา
หลิ่วชิงไม่สนใจสิ่งที่คนที่เธอเรียกว่าผู้ใหญ่บ้านพูดเลยสักนิดไม่ใช่เพราะว่าเื่เล่าของเขามันน่าเบื่อ แต่เธอฟังเื่มหาาวิบัติโลกนี้มาั้แ่ห้าขวบและอีกสี่วันเธอก็จะมีอายุครบสิบห้าปีแล้ว เธอจำสิ่งที่อีกฝ่ายพูดได้ทุกคำทุกประโยคแต่แทนที่เธอจะได้ออกไปเที่ยวเล่นในตลาด หรือไปปีนป่ายตามป่าไม้ที่ยังหลงเหลืออยู่หรือแอบเข้าไปขโมยหนังสือในบ้านของผู้ใหญ่บ้านมาอ่าน แต่เธอกลับต้องมาติดแหงกอยู่ที่นี่เป็ชั่วโมงเพราะคนที่เธอเรียกว่าผู้ใหญ่บ้านบังคับให้มาเป็การตอบแทนสิ่งที่เธอเคยขอให้ช่วยเหลือไว้
“ข้ารู้ว่าเ้าเบื่อที่จะฟังแล้วแต่เื่เล่าพวกนี้มันมีความสำคัญกับเ้ามากกว่าที่เ้าคิด”
หลิ่วชิงเบะปากเล็กน้อย“รู้แล้วล่ะน่า ท่านบอกข้ามาเป็พันรอบแล้ว แต่านั่นก็ผ่านมาตั้งหลายร้อยปีแล้วใช่ว่าเรารู้เื่พวกนี้เยอะ ๆ แล้วจะสามารถเป็เทพเ้าได้ซะหน่อย”
“เอาเถอะข้าเบื่อที่จะเถียงความกับเ้าแล้ว งั้นเอาเป็ว่าชั้นเรียนวันนี้พอแค่นี้ก็แล้วกัน”
หลิ่วชิงแทบจะเป็คนแรกที่ผุดลุกขึ้นจากพื้นเธอะโไปมาด้วยความกระตือรือร้นราวกับลิงกัง
“ข้าไปก่อนนะคะท่านผู้ใหญ่บ้าน” เธอพูดจบก็ห้อตะบึงวิ่งลงจากเนินเขาไป
ความจริงแล้วตัวเธอนั้นถือได้ว่าเป็เด็กสาวที่มีใบหน้างามหยดย้อยไม่น้อยเลยทีเดียวดวงตากลมโตบนใบหน้ารูปไข่ ผิวขาวสะอ้าน ประกอบกับทรวดทรงองค์เอวที่ไม่น้อยหน้าใครเพียงแต่อากัปกิริยาท่าทางที่แก่นเซี้ยวเป็ม้าดีดกะโหลกไม่ต่างจากผู้ชายคงจะมากเกินกว่าเด็กหนุ่มคนใดในหมู่บ้านจะมาหลงรักได้
แต่นั่นใช่เื่ที่หลิ่วชิงจะสนไม่เธอไม่เคยสนใจอยู่แล้วว่าใครจะคิดอะไรอย่างไรกับเธอ เธอจะทำในสิ่งที่อยากทำพูดในสิ่งที่อยากพูด ใครทำดีด้วย เธอก็ทำดีตอบ ใครร้ายมา เธอก็ร้ายกลับ ในโลกที่ใกล้ล่มสลายนี้ใครจะไปสนใจเื่จารีตประเพณีวิถีสังคมกันเล่า
หากจะบอกว่า ซุนหลิ่วชิงเกิดและเติบโตมาเพียงลำพังในหมู่บ้านก็คงไม่ผิดนักเพราะหมู่บ้านหนี่กู่ในปัจจุบันนี้มีประชากรไม่ถึงสองร้อยคน และไม่มีใครสักคนที่ชอบเธอนอกจากท่านผู้ใหญ่บ้านแล้ว คนอื่นก็ปฏิบัติกับเธอไม่ค่อยดีเท่าไหร่นัก พวกเขาบอกว่าเธอนั้นแก่นซนเกินไปสร้างความเดือดร้อนไปทั่ว บ้างว่าเธอคือวายร้าย บ้างว่าเธอคือปีศาจ แต่จริง ๆ แล้วเธอคิดว่ามันเป็เพราะเธอเป็เด็กกำพร้าเสียมากกว่า มันอาจจะเป็ปมด้อยที่ไม่มีพ่อแม่เฉกเช่นเด็กคนอื่นๆ เขา พวกผู้ใหญ่เคยเล่าว่ามีใครสักคนไปพบเจอเธอเมื่อครั้งยังแบเบาะนอนในตะกร้าหวายร่างกายถูกห่อหุ้มด้วยผ้าแพรสีขาวสะอาดซึ่งกลายมาเป็ผ้าพันคอของเธอ ณ ขณะนี้ มีคนเอาเธอมาทิ้งอยู่ใต้ต้นหลิวริมธารน้ำชายป่าท้ายหมู่บบ้านนั่นจึงเป็สาเหตุว่าทำไมเธอถึงชื่อ หลิ่วชิงส่วนแซ่สกุลของเธอนั้นก็ถูกตั้งตามชื่อเทพเ้าในตำนานขานไขแห่งฮัวกั่วซาน
และ ใช่เทพองค์นั้นชื่อว่า เห้งเจีย หรือ ซุนหงอคง
เด็กทุกคนในหมู่บ้านหนี่กู่เติบโตมาพร้อมกับเื่เล่าของซุนหงอคงด้วยกันทั้งนั้นทุกคนที่นี่ยึดถือพญาวานรที่เป็หนึ่งในตัวละครของวรรณกรรมคลาสสิกของจีนราวกับเป็เทพเ้าจริงๆ พวกเขาเชื่ออย่างเป็มั่นเหมาะว่าเมื่อครั้งมหาาอุบัติขึ้น ซุนหงอคงเดินทางลงมาจากสรวง์เพื่อปกป้องบ้านเกิดของตน
ถึงแม้ว่ามันจะฟังเป็เื่ไร้สาระเพียงใดแต่มันก็เป็เื่จริงที่ว่า หมู่บ้านหนี่กู่นั้นได้รับผลกระทบจากาน้อยมากสถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บริเวณเขาฮัวกั่วซานมานานหลายศตวรรษั้แ่ก่อนมหาาจะอุบัติถึงกระนั้นสิ่งที่หลงเหลืออยู่ก็ไม่ใช่เื่ที่น่าศิวิไล เธอเคยได้ยินว่าโลกในยุคก่อนมีน้ำสะอาดเหลือกินเหลือใช้มีพาหนะที่สามารถวิ่งข้ามทวีปได้ในเวลาไม่กี่ชั่วโมง นกเหล็กที่วิ่งบนท้องฟ้าหรือเราสามารถติดต่อสื่อสารกับคนที่อยู่อีกฟากฝั่งของโลกได้ราวกับว่ายืนอยู่ในห้องเดียวกัน
แต่ปัจจุบันนี้มิใช่เช่นนั้นแล้ว
พวกเราทุกคนล้วนใช้ชีวิตกับเศษซากอารยธรรมที่หลงเหลืออยู่จากยุคก่อน ความว่าสิ่งต่าง ๆ จะพัฒนาขึ้นเมื่อเวลาผ่านไปจึงเป็เพียงคำโกหกไม่ใช่แค่เพียงวัตถุที่เสื่อมโทรม แต่ยังรวมถึงจิตใจผู้คนด้วยหมู่บ้านหนี่กู่นั้นอยู่ไกลจากเขตเมืองใหญ่ ลึกเข้ามาในเขตพงไพร แต่พวกผู้ใหญ่ทุกคนมักพูดเป็เสียงเดียวกันว่าผู้คนในโลกภายนอกนั้นล้วนเป็คนโหดร้าย(ภายนอกที่ว่าเหมารวมสิ้นทุกอย่างที่อยู่นอกเขตเขาฮัวกั่วซาน) และพวกเขามักจะมีท่าทีหวาดหวั่นทุกครั้งที่มีอะไรสักอย่างหลงมาจากนอกหมู่บ้าน
ผู้ใหญ่ทุกคนมิเพียงหลงลืมอดีตอันรุ่งโรจน์
แต่ยังลืมวิธีที่จะก้าวต่อไปในอนาคตด้วย
หลิ่วชิงมักจะฝันหวานถึงโลกยุคอดีตอยู่เสมอในยามนอนหลับแม้ว่าเธอจะไม่เคยเห็นมันเลยก็ตามเธอคิดว่าคำพูดของพวกผู้ใหญ่เป็เพียงคำขู่ที่ป้องกันไม่ให้เด็ก ๆ วิ่งเล่นออกไปนอกเขตูเาเท่านั้นนี่อาจจะเป็อีกหนึ่งเหตุผลที่พวกผู้ใหญ่ไม่ค่อยชอบใจเด็กสาวนักเพราะเธอนั้นเป็คนเดียวในหมู่บ้านที่ชื่นชอบทุกอย่างที่มาจากโลกยุคอดีต
และเธอก็ออกไปนอกเขตหมู่บ้านมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว
หลิ่วชิงวิ่งลัดเลาะมาตามถนนขรุขระของหมู่บ้านเฉี่ยวคนนู้นคนนี้ที เสียงบ่นระงมที่ดังไล่หลังมาเช่นเคย เธอะโข้ามเลื่อนที่ทำจากซากเหล็กซึ่งสวนทางมาก่อนจะพลิกตัวหมุนหลบแผงผลไม้ที่ตั้งอยู่ด้านข้าง แต่ก็ไม่วายไปชนมันเข้าเบา ๆ จนสิ่งที่อยู่บนนั้นเกือบร่วงหล่นลงพื้น
“เดินดี ๆแบบชาวบ้านไม่เป็หรือไง ยัยหนู!”
“ขอโทษทีค่ะคุณนายเฉินแต่วันนี้เป็วันพิเศษ หนูหยุดไม่ได้หรอก” หลิ่วชิงว่าพลางยิ้มตอบกลับสีหน้าหงุดหงิดของคุณเฉินด้วยความทะเล้น
เธอวิ่งต่อไปอย่างไม่มีทีท่าว่าจะผ่อนฝีเท้าลงไม่มีอะไรทำให้เธอกระตือรือร้นได้ไปมากกว่าการที่วันนี้เป็วันขุดเหมืองอีกแล้ว ห่างจากหมู่บ้านหนี่กู่ออกไปทางตะวันออกไม่กี่กิโลเมตรมีบ่อขยะคอนกรีตแห่งหนึ่งที่ถูกสร้างทิ้งไว้นานหลายศตวรรษ มันถูกใช้งานมาั้แ่ก่อนยุคมหาาและยังคงถูกใช้งานต่อไปตราบเท่าที่โลกยังคงพังทลายอยู่ เธอเรียกมันว่า ‘เป่าช่าง’
อย่างที่บอกไป หลิ่วชิงชื่นชอบทุกอย่างที่เกี่ยวกับโลกเก่า
และบ่อขยะแห่งนี้ก็เปรียบได้กับเหมืองทองสำหรับเธอ
“ข้าบอกว่าให้เอาอย่างไรเล่า!”
“ปล่อยข้านะข้าบอกว่าข้าไม่มีก็คือไม่มี”
เสียงคุ้นหูแวบเข้ามาในโสตประสาทขณะที่หลิ่วชิงวิ่งผ่านตรอกแห่งหนึ่งจนเธอต้องหยุดฝีเท้าของตนเองไว้เธอเดินย้อนกลับมายังตรอกแห่งนั้น ก่อนจะพบชายหนุ่มสามคนที่กำลังยืนล้อมเด็กหนุ่มร่างเล็กกว่าที่มุมตรอกไม่ต้องบอกก็รู้ว่าคนพวกนั้นกำลังทำอะไร
“พวกเ้ากำลังทำอะไรกันน่ะ”
เธอะโแทรกจังหวะที่กลุ่มคนที่โตกว่ากำลังง้างหมัดจะทำลายผู้อ่อนแอหมัดนั้นค้างกลางอากาศ คนทั้งสามหันหน้ามามองคนที่กล้ามาขัดจังหวะพวกเขา
“ให้ตายเถอะยัยนั่นอีกแล้ว” หนึ่งในนั้นสบถขึ้นมาอย่างหัวเสีย ขณะที่ปล่อยมือจากคอเสื้อของเหยื่อของตน
“เราทำยังไงกันดีลูกพี่”
ชายอีกคนสำทับก่อนชายที่ดูน่าจะเป็ลูกพี่ของสามคนนี้ก้าวเข้ามาหาเด็กสาว
“นี่ไม่ใช่เื่ของเ้าหลิ่วชิง” เขาเอ่ยอย่างเชื่องช้าสายตาหาเื่อย่างชัดเจน
สามคนนี้มีชื่อว่าเอ้อิ เสี่ยวิ เจิ้งิ หัวโจกประจำหมู่บ้านหนี่กู่ พวกเขามีอายุมากกว่าหลิ่วชิงเพียงสองสามปีเท่านั้นและนี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเขากับเธอมีเื่กัน
“ยังทำตัวเป็คนขี้ขลาดเสมอต้นเสมอปลายเลยนะเอ้อิ” เด็กสาวกล่าว ไม่มีท่าทีเกรงกลัวอีกฝ่ายเลยสักนิด
“นี่ไม่ใช่เื่ของเ้าพวกเราไม่ได้มีเื่ขัดแย้งอะไรกันนี่นา จริงไหม”
หลิ่วชิงชะเง้อมองผ่านพวกเขาไปด้านหลังเด็กหนุ่มผอมบางร่างเล็กกำลังขดตัวด้วยความหวาดกลัว หน้าตามีรอยฟกช้ำเล็กน้อยเขาคือ โจจื่อหยา ลูกชายของคุณโจ—ช่างซ่อมประจำหมู่บ้านซึ่งเสียชีวิตไปเมื่อหลายปีก่อน เขาอายุอ่อนกว่าเธอหนึ่งปีและตอนนี้เขาก็เป็เด็กกำพร้าเหมือนเธอ
“ข้าแค่รู้สึกสมเพชพวกเ้าที่ทำตัวเป็เด็กไม่รู้จักโตสักที”
“แทนที่จะเอาเวลามายุ่งเื่ชาวบ้านทำไมเ้าไม่ไปขุดซากขยะอะไรพวกนั้นอย่างที่ทำปกติดีกว่าไหม”
“เ้าพูดเื่อะไร”
“คิดว่าข้าไม่รู้อย่างนั้นหรือว่าเ้าแอบออกไปนอกเขตูเามาแล้วตั้งกี่ครั้งต่อกี่ครั้งถ้าเ้ายอมเดินจากไปดี ๆ ข้าสัญญาว่าจะไม่เอาเื่นี้ไปฟ้องท่านผู้ใหญ่บ้าน”
เอ้อิวางมือไว้บนไหล่ของเด็กสาวซึ่งนั่นเป็การกระทำที่ผิดพลาดอย่างมหันต์
หลิ่วชิงจับข้อมือของอีกฝ่ายไว้ในทันทีก่อนที่จะบิดแล้วดึงมาข้างหน้าให้อีกฝ่ายเสียหลักโดยไม่ตั้งตัว ตามด้วยการเตะเข้าไปที่บริเวณข้อพับขาอย่างแรงจนเอ้อิล้มคุกเข่าลงกับพื้นในขณะที่แขนข้างนั้นยังคงถูกจับบิดและไพล่หลังเอาไว้อย่างง่ายดาย
เธอไม่ใช่ฮีโร่ผดุงความยุติธรรมและไม่ใช่คนมีเมตตาที่จะช่วยเหลือใครเพียงเพราะใครคนนั้นเป็เด็กกำพร้าเหมือนเธอ เธอยอมรับคำต่อว่าดูถูกได้นับร้อยนับพันแต่จะไม่ยอมให้ใครมาพูดขู่กรรโชกอย่างเด็ดขาดแม้อีกฝ่ายจะเป็ผู้ชายที่ตัวใหญ่กว่า อายุมากกว่า และแข็งแรงกว่า
“โอ๊ยยย!ทำอะไรของเ้าน่ะ ปล่อยข้านะยัยลิงบ้า!”
“ไม่มีใครอยากจะเข้ามาช่วยลูกพี่สักหน่อยเหรอ”หลิ่วชิงไม่เพียงไม่ปล่อย แต่ยังส่งคำท้าทายไปยังบุรุษอีกสองผู้ที่ยังยืนกล้า ๆกลัว ๆ อยู่ด้วยความใต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
สิ่งที่เสี่ยวิและเจิ้งิตัดสินใจทำไม่ใช่เื่เหนือการคาดการณ์พวกเขาวิ่งเข้ามาหาเด็กสาวอย่างพร้อมเพรียงกันพลางง้างหมัดอันแสนปวกเปียกของตนออกมา เธอมองเห็นท่าทางการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายได้อย่างชัดเจนเธอจึงไม่ได้ตอบโต้อะไรมากไปกว่าการโน้มตัวหลบไปอยู่ด้านหลัง ขณะที่มือก็บิดแขนของเอ้อิไปอีกทางลูกพี่ของสามเกลอร้องลั่นอีกรอบ ก่อนที่เธอจะบรรจงฉุดตัวเขาขึ้นยืน แล้วถีบบั้นท้ายของอีกฝ่ายให้ล้มคะมำไปหาลูกน้องสองคนที่ยืนอยู่ข้างหน้า
“จะอีกกี่ปีกี่ชาติพวกเ้าก็ไม่เคยหลาบจำกันเลยสินะ”
“ข้ายอมให้เ้าเพราะเห็นว่าเ้าเป็ผู้หญิงหรอกเื่นี้ถึงหูท่านผู้ใหญ่แน่”
เอ้อิกล่าวว่าด้วยความโมโหเขาหาเหตุอ้างเพื่อไม่ให้ตนรู้สึกเสียหน้าที่สู้แพ้ผู้หญิงคนเดียว แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยให้เขาไม่ให้รู้สึกอับอายต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้
“คิดว่าข้ากลัวหรือไง!”
หลิ่วชิงะโไล่หลังสามศรีพี่น้องชื่อิไปด้วยความสะใจเธอไม่กลัวคำขู่ของอีกฝ่ายหรอก เอ้อิไม่มีทางเอาเื่ของเธอไปฟ้องผู้ใหญ่บ้านตามที่เขาว่านั่นเพราะ ตัวเธอเองก็ถือความลับของอีกฝ่ายอยู่ไม่น้อยเช่นกันถึงกระนั้นเธอก็อดที่จะรู้สึกตระหนกไม่ได้ เธอไม่รู้ว่าพวกเขารู้ได้อย่างไรว่าเธอแอบออกไปนอกเขตหมู่บ้านตลอดเวลาแล้วรู้ได้เช่นไรว่าเธอไปที่ไหนมา
“ทำแบบนั้นเ้าจะเดือดร้อนเอานะ”
เสียงเนิบนาบแ่เบาดังมาจากด้านหลังเธอลืมไปเลยว่ายังเหลือคนอีกคนในตรอกแห่งนี้ เธอเดินไปหาเด็กหนุ่มร่างเล็กสภาพของเขาเรียกได้ว่าค่อนข้างยับเยินเลยทีเดียว เสื้อผ้าเปรอะเปื้อนไปหมดใบหน้ามีแต่รอยฟกช้ำ ดวงตาปูดโปนเสียจนน่ากลัวเธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกเวทนาขณะที่ช่วยฉุดดึงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืน
“ขอบคุณ” จื่อหยาเอ่ยเบาๆ “เ้าเป็อะไรมากไหม”
“ห่วงตัวเองก่อนเถอะเ้าไปทำอะไรถึงโดนพวกนั้นอัดเข้าให้ล่ะ”
“ไม่...ไม่มีอะไรหรอกแค่เื่เข้าใจผิดเล็ก ๆ น้อย ๆ น่ะ”
จื่อหยาเป็เด็กหนุ่มที่ร่างผอมบางแม้ว่าเขาจะสูงพอ ๆ กับหลิ่วชิง แต่ก็ดูตัวเล็กกว่ามากสีหน้าของเขาผมทุกข์ตลอดเวลา ความจริงเขาก็เคยเป็คนยิ้มแย้มเฉกเช่นเด็กผู้ชายคนอื่นทั่วไปแต่หลังจากพ่อของเขาตาย อะไร ๆ ก็ไม่เหมือนเดิม
“เอานี่ไปปิดแผลซะมันน่าจะช่วยเ้าได้”
หลิ่วชิงยื่นแผ่นปลาสเตอร์ขนาดใหญ่ให้อีกฝ่ายด้วยใจที่รู้สึกเสียดายเล็กน้อยเธอได้มันมาจากกล่องปฐมพยาบาลบุโรทั่งที่ค้นพบในกองขยะเมื่อสัปดาห์ก่อน ในนั้นยังมีของที่มีประโยชน์ใช้ได้เยอะเลยทีเดียวหนึ่งในนั้นคือปลาสเตอร์มหัศจรรย์อันนี้ที่จะละลาย บรรเทา และสมานแผลทันทีที่แปะ
“ขอบคุณ”
“ถ้าไม่มีอะไรแล้วข้าก็ขอตัวก่อนล่ะ”
หลิ่วชิงลืมไปเสียสนิทว่าเธอกำลังมีธุระสำคัญที่ต้องรีบไปทำเมื่อคิดได้ดังนั้น เธอจึงรีบสาวเท้าวิ่งออกไปจากตรอก การเดินทางหมู่บ้านไปยังเป่าช่างใช้เวลาพอสมควรและเธอไม่้าที่จะเดินทางกลับหมู่บ้านหลังพระอาทิตย์ตกดิน
เด็กสาววิ่งออกมาทางด้านหลังหมู่บ้านผ่านซากศาสนสถานที่ถูกทิ้งร้าง ตรงนั้นเป็บริเวณที่มีวัชพืชรกทึบพอสมควรไม่มีชาวบ้านคนไหนสนใจที่จะมาจัดการหรือทำความสะอาดมัน ด้วยเหตุนั้นจึงทำให้เธอหลบหนีออกมาได้โดยไม่มีใครรู้เห็น(นอกจากเอ้อิ)
เธอวิ่งไปตามทางที่คุ้นเคยซึ่งใช้เป็ประจำเมื่อออกจากหมู่บ้านมันเป็ถนนหินเก่า ๆ ที่ในอดีตเคยถูกใช้งานแต่ตอนนี้กลับกลายเป็ส่วนหนึ่งผืนดินและรากไม้ สองข้างทางขนัดไปด้วยต้นไม้ต้นใหญ่ถนนเส้นนี้จะทอดนำไปสู่ด้านหลังของเขาฮัวกั่วซาน และไกลออกไปจากหมู่บ้านนับสิบกิโลเมตร
สวบ!
เสียงฝีเท้าจากใครหรือตัวอะไรดังขึ้นด้านหลังเด็กสาวมันดังชัดเจนพอที่จะเรียกให้เธอหยุดเคลื่อนไหวแล้วหันกลับไปมองเธอกวาดสายตามองความนิ่งเงียบทั้งหลายเบื้องหน้า มีใครบางคนแอบตามเธอมา
“นั่นใครน่ะออกมาเดี๋ยวนี้นะ” เธอะโออกไป ไร้ซึ่งเสียงตอบรับ แล้วเธอก็พลันนึกถึงหัวโจกของหมู่บ้านที่เธอเพิ่งจัดการมาหมอนั่นอาจจะตั้งใจย้อนกลับมาแก้แค้น “เอ้อิ นั่นเ้าหรือ”
พุ่มไม้ที่อยู่ห่างไปจากเธอไม่ไกลสั่นไหวเล็กน้อยแต่นั่นก็ไม่อาจรอดพ้นสายตาของเธอไปได้
“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าเ้าอยู่ตรงนั้นออกมาซะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว”
คำพูดนั้นเองที่ทำให้ผู้ร้ายเผยตัวออกมา
แต่เขาไม่ใช่เอ้อิ แต่เป็ โจจื่อหยา ต่างหาก
“เ้าตามข้ามาทำไม”เธอถาม
“เอ่อ ข้าขอโทษข้าแค่ไม่รู้จะไปที่ไหน”
จื่อหยาพูดด้วยความไม่มั่นใจเขาไม่กล้าแม้แต่จะสบตาเธอโดยตรงด้วยซ้ำ
แต่นั่นไม่ใช่เื่ที่เธอรู้สึกทึ่งในตัวผู้ชายคนนี้ภายใต้ร่างกายที่แสนบอบบางและอ่อนแอ แต่โจจื่อหยากลับสามารถวิ่งตามเธอซึ่งคล่องแคล่วกว่าเร็วกว่า และคุ้นเคยเส้นทางกว่ามาได้เนิ่นนานโดยที่เธอไม่รู้ตัว
“เ้ากลับบ้านไปซะเถอะในป่าแห่งนี้ไม่ใช่สถานที่ของเด็ก มันไม่ปลอดภัย”
“จะ...เ้าเองก็เป็เด็กอยู่ไม่ใช่หรือไงอีกอย่าง ข้ากลับบ้านไปก็ไม่มีความหมาย ไม่มีใครอยู่ที่นั่นเสียหน่อย”
เมื่อได้ยินคำพูดและน้ำเสียงของจื่อหยาหลิ่วชิงก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเวทนาชั่วขณะหนึ่ง แต่เธอไม่ใคร่จะให้ผู้ใดมายุ่มย่ามกับชีวิตของตัวเองอีกอย่าง นี่คือความลับของเธอ แค่มีคนรู้มากกว่าหนึ่งคนมันก็แย่เกินพอแล้ว
“เ้ารู้หรือว่าข้ากำลังจะไปไหนข้าไม่ได้ไปเที่ยวเล่นนะ” เธอถาม
“ข้าไม่สนใจหรอกว่าเ้าจะไปไหนข้าขอแค่ตามเ้าไปก็พอ ข้าสัญญาว่าจะไม่รบกวนเ้า”
“ให้ตายเถอะ”เด็กสาวสบถออกมา เธอกำลังคิดหาวิธีปฏิเสธอีกฝ่ายอย่างละมุนละม่อมที่สุด แต่เมื่อเหลือบมองจื่อหยาที่ดูหงอยเหงาห่อไหล่ราวกับเป็ลูกลิงาเ็เธอก็พูดอะไรไม่ออก แม้ว่าเธอจะเป็คนผ่าขวานซากอย่างไร แต่ก็ไม่เคยคิดทำร้ายความรู้สึกคนที่้าความช่วยเหลือจนในที่สุดเธอก็จำต้องพูดในสิ่งที่ไม่อยากพูดออกมา “เอางั้นก็ได้”
จื่อหยาดวงตาเป็ประกายแทบจะทันทีที่ได้ยินคำนั้น
“แต่ว่า...”เธอพูดต่อ “เ้าต้องวิ่งตามข้าให้ทันนะ ข้าจะไม่รอ และไม่สนใจเ้าหากเ้าาเ็หรือหลงทางในป่านี้อีกอย่างก็คือ ห้ามถาม ห้ามพูดคุย ห้ามรบกวน อะไรทั้งสิ้น เข้าใจไหม”
“เข้าใจแล้ว”เด็กหนุ่มรับคำด้วยความตื่นเต้น เธอััได้ถึงความปีติยินดีมากมายเพียงใดในน้ำเสียงนั้น
หลิ่วชิงะโไปมาสองสามทีก่อนจะเริ่มต้นออกวิ่งอีกครั้ง คราวนี้เธอตั้งใจที่จะวิ่งให้เร็วยิ่งกว่าเดิมแต่เื่น่าเหลือเชื่อก็คือ ไม่ว่าเธอจะวิ่งะโไปตามเส้นทางที่ซับซ้อนและด้วยความเร็วมากมายเพียงใดจื่อหยาก็ยังคงวิ่งตามทันเสมอ ยังไม่นับว่าเวลานี้สภาพร่างกายของเขาไม่เต็มร้อยหลังจากดูอัดจนสะบัดสะบอมมา
“พี่หลิ่วชิง”
จื่อหยาพูดขึ้นมาเมื่อพวกเขาออกเดินทางมาได้สักพัก คราวนี้เขาตามหลังเธอเพียงไม่กี่ก้าวเท่านั้น
“อะไร”
“ข้าขอเรียกเ้าว่าท่านพี่ ได้ไหม”
“ข้าไม่ใช่พี่ของเ้าห้ามเรียกแบบนั้นเด็ดขาด”
“พี่หลิ่วชิง”
“ข้าบอกแล้วไงว่าอย่าเรียกเช่นนั้น”
“พวกเรากำลังจะไปไหนกัน”
“เป่าช่าง” หลิ่วชิงเผลอตอบกลับไปด้วยความไม่ได้ตั้งใจ
“เป่าช่าง? นี่มันที่ไหนกันข้าไม่เคยได้ยินชื่อมาก่อน”
“ข้าบอกแล้วไงว่าห้ามพูดห้ามถาม”
“ก็ได้”จื่อหยาตอบรับด้วยน้ำเสียงเหงาหงอย
“พี่หลิ่วชิง”
“...”
“เ้าสามารถทำแบบนั้นได้ยังไง”
“ทำอะไร”
“ที่ล้มเอ้อิได้ในท่าเดียวนั่นน่ะ”
“ใคร ๆก็ทำได้ทั้งนั้นแหละ กับคนขี้ขลาดแบบนั้น”
“เว้นข้าไว้หนึ่งข้าไม่มีวันทำได้แบบท่านหรอก”
“ก็เ้ามันโง่”
“พี่หลิ่วชิง”
“อะไรอีก”
“ปะ...เปล่าไม่มีอะไร ข้าแค่ดีใจมากที่ได้มีเพื่อนน่ะ”
หลิ่วชิงหยุดฝีเท้าของตนเองอย่างกะทันหันเธอหันกลับไปหาผู้ติดตามที่ใกับการหยุดโดยไม่ให้สัญญาณของคนข้างหน้าจนล้มกลิ้งคะมำไปกับพื้นจื่อหยาลุกขึ้นยืนด้วยท่าทีเก้ ๆ กัง ๆ เขาคิดว่าตนเองต้องไปทำอะไรบางอย่างให้เด็กสาวโกรธเป็แน่เพราะเมื่อเธอสาวเท้าก้าวเข้ามา เขาก็ร่นเท้าถอยหนีอัตโนมัติด้วยสัญชาตญาณของคนที่เป็ลูกไล่มาครึ่งชีวิต
“เมื่อครู่นี้เ้าว่ายังไงนะ”
“เอ่อข้าคงดีใจมากไปหน่อย ข้าไม่เคยมีเพื่อนมาก่อน”
“เฮ้ เฮ้อย่าเข้าใจผิด ที่ข้ายอมให้เ้าตามมา ไม่ได้หมายความว่าข้ารับเ้าเป็เพื่อนเสียหน่อยแล้วก็ไม่ได้้าเป็พี่น้องกับเ้าด้วย”
“อื้อ ข้าขอโทษข้าเข้าใจผิดไปเอง”
จื่อหยาก้มหน้ามองพื้นด้วยความไม่มั่นใจเขากลับเข้าสู่โหมดซึมเศร้าของตัวเอง
“เพราะเป็แบบนี้ยังไงล่ะเ้าถึงถูกพวกเอ้อิ เสี่ยวิ เจิ้งิรังแกบ่อย ๆ” หลิ่วชิงว่า “ฟังนะข้าไม่ได้ช่วยเ้าเพราะสงสารเ้า หรือช่วยเ้าเพราะอยากเป็เพื่อนกับเ้า ข้าแค่สมเพชคนพวกนั้นแถมมันยังดูถูกข้า ข้าแค่ทำในสิ่งที่ข้าอยากทำ”
“ดีจังเลยนะข้าอยากทำแบบนั้นได้บ้าง” เด็กหนุ่มพึมพำ
“ใครห้ามเ้าล่ะข้าทำได้ ทำไมเ้าจะทำไม่ได้ เ้ากับข้าต่างกันตรงไหน” พูดจบหลิ่วชิงก็หันหลังกลับ เธอเดินต่อไปตามทาง คราวนี้เธอไม่วิ่งอีกแล้ว เธอไม่ได้พูดว่าตัวเองรู้สึกทึ่งต่ออีกฝ่ายมากแค่ไหนเด็กหนุ่มไม่เพียงวิ่งไล่ตามเธอทัน แต่ยังไม่ได้ดูเหนื่อยมากไปกว่าเธออีกด้วย
“แล้วนี่เ้าจะไปไหน”
“เป่าช่างไงล่ะตอนนี้เรามาถึงแล้ว”
หลิ่วชิงแหวกสุมพุ่มไม้ที่เกะกะขวางทางอยู่เบื้องหน้าแล้วแหวกก้าวผ่านไป
ภาพเบื้องหน้าของเธอตอนนี้ไม่ใช่ป่าอีกต่อไปแล้วมันคือมหาสมุทรขยะ หันไปทางไหนก็เจอแต่ข้าวของเครื่องใช้จากโลกยุคเก่า มันทับถมรวมกันอยู่ในแอ่งกระทะคอนกรีตขนาดใหญ่มีท่อโลหะขนาดใหญ่ต่อออกมาจากผนังคอนกรีตโค้งอยู่สี่ด้าน และตอนนี้พวกเขากำลังยืนอยู่ที่ขอบด้านหนึ่งของกระทะคอนกรีตแห่งนี้