บทที่ 22
เผยตัวตน
ซือเหยียนถูกนำตัวออกมาแต่เช้ามืด สองมือถูกใส่โซ่ราวกับนักโทษ กลางห้องโถงเบื้องหน้าผู้เฒ่าและประมุขเผ่าฝูถู ทุกสายตาจับจ้องมายังเขาที่คุกเข่าอยู่ บุรุษวิหคโยว่ถิงยังไม่ทราบเื่ราวที่แน่ชัดนัก ก็ถูกสั่งให้ไปดูแลจิ่วเหรินที่ยังนอนอยู่ในห้อง ไม่ให้นางต้องออกมาขัดขวางจนเสียเื่
“ข้าจะถามเ้าเป็ครั้งสุดท้าย”
“...”
“เ้าลักพาตัวนางออกมาจากป่าเค่ออี้ โดยที่นางเองก็ไม่ได้ยินยอมใช่หรือไม่?” ประมุขเผ่าฝูถูเอ่ยถามด้วยเสียงที่แข็งกร้าว อันที่จริงเขาเองก็เกือบเชื่อไปแล้วว่าทั้งสองเป็สามีภรรยากัน
“ฮ่าฮ่า”
แทนที่ซือเหยียนจะตอบคำถาม เขากลับส่งเสียงหัวเราะออกมาราวกับคนบ้า ั์ตาที่สงบเยือกเย็นนั้นมองขึ้นไปยังชายที่นั่งบัลลังก์สูงสุด
“เ้าปีศาจสกปรก!!!”
“พวกเ้าต่างหากที่สกปรก! อย่าริอาจยกยอตน จิตใจของพวกเ้าซ่อนความโสมมไม่ต่างกับข้า การที่พวกเ้าไม่คิดเอาชีวิตผู้อื่น ไม่ได้แปลว่าเ้าเป็คนดี และหากคิดพรากจิ่วเหรินไปจากข้า แน่นอนว่าจุดจบของเผ่าเ้า ข้าจะเร่งเวลาให้มันเร็วขึ้น!”
“บังอาจ!!!”
ผู้เฒ่าที่นั่งอยู่ผุดลุกขึ้นมาะโด่าทอเขา หยามเหยียดเกียรติที่เคยภาคภูมิ แม้ซือเหยียนอยากลุกขึ้นไปสังหารปิดปากอันน่ารำคาญนั้น แต่เมื่อนึกถึงคนที่นอนหลับอยู่ในห้อง เขาก็จำใจต้องอดทนอดกลั้นมันเอาไว้
“นางเป็เทพ เป็ความงดงามบริสุทธิ์ นางมิใช่ของเ้าเลยสักนิด!”
“หึหึ!”
มันก็จริงอย่างที่ตาแก่พวกนี้พูดทุกอย่าง เขากับนางอยู่คนละเส้นทาง ซือเหยียนเปรียบเป็ความสกปรกโสโครก ส่วนเทพนั้นก็เป็ความสว่างสดใสแก่โลกใบนี้
“นางจะต้องเป็ชายาของประมุขแดน์”
“แล้วถ้าข้าไม่ยอมเล่า?”
“ความตายจะตัดสินคำพูดของเ้าเอง เอามันไปโยนทิ้งคุกเย็น!”
“ขอรับท่านประมุข”
ซือเหยียนกระตุกยิ้มอย่างสมเพช คนพวกนี้คิดว่าความตายจะหยุดเขาได้อย่างนั้นหรือ.. เขาคือประมุขเผ่าปีศาจ อำนาจที่อยู่ในมือของเขานั้นไม่มีผู้ใดกล้าต่อกร เขาก็เคยบอกแล้วว่าหากต้องทำศึกกับ์ก็ไม่เคยคิดหวั่นเกรงสักนิด
ทว่ายังไม่ทันที่ทหารจะนำตัวซือเหยียนออกไป เสียงร้องโวยวายก็ดังมาตามทางเดิน ก่อนที่ร่างของจิ่วเหรินจะโผล่เข้ามากลางโถง โดยมีบุรุษวิหคโยว่ถิงรั้งตัวนางเอาไว้
“พ..พวกท่านทำสิ่งใดกัน!!!!”
“ข้ารู้แล้วว่าเ้าโดนลักพาตัวมา เ้าไม่ต้องกลัวอีกต่อไป”
“ไม่ใช่!!! เขาไม่ได้ลักพาตัวข้า เป็ข้าเองที่เต็มใจมากับเขา” จิ่วเหรินขืนตัวจะพุ่งไปหาคนที่ถูกโซ่ล่ามทั้งมือและเท้า ดวงตาของนางเอ่อคลอด้วยหยดน้ำตา
“เ้าอย่าโป้ปดเพื่อช่วยเขา!”
“ปล่อยเขา!!! ข้าบอกให้ปล่อย!” สติของนางเริ่มหลุดเมื่อเห็นทหารทำกับซือเหยียนเยี่ยงสัตว์
“โยว่ถิง! พานางออกไป”
“ซือเหยียน!! อย่าจับข้า ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้!!!”
สุดท้ายนางก็ะเิอารมณ์ของตัวเองออกมา จิ่วเหรินสะบัดตัวเดินเข้าไปในวงล้อมของทหาร นางคุกเข่าลงต่อหน้าทุกคนที่อยู่ในโถง ปล่อยโฮออกมาอย่างไม่อายสายตาของผู้ใด
“ข้าขอร้อง อย่าทำเขา อย่าทำคนที่ข้ารัก ฮือ..”
“รัก? เ้าบอกว่ารักอย่างนั้นรึ!”
จิ่วเหรินปาดน้ำตาที่ไหลออกมาไม่หยุด นางไม่เคยโกหกโป้ปดเลยสักครั้ง ความรักที่มีต่อซือเหยียนเป็ความสัจจริงที่นางไม่มีวันโกหก
“จิ่วเหริน! ลุกขึ้นเดี๋ยวนี้!”
คนที่โดนโซ่ล่ามสั่งเสียงเข้ม ซือเหยียนไม่้าให้นางมานั่งคุกเข่าต่อหน้าคนพวกนี้เพื่อเขา
“ความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับเขามากล้น ท่านไม่มีวันเข้าใจได้หรอก”
“นี่เ้ากล้า!”
“ข้ากับเขาจะไปจากที่นี่ทันที ขอแค่ท่านปล่อยเขา”
“ปล่อยอย่างนั้นหรือ? เสียใจด้วยจิ่วเหริน เ้าจะต้องเสกสมรสกับประมุขแดน์”
“!!!”
“ท่านตี้หวั่งินั้นล่วงรู้แล้วว่าเ้าอยู่ที่นี่”
“มะ..หมายความอย่างไร?”
“โยว่ถิง! ไปศิลาสีชาดมา” ประมุขเผ่าฝูถูไม่ตอบคำถาม ทว่ากลับหันไปสั่งบุรุษวิหคที่ยืนอยู่ด้านข้างแทน เขารับคำแล้วเดินหายไปสักพัก ก่อนจะกลับมาพร้อมกับศิลาสีชาดในมือ
“พาตัวนางมาตรงนี้!”
“เดี๋ยวก่อน! พวกท่านจะทำอะไรข้า!”
สองแขนนางถูกหิ้วราวกับนกปีกหัก ประมุขเผ่าฝูถูเดินลงมาจากบัลลังก์ ก่อนที่จะบอกให้โยว่ถิงดึงมือของนางออกมาวางบนศิลาสีชาด จิ่วเหรินขัดขืนไม่ยอมทำตาม แต่ก็สู้แรงของพวกเขาไม่ได้ เพียงแค่ฝ่ามือของนางทาบลงบนนั้น ศิลาสีชาดก็ส่องแสงแวววาวเป็ประกาย เหล่าผู้เฒ่าที่เฝ้ามองต่างส่งเสียงฮือฮาในสิ่งที่เห็น
“เป็เ้า! เป็อย่างที่ข้าคิดไม่มีผิด”
“อ..อะไร!”
“วิหคสีชาดตัวน้อยที่บิดาเ้าพาหนีหัวซุกหัวซุน กลับมาอยู่ตรงหน้าของข้าอีกครั้ง”
“!!!”
“ข้าเคยคิดว่าบิดาของเ้าหลงทาง ไม่คิดว่าลูกสาวของเขาก็หลงทางเช่นกัน”
จิ่วเหรินพอจับทางของคนพวกนี้ได้แล้ว ที่แท้พวกเขาก็รอพิสูจน์สายเืของนาง จึงรั้งไว้ไม่ยอมให้ออกไปจากที่แห่งนี้ ความลับที่เก็บซ่อนมาของนางกำลังจะถูกเปิดเผยอีกหน
“ข้าไม่ใช่! ข้าไม่ได้เป็วิหคสีชาด”
ถึงกระนั้นนางก็ยังปฏิเสธเสียงแข็งไม่ยอมรับความจริง ประมุขเผ่าฝูถูเห็นรอยแผลที่ข้อมือของนาง ดวงตาเขาก็ลุกวาวกระชากแขนนางอย่างแรง หลากหลายอารมณ์ปะทุขึ้นในทันที
“เ้าสละโลหิตของตนเองอย่างนั้นรึ! เ้าสละมันเพื่อสิ่งใด!”
“!!!”
ประมุขเถียนโจวแห่งเผ่าฝูถูนั้น เกิดมาเป็เพียงแค่วิหคเซียนธรรมดา ต่างจากจิ่วหรูเฟิ่งที่เกิดมาเป็วิหคสีชาด เถียนโจวเป็ลูกบุญธรรมของท่านวิหคเทพ เขาหวังว่าสักวันตนเองจะได้สายเืสีชาด เพื่อให้เผ่าฝูถูและตำแหน่งอันสูงส่งนี้ไม่ตกเป็ของใคร
“จับปีศาจตนนั้นมา!”
“อย่านะ!! อย่ายุ่งกับเขา” หากความจริงเปิดเผยนั้นย่อมไร้หนทางแก้ จิ่วเหรินอาจต้องโดนลงทัณฑ์อาญา์ แต่นั่นไม่สำคัญหากซือเหยียนต้องถูก์ทำลาย
“เพื่อปกป้องเขา ผนึกเทพของนางจึงถูกทำลายลง”
วิหคสีชาดปรากฏตรงหน้าของซือเหยียน เ้าของอาภรณ์สีชาด และปราณวิหคเทพ ร่างจริงของนางเผยต่อทุกสายตาในโถงนี้ จิ่วเหรินกางแขนปกป้องซือเหยียนโดยไม่สนความเป็ตาย มิช้านางก็คงต้องตายหากหาเคล็ดวิชาไม่พบ
“ปีศาจอยากได้ตัวของเ้าจนต้องทำา การที่เ้ากางแขนปกป้องนั้นมันถูกต้องอย่างนั้นรึ?”
“ไม่เกี่ยวกับซือเหยียน ล้วนแต่เป็ความผิดของข้า”
“เ้าพูดอะไรจิ่วเหริน!” ซือเหยียนที่เงียบมาตลอด ปริปากพูดครั้งแรกด้วยความไม่เข้าใจ หากนางบอกเขาว่าตนเองไม่ใช่วิหคสีชาด เขาเองก็พร้อมจะเชื่อทุกสิ่ง
“เป็ข้าเองที่ทำให้ซือเหยียนต้องเป็ปีศาจ ทั้งที่จริงข้าก็แค่อยากให้เขากลับมาอยู่ข้างกายข้า”
จิ่วเหรินกลั้นสะอื้นไม่ไหว นางร้องไห้โฮออกมาอีกหน ความผิดที่กระทำไปนางยินยอมชดใช้ แต่อย่าไปลงที่ซือเหยียน เขาผู้นั้นไม่ได้ล่วงรู้สิ่งใดเลยสักอย่างเดียว
“สิ่งที่เ้าเอ่ยนั้นหมายความเช่นไร!”
เถียนโจวรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล ร่องรอยแผลเป็ที่แขนของนางบ่งบอกว่า มีการสละโลหิตเพื่อบางอย่าง เท่ากับจิ่วเหรินผูกพันธะไปแล้ว สิ่งที่ย้อนกลับคืนมาไม่ได้คือเวลา และสิ่งที่แก้ไขแปรเปลี่ยนไม่ได้ก็คือชะตากรรม หากประมุขแดน์ล่วงรู้ว่านางมีพันธะแล้ว เผ่าฝูถูได้เหลือแต่ชื่อแน่นอน
เคร้ง!
โซ่ตรวนหลุดออกจากกายของซือเหยียน จิ่วเหรินโผเข้าหาซือเหยียนที่เป็อิสระ เขาโอบเอวนางเอาไว้ข้างกาย หากแม้นพวกมันกล้าเอาจิ่วเหรินไปจากเขา ที่นี่จะย่อยยับไม่เหลือชิ้นดี
“เ้าทำข้าผิดหวังไม่น้อยเลยนะ จิ่วเหริน”
#พันธะโลหิตวิหคสีชาด