ตอนที่ 40 หากทำไม่ได้ก็กลับไปบ้านเดิมเสีย
“ได้ ในเมื่อเจ้าเลือกข้า ข้าก็จะไม่ถือสาเรื่องที่ผ่านมาอีก ทว่าต่อไปหากข้าให้เจ้าไปตะวันออก เจ้าก็ต้องไปตะวันออก หากสั่งให้ไปตะวันตก ก็ต้องไปตะวันตก ต้องเชื่อฟังข้า ว่าอย่างไร ทำได้หรือไม่?”
ไป๋เพ่ยเพ่ยคนใหม่นี้ราวกับมีเขาปีศาจงอกขึ้นบนหัว สีหน้าเย็นชานั้นดูน่าหวาดกลัวในสายตาของเหอเหลียน
ลูกสะใภ้ใหญ่สะอึกสะอื้น “ข้า... ข้าทำได้”
“หากทำได้ก็จำไว้ให้ดี ถ้าทำไม่ได้ก็กลับไปตระกูลเหอเสีย ข้าทนลูกสะใภ้อย่างเจ้าไม่ไหวแล้ว”
อีกฝ่ายปล่อย ‘โฮ’ แล้วร้องดังกว่าเดิม
…
ป้าหลิวตกใจเมื่อได้ยินเสียงร่ำไห้
เกิดอะไรขึ้นกัน
ครอบครัวเซี่ยเหล่าเอ้อร์อยู่สงบสุขได้ไม่กี่วัน ทำไมเกิดเรื่องขึ้นอีกแล้ว
เมื่อนึกถึงสายสัมพันธ์ระหว่างสองครอบครัว ป้าหลิวก็อยู่ไม่สุข พลันวางมันสำปะหลังลง ปล่อยให้ชุยเม่ยลูกสะใภ้จัดการต่อ ส่วนนางเดินไปดูสถานการณ์ข้างบ้าน
ชุยเม่ยไม่ปริปากด้วยเห็นแก่มันสำปะหลัง
เมื่อมาถึงบ้านตระกูลเซี่ย นางก็เห็นเหอเหลียน ลูกสะใภ้ใหญ่ตระกูลเซี่ยนั่งคุกเข่าร้องไห้อยู่กับพื้น ส่วนเซี่ยหมิงหนานลูกชายคนโตกำลังปลอบนางอยู่ แต่กลับไม่เห็นไป๋เพ่ยเพ่ย
“เกิดอะไรขึ้น แม่เจ้าอยู่ไหน?”
เซี่ยหมิงหนานตอบ “นางอยู่หลังบ้าน”
“เจ้าก็เหมือนกัน นางร้องไห้ขนาดนี้ยังไม่รีบประคองนางลุกขึ้นอีก หากคุกเข่านานเกินไปจะขาอ่อนแรงได้ ฟังข้า ช่วยพยุงนางขึ้น ไปล้างหน้าล้างตาแล้วกลับเข้าห้องไปก่อน”
ป้าหลิวเจอไป่เพ่ยเพ่ยอยู่หลังบ้าน
ทันทีที่ไป๋เพ่ยเพ่ยเห็นนางก็คิดว่าอีกฝ่ายมาเร่งให้ขึ้นเขาไปด้วยกันจึงบอก
“เดี๋ยวข้าสะพายตะกร้าขึ้นหลังแล้วตามไป”
“จะไปทำไมกันเล่า ลูกชายคนโตกับลูกสะใภ้ใหญ่กลับมาแล้วไม่ใช่หรือ ให้พวกเขาทำงานแล้วเจ้าก็พักอยู่ที่บ้าน เหนื่อยมาหลายวันแล้ว จะให้คนหนุ่มสาวอยู่พักที่บ้านได้อย่างไร” นางเอ่ยก่อนขยับชิดเลี่ยงคนตระกูลเซี่ยที่เหลือ
“เจ้าเปลี่ยนไปแล้วไม่ใช่หรือ ทำไมถึงได้ยังคิดบัญชีกับลูกชายกับลูกสะใภ้เล่า นางน่าสงสารออก ไม่เป็นที่โปรดปรานในบ้านเดิม พอแต่งเข้าบ้านเจ้าแล้วก็ยังถูกรังแกอีก”
“อะไรกัน ท่านไม่เห็นสภาพลูกชายคนโตข้าหรือ เขาตามนางไปบ้านเดิมแล้วกลับมาผ่ายผอมผิวคล้ำ ถูกข่มเหงขนาดนี้แล้วจะไม่โกรธได้อย่างไร พวกเขาโดนทั้งต่อว่า ห้ามไม่ให้ทำงานโดยเปล่า แถมยังไม่เคยได้กินให้อิ่มท้องด้วยซ้ำ ข้าอยากจะหักขาพวกเขานัก”
“เกิดอะไรขึ้น ฟังดูแล้วงุนงงนัก”ป้าหลิวเอ่ย
ไป๋เพ่ยเพ่ยเปลี่ยนไปแล้วไม่ใช่หรือ เมื่อได้ยินดังนั้นแล้วพลันรู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ
นางเล่าวีรกรรมของตระกูลเหอที่เกิดขึ้นทางนั้นให้ฟังอย่างหมดเปลือก
ป้าหลิวนิ่งอึ้งก่อนถาม “จริงหรือ ใครจะทำเรื่องพรรค์นั้นลง”
“ไม่เช่นนั้นท่านคิดว่าทำไมข้าถึงหงุดหงิดลูกสะใภ้ใหญ่นักเล่า ก็เพราะนางไม่สู้คนจนถึงขั้นทำร้ายลูกชายข้าไม่ใช่หรือ”
โชคดีที่ไม่ได้เกิดเหตุกับลูกของนาง หากเป็นเช่นนั้นป้าหลิวคงไม่อาจรับรองได้ว่าตนจะโมโหถึงเพียงไหน
ลูกเขยช่วยงานแม่ยายนับว่าเหมาะสม ทว่ามีลูกเขยคนใดช่วยงานแม่ยายจนไม่ได้กินอิ่ม ซ้ำยังถูกรังแกแบบนี้บ้าง
คนเราทำกันเช่นนี้ได้ด้วยหรือ
เป็นใครก็คับแค้นใจทั้งนั้น
ป้าหลิวเอ่ย “ข้าขอโทษ ข้าผิดเอง คิดเพียงว่าเจ้าเป็นแม่สามีชั่วร้ายที่ข่มเหงลูกสะใภ้ ที่แท้ก็เกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น... ครอบครัวเจ้าอาภัพนัก ลูกสาวคนโตหลงแต่งให้คนเลวทรามและเกือบตายตก ลูกชายแต่งงานเกี่ยวดองครอบครัวมีอันจะกิน แต่มายามนี้มีชีวิตอยู่อย่างไรเล่า”
ดูเหมือนจะพบต้นสายปลายเหตุของการกระทำเย่อหยิ่งไร้เหตุผลก่อนหน้านี้ของเจ้าของร่างเดิมแล้ว เมื่อเจอเรื่องพวกนี้เข้าไปจะไม่ให้เจ้าของร่างเดิมประสาทเสียได้อย่างไร
เมื่อสิ้นสติแล้วย่อมก่อเรื่องวุ่นวายเป็นธรรมดา
ไป๋เพ่ยเพ่ยเอ่ย “ใช่แล้ว ข้าเองก็เป็นห่วง… หากไม่ใช่เพราะเหตุที่เกิดกับต้ายาในครั้งนั้น ข้าคงไม่รู้ตัว คิดแต่จะโวยวาย หากไหลไปตามอารมณ์คงทำให้ตนเองเสียชื่อ ตอบโต้พวกเขาไปนับว่าโง่เง่าแล้ว ไม่เพียงแต่จะลดระดับตนเองลง ยังเสียเวลาอีกสู้เอาเวลานี้ไปขุดมันสำปะหลังยังดีกว่า”
“ดูเหมือนเจ้าจะเปลี่ยนไปจริง ๆ ด้วย!”
ป้าหลิวมองนางหัวจรดเท้าราวฉงนใจ “หากเป็นเมื่อก่อนเจ้าคงเผชิญเรื่องนี้ ด้วยการลากลูกสะใภ้ไปบ้านตระกูลเหอเพื่อทวงถามคำอธิบายแล้ว ผู้อื่นไม่รู้ที่มาที่ไปเห็นเพียงเจ้าต่อว่าลูกสะใภ้ เรียกร้องให้ตระกูลเหอชดใช้ เกรงว่าเจ้าจะถูกเข้าใจผิด”
เจ้าของร่างเดิมจะทำแบบนั้นจริงหรือ!
ไป๋เพ่ยเพ่ยรู้นิสัยเจ้าของร่างเดิมดี ตระกูลเฉียวกับตระกูลเหออาจไม่ใช่คนดี ทว่าเจ้าของร่างเดิมก็ใช่ว่าจะเป็นคนดี ไม่เช่นนี้คงไม่โคจรมาพบกัน
หากนางไม่มีความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม และไม่เข้าใจการกระทำของเจ้าตัว คงได้แต่เอาตระกูลเฉียวและตระกูลเหอมาเป็นแบบอย่างว่าตนควรทำตัวเช่นไร
“ว่าแต่” ป้าหลิวบอก “เรื่องตระกูลเหอจะจบเพียงเท่านี้หรือ ครั้งนี้เจ้าจะปล่อยผ่านพวกเขาไป ไม่กลัวว่าคราวหน้าตระกูลเหอจะยิ่งเหิมเกริมหรือ?”
“ท่าน... หมายความว่าอย่างไร?”
“เราต้องตามไปเอาเรื่องสิ” อีกฝ่ายช่วยวางแผนให้เสร็จสรรพ
ไป๋เพ่ยเพ่ยแสร้งระลึกได้ “ข้าจะทำตามนั้น โชคดีที่ท่านบอก ไม่เช่นนั้นข้าคงไม่พ้นเป็นคนชั่วร้ายโดยใช่เหตุหรือมีข้อครหาติดตัว”
ป้าหลิวว่าอย่างภาคภูมิใจ “หนึ่งคนคิดสั้น สองคนคิดยาว หากต่อไปเจ้ามีสิ่งใดสงสัยก็มาถามข้าได้ ข้าอายุมากกว่าเจ้าตั้งเท่าไหร่ ย่อมมีประสบการณ์โชกโชนกว่า”
ไป๋เพ่ยเพ่ยไม่ได้คิดจะไประรานตระกูลเหอด้วยเรื่องนี้ แต่เมื่อป้าหลิวบอกมา นางก็ยังรู้สึกว่าตัวเองยังติดนิสัยเจ้าของร่างเดิมอยู่ จึงคล้อยตามในสิ่งที่ควรคล้อยตาม
ยิ่งไปกว่านั้นครั้งนี้ยังมีป้าหลิวหนุนหลัง นางจำไม่ไปรับบทตัวโกง แต่จะ ‘ไขความกระจ่าง’ ให้ทุกคนรู้ว่าก่อนหน้านี้ต่างเข้าใจผิดกันทั้งนั้น
เช่นนั้นเมื่อเจ้าของร่างเดิมเปลี่ยนไป ผู้อื่นเห็นเข้าก็จะไม่คิดว่ามันเกิดขึ้นฉับพลันทันที
หลังบอกกล่าวกับลูก ๆ ที่บ้าน
ไป๋เพ่ยเพ่ยปั้นหน้าขุ่นเคือง คว้าตัวเซี่ยหมิงหนานไปพร้อมไม้ ก่อนเร่งฝีเท้าเดินออกจากบ้านไป
การกระทำนี้ตกอยู่ในสายตาของชาวบ้านหลายคน ชาวบ้านที่เห็นเหตุล้วนลุ้นระทึกต่างมารวมตัวพูดคุยกัน
ป้าเหอลิ่วที่เคยบาดหมางกับไป๋เพ่ยเพ่ยเห็นแล้วสะใจนัก
เกิดเรื่องกับตระกูลเซี่ยอีกแล้วหรือ!
ท้ายที่สุดผู้ที่รังแกคนอื่นมา ก็พลันได้รับผลกรรมแล้ว!
ป้าหลิวเห็นไป๋เพ่ยเพ่ยกำลังจะถึงที่ก็แสร้งเข้าไปห้าม ถามว่าเกิดอะไรขึ้น ทำไมถึงได้อยากจะสั่งสอนลูกชายให้หลาบจำเช่นนี้
ไป๋เพ่ยเพ่ยพลันร้องไห้คร่ำครวญ
บอกว่าตนเองจนตรอกเพราะลูกชายคนดีของนางถูกตระกูลเหอรังแกหนัก ไม่ต้องกล่าวถึงความสัตย์ซื่อและหล่อเหลา คราวก่อนที่กลับบ้านตระกูลเหอก็ถูกกักขังให้อยู่ที่นั่นโดยไม่บอกกล่าวสักคำ มาตอนนี้ลูกชายกลับบ้านตระกูลเซี่ยกลับมีสภาพซูบโทรมอย่างกับเป็นคนละคน
เขาไม่ยอมเล่าสิ่งใด นางโกรธเสียจนอยากจะฆ่าเขา
“ตายแล้ว ยังต้องถามอีกหรือ ลูกชายเจ้าเป็นเด็กหัวอ่อนที่ถูกปั่นหัวง่าย เขาจะทำอย่างไรได้เล่า คงถูกตระกูลเหอข่มเหงรังแกเป็นแน่...”
ระหว่างพูด ป้าหลิวก็ดึงตัวเซี่ยหมิงหนานมา บอกว่าเขาทั้งผอมและผิวคล้ำอย่างกับไม่ใช่คนเดิม โชคดีที่มากับไป๋เพ่ยเพ่ย หากไปเจอที่อื่นคงจำไม่ได้ว่าเป็นลูกชายเซี่ยเหล่าเอ้อร์
เซี่ยเหล่าเอ้อร์รูปร่างหน้าตาอย่างไรเล่า
เขาเป็นหนุ่มรูปงานประจำหมู่บ้าน ร่างสูงกำยำ เป็นที่หมายปองของบรรดาหญิงสาวเมื่อครั้งยังหนุ่ม
เซี่ยหมิงหนานที่ละม้ายคล้ายบิดา หน้าตาดีตั้งแต่ยังอายุน้อยเมื่อเทียบกับชายหนุ่มคนอื่นในหมู่บ้าน
บัดนี้กลับตกอยู่ในสภาพเช่นนี้