บทที่สี่ เรียนรู้
ท่านนาคารชุนนั่งอยู่กลางโถงถ้ำใหญ่บนแท่นศิลาหน้าตัดเรียบ ยามท่านสถิตย์นิ่งไม่ไหวติงบวกกับรูปร่างองอาจผึ่งผายแบบนักรบดูไปคล้ายดังเทพการต่อสู้ในอาภรณ์นักบวช
ท่านอาจารย์นาคารชุนมองหน้าเด็กทั้งสองแล้วกล่าวต่อไป
“ทุกสิ่งล้วนพึ่งพาอาศัยกัน สิ่งใดสิ่งหนึ่งจะเกิดขึ้นโดยไม่ได้อาศัยสิ่งใดนั้นไม่มี กล่าวคือ ทุกสิ่งล้วนมีเหตุปัจจัย”
เด็กทั้งสองมีสติปัญญาเกินเด็กทั่วไปจึงใคร่ครวญตามเห็นว่ายิ่งพิจารณาตามยิ่งมีเหตุผลอันลึกซึ้ง ทั้งสองพาพยักหน้าหงึกหงักรับคำอาจารย์นาคารชุน
ขอนคิดถึงเื่อัศจรรย์ที่เกิดขึ้นในสองวันนี้ ล้วนแล้วแต่มีรอยต่ออันพิศดารของเื่ราว หลงน้อยกลับคิดถึงครอบครัวที่ถูกทำลายสิ้นจนตนเองมาอยู่ในสถานะเยี่ยงวันนี้
“เ้าทั้งสอง อย่าเพิ่งคิดไปถึงเื่ราวอันยาวนานเช่นนั้น แม้เื่ในปัจจุบันก็ตาม ทุกขณะลมหายใจล้วนมีปัจจัยให้ก่อเกิด” ท่านนาคารชุนกล่าวต่อ
“เช่น เมื่อลมหายใจเ้าออกมา ล้วนเนื่องมาจากลมหายใจเ้าที่เข้าไปก่อนหน้านี้ หรือเ้าตัวใหญ่ ขอนเ้าที่กำลังใคร่ครวญจะถามเราอยู่นั้น คำถามของเ้ายังมีที่มาจากความคิด ร่างกายพวกเราที่แท้ล้วนไหลไปตามความคิด”
ขอนที่กำลังตั้งท่าว่าจะถามรู้สึกเห็นจริงตามนั้น
“เ้ายังไม่ต้องถามตอนนี้ เพราะมีอีกหนึ่งเื่ที่จำต้องอธิบายไปด้วยกัน กล่าวคือ ใดใดในโลกนี้ล้วนไม่เที่ยง ไม่มีสิ่งใดตั้งคงอยู่ได้อย่างถาวรและเที่ยงแท้ สิ่งนั้นนั้นต้องแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา”
ท่านนาคารชุนกล่าวเสร็จเงียบไปชั่วขณะ ปล่อยให้สองเด็กน้อยใคร่ครวญตามสักครุ่หนึ่ง หลงน้อยรู้สึกเกาะกุมหลักเหตุผลบางอย่างแต่ยังไม่สามารถกล่าวได้ว่ามันคืออะไร ส่วนขอนรู้สึกตัวว่าท่านนาคารชุนเว้นช่องว่างให้ตนตั้งคำถามจึงน้อมศีรษะถามว่า
“ผู้เยาว์รู้สึกจับต้นชนปลายไม่ถูกอยู่บ้าง ไม่ทราบว่าจะถามกระไรดี เมื่อสักครู่ท่านอาจารย์บอกว่าสิ่งต่างๆล้วนสมมติ แต่ครานี้สิ่งต่างล้วนมีการเกิด ซ้ำยังเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่นนี้ใย เอ่อ ใยมิใช่ว่าขัดแย้งกันบางประการหรือครับ”
ตอนท้ายกล่าวตะกุกตะกักอยู่บ้าง มันรู้สึกอย่างไรถามอย่างนั้น แต่ขณะเดียวกันเมื่อต้องบอกต่ออาจารย์นาคารชุนในความเห็นของมัน ยังให้รู้สึกว่ากำลังลบหลู่ผู้มีาุโกว่า อย่าว่าแต่ผู้นั้นคือ ท่านอาจารย์นาคารชุนผู้กระเดื่องนามในตำนาน ปราชญ์เมธีอันเอกอุ แต่ทว่าั้แ่ต้นท่านอนุญาตให้ตนกล่าวถามได้จึงพลั้งถามออกไป ครั้นรู้สึกขึ้นมาก็ให้เรียกกลับมาไม่ได้เสียแล้ว
ท่านนาคารชุนกลับยิ้มอย่างชอบใจ ท่านกล่าวว่า
“ดีมากเป็คำถามที่ดี หากเปลี่ยนเป็ปัญญาชนอันงมงายคร่ำครึในจารีตแล้วย่อมไม่เอ่ยถาม เปลี่ยนเป็เก็บงำไว้สุดท้ายเป็เื่ราวอันคับใจไปชั่วชีวิต แต่ทว่า่ท้ายเ้าเกิดความรู้สึกกังวลจนเปลี่ยนแปลงคำพูด ที่จริงเ้า้าบอกว่า ใยมิใช่เราพูดจาขัดแย้งกันเองหรือ ประเสริฐ ประเสริฐนัก เด็กประเสริฐ” อาจารย์นาคารชุนยิ้มให้ขอนอย่างมีเมตตา ขอนฟังคำชื่นชมจนหน้าแดงรู้สึกไม่สมควรรับไว้
อาจารย์นาคารชุนแย้มยิ้มกล่าวสืบต่อ “จดจำไว้ว่า ความคิดกระจ่างใสเช่นนี้เป็คุณสมบัติอันน่ายินดี แต่หากจะพูดอะไรภายภาคหน้าจงใคร่ครวญให้ดี คำพูดของเ้าสามารถนำพามาทั้งผลดีและร้าย แต่สำหรับวันนี้เ้าอยากพูดอย่างไรก็จงพูดออกมาเถิด เพราะบุคคลข้างหน้าเ้าคือเรา ผู้ไม่ให้ผลร้ายใดกับเ้าทั้งสิ้น” ท่านกล่าวอธิบาย ขอนหน้าแดงวูบที่ถูกกล่าวชมและตักเตือนในเวลาเดียวกัน
ท่านนาคารชุนหยุดเล็กน้อยแล้วจึงกล่าวต่อ
“เราบอกต่อเ้า สิ่งต่างๆล้วนสมมติ ครั้นเมื่อสมมติขึ้นแล้วก็กลับเป็ความจริงของโลก เปรียบดังกับที่เราสมมติให้เ้าเห็น ัั เ้าจึงสมมติความร้อนเย็นขึ้นเอง ซึ่งความร้อนเย็นซึ่งแต่เดิมไม่มีเมื่อมีแล้วก็เป็เื่จริงของเ้าหรือโลกของเ้าขึ้นมา”
ขอนกล่าวว่า
“ผู้เยาว์เข้าใจได้อย่างลางเลือนแล้ว ถ้าเช่นนี้เป็ว่า หากผู้เยาว์ไม่รับสมมตินั้นมา หรือสมมติสิ่งตรงข้ามได้ ร้อนเย็นย่อมไม่เกิดขึ้น ใช่หรือไม่”
ท่านนาคารชุนยิ้ม หลงน้อยรู้สึกว่าขอนกล่าวได้สมใจและตรงสิ่งที่ตนกำลังอยากถาม ในตอนนั้นหลวงจีนเหี้ยนจั้งกล่าวเสริมว่า
“ถูกแล้ว ถูกแล้ว เ้านี่กล่าวว่าเข้าใจอย่างลางเลือน แต่ที่กล่าวเป็เื่ราวอันถูกต้อง เรายังอยากเสริมว่า แม้แต่บังคับไม่ให้เห็นตามพลังสมมติของท่านอาจารย์ก็ยังเป็ไปได้หากเ้าเก่งกล้าพอ”
ท่านนาคารชุนจึงกล่าวต่อว่า
“หากแต่ว่าความเก่งกล้าพอของเ้านั้นจึงเรียกว่า เหตุปัจจัย และเหตุปัจจัยซึ่งทำให้เกิดความเก่งกล้านั้นย่อมต้องมีขึ้นมาก่อนเช่นกัน กล่าวคือ สิ่งต่างๆล้วนมีเหตุปัจจัยแห่งมัน ครานี้ลองดูความไม่เที่ยงแท้บ้าง สิ่งนี้เกิดขึ้นตลอดเวลากับทุกสิ่ง เช่นหลงน้อยเ้านั่งอยู่ที่นั้น่ไม่ไหวติงมาสักครู่หนึ่งแล้ว เ้าว่าหากให้หลงน้อยนั่งตลอดไปได้หรือไม่”
ประโยคท้ายหันมากล่าวกับขอน เช่นนี้จึงเป็ว่าหลงน้อยยังไม่ได้รับอนุญาตให้พูดอย่างเดิม ขอนกล่าวว่า
“นั่นย่อมเป็ไม่ได้ อย่างไรเสีย หลงน้อยต้องกิน ต้องขับถ่าย” กล่าวถึงตอนท้ายขอนรู้สึกว่าคำตอบของตนนั้นทั้งเหลวไหลทั้งน่าขบขันเกิดหน้าแดงวูบหนึ่งขึ้นมา
อาจารย์นาคารชุนกลับกล่าวยืนยัน
“ถูกแล้ว ถูกแล้ว หากให้คนคนหนึ่งนั่งไม่ไหวติงไปตลอดอย่างไรคงเป็ไปไม่ได้ ต่อให้เราเองหากนั่งบำเพ็ญสมาธิจำศีล อย่างมากภายในห้าปี เรายังต้องออกจากฌาณเพื่อกระทำกิจธุระ ยืดเส้นสาย ดื่มกินขับถ่าย อย่างที่ขอนเ้าพูด”
ขอนเมื่อสักครู่รู้สึกขัดเขินที่พูดถึงกิจกรรมขับถ่ายต่อหน้านักบวชผู้ใหญ่ แต่เมื่อท่านนาคารชุนเองกล่าวทวนเช่นกันจึงรู้สึกดีขึ้นว่าท่านอาจารย์เองยังกล่าวเื่ราวอันเป็ปกติธรรมดาของปถุชนจึงไม่รู้สึกอับอายอีก เด็กทั้งสองยังรู้สึกแตกตื่นในใจเมื่อท่านนาคารชุนกล่าวถึงการจำศีลเป็เวลาห้าปีไม่ขยับเขยื้อน แต่นี่คงมิใช่เื่อันเกินจริงเนื่องจากได้เห็นสิ่งอัศจรรย์ยิ่งมักมาแล้วในวันนี้
ท่านนาคารชุนกล่าวต่อ
“แต่ทว่ายังไม่ต้องไปไกลถึงเพียงนั้น เพียงแค่หลงน้อยนั่งไม่ไหวติงนี้ ได้กระพริบตาไปทั้งสิ้นห้าสิบสี่ครั้งห้าสิบสี่ครา เช่นนี้ก็นับว่าเป็ความเปลี่ยนแปลงแล้ว”
ขอนหันไปมองหลงน้อย เห็นจริงคล้อยตามตนแม้นั่งอยู่ที่นี้เห็นหลงน้อยนั่งอยู่นิ่งไม่ไหวติง แต่เมื่อพิจารณาดูแล้วที่ผ่านมาย่อมต้องกะพริบตาเป็ระยะ ส่วนหลงน้อยเพิ่งรู้สึกตนว่ากะพริบตารู้สึกแปลกประหลาดในใจ เป็อีกคราที่รู้สึกราวกับเกาะกุมบางอย่างได้อย่างลางเลือน
“หากให้เห็นลึกไปกว่านั้น แม้หลงน้อยนั่งนิ่งมิไหวติง ยังมิต้องกล่าวถึงลมหายใจเข้าออกที่ทุกผู้คนมี หากกำหนดจุดพิจารณาที่ด้านหลังแข้งขาทั้งสองข้าง คนภายนอกล้วนไม่เห็นการเปลี่ยนแปลง แต่ภายในเ้ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรหรือไม่”
หลงน้อยนิ่งเงียบครู่หนึ่ง กำหนดพิจารณาตาม ทราบว่าท่านถามเพื่อให้ตนเองตอบจึงกล่าวว่า
“ท่านอาจารย์ ผู้เยาว์รู้สึกถึงกล้ามเนื้อที่เคลื่อนไหว ภายในล้วนมีเส้นสายของร่างกายที่ขยับไหลเวียนไป”
ท่านนาคารชุนยิ้มอย่างพอใจ จากนั้นท่านเปลี่ยนเป็กล่าวเสียงหนักสาดประกายตามองเด็กทั้งสอง หลงน้อยและขอนเกิดความรู้สึกราวกับั์ตาของท่านส่องแสงแวววาวออกมา
“ถูกแล้ว ถูกแล้ว แต่หากให้กล่าวหนักไปกว่านั้น สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเ้าตรัสว่า แม้ปรมาณูอันเล็กยิ่ง อันเป็ส่วนเล็กย่อยของสรรพสิ่ง ล้วนหนีไม่พ้น ความไม่เที่ยงนี้ มีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังนั้นก้อนหินแต่ละก้อนที่อยู่ตรงหน้าเ้า ตลอดจนแท่นศิลาที่เรานั่งอยูนี้ ล้วนเปลี่ยนแปลงและเคลื่อนไหวตลอดเวลา เพียงแต่เ้าไม่มีกำลังความสามารถจับััความเปลี่ยนแปลงนี้ได้เท่านั้น” กล่าวจบท่านหยุดเล็กน้อยเหมือนดังเว้นจังหวะให้เด็กน้อยทั้งสองได้ขบคิด ท่านจงใจแสดงธรรมพร้อมกับพลังจิตซ้อนในคำพูดเมื่อครู่เพื่อประทับตรึงในใจของเด็กทั้งคู่
ขอนและหลงน้อยรับรู้ถึงความหมายและความสำคัญที่ท่านกล่าวผ่านนิมิตรประกายตาของทอาจารย์นาคารชุนจนสมองวิ่งวนใคร่ครวญจนลึกซึ้ง สุดท้ายขอนจึงกล่าวอย่างสงสัยใจ
“นี่ออกจะเกินความเข้าใจผู้เยาว์ไปสักนิด หากกล่าวว่าก้อนหินนี้เคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลามันจะเป็ไปได้อย่างไร”หยุดครู่หนึ่งแล้วกล่าวตะกุกตะกักว่า “แต่เมื่อสักครู่ที่ท่านอาจารย์กระทำให้เห็นเหนือธรรมดา ผู้เยาว์ซาบซึ้งอยู่แก่ใจว่าเื่ประหลาดขนาดนั้นยังเป็ไปได้ เื่นี้ย่อมเป็ไปได้เช่นกัน เพียงแต่ว่าทำอย่างไรก็ไม่อาจเข้าใจได้”
“ขอนเอ๋ย หากเรากล่าวว่าใบเสมาในโบสถ์ของเ้าอันเป็หินอ่อนสีขาวแต่เดิม ที่เ้าขัดถูเมื่อสิบปีก่อนเป็อย่างไร ที่ฐานล้วนสมบูรณ์ ต่อมาในเวลาให้หลังไม่นานนี้ได้บิ่นแตกออกเท่าปลายก้อยที่มุมหนึ่ง ถามว่าเ้าได้กระแทกกระทั้นหรือไม่ ก็เปล่า แต่มาถึงวันหนึ่งกลับกร่อนลงต่อหน้าต่อตาเ้า อย่างนี้ไม่เรียกว่าก้อนหินนั้นได้เกิดการเคลื่อนไหวไม่ใช่หรือ”
ขอนนึกดูเป็เื่ราวนี้จริง เพิ่งไม่นานมานี้ขณะกำลังทำความสะอาดโบสถ์อยู่ ใบเสมาสลักจากศิลาอ่อนศิลปจากอินเดียที่เป็รูปเคารพเดียวในโบสถ์ได้กร่อนร่วงลงต่อหน้าต่อตาที่ตำแหล่งฐานด้านซ้าย รู้สึกประหลาดใจอีกคราที่ท่านอาจารย์กล่าวราวกับยืนเห็นเหตุการณ์อยู่ด้วยกันก็ไม่ปาน
หลงน้อยนึกในใจ พิจารณาดูไม่แน่ว่าก่อนหน้าหากมีใครประมาทเลินเล่อทำสิ่งของกระแทกใส่มาก่อนย่อมอาจเป็ได้เช่นกัน
อาจารย์นาคารชุนยิ้มอย่างรู้ทันความคิดของเด็กน้อย ท่านกล่าวต่อ
“เ้าเคยต้มน้ำในภาชนะ ครั้นเมื่อน้ำนั้นร้อน เกิดสภาพแปรเปลี่ยนกลายเป็ไอ น้ำที่เหลืออยู่ในภาชนะนั้นไม่เท่าเดิมอีกต่อไป นั่นเพราะน้ำจากไป เปลี่ยนไป นั่นก็เพราะน้ำเคลื่อนไหวเปลี่ยนแปลง ในการนี้เ้าย่อมทราบว่าไฟก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงไปสู่น้ำ แต่อันที่จริงความร้อนอันมาจากไฟนั้นจึงทำให้เกิดขึ้นต่างหาก เ้าอาจรู้สึกว่าเพราะมันร้อนมากจึงเปลี่ยนแปลงไป แต่หากพิจารณาอีกทีแม้เ้าทิ้งน้ำไว้ในภาชนะ อยู่ในที่ร่มในที่ที่เ้าไม่รู้สึกร้อนแต่อย่างใด เนิ่นนานวันน้ำนั้นกลับลดน้อยลงไปดุจเดียวกัน นั่นเป็เพราะเหตุใด”
ขอนนิ่งเงียบงันจับต้นชนปลายไม่ถูก ขณะนั้นหลงน้อยรู้สึกว่าท่านอาจารย์้าให้ตนเป็ผู้ตอบจึงกล่าว
“นั่นเป็เพราะในที่ที่ไม่มีความร้อน หาใช่ไร้ความร้อนไม่ ในที่ที่เย็นหาใช่ไม่มีความร้อน แต่เป็เพราะร้อนหรือไม่ร้อนนั้นล้วนถูกกำหนดที่เรา เราว่าร้อนจึงร้อน แต่น้ำนั้นมิได้ใส่ใจว่าอันใดคือร้อนของเรา น้ำนั้นเพียงรับรู้ว่าความร้อนมีอยู่ จึงมีผลลัพธ์ดุจเดียวกัน หากแต่เมื่อความร้อนอันน้อยนั้น ผลของมันคือน้ำนั้นย่อมแปรเปลี่ยนไปแต่น้อยเช่นกัน จึงเห็นผลให้หลังไปหลายวัน”
ท่านนาคารชุนยิ้มอย่างพอใจ
“ถ้าเช่นนั้น สมมติผ่านไปหนึ่งเดือน น้ำนั้นหายไปหนึ่งส่วนในสิบส่วน เ้าเข้าใจว่าน้ำหนึ่งส่วนนั้นหายไปเมื่อเวลาใด” ท้ายประโยคท่านหันไปหาขอน ขณะหลงน้อยนั้นอึดอัดแทบตายที่ไม่ได้ตอบคำถามนี้สืบต่อ
ขอนก้มหน้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ตอบอย่างงุนงงว่า
“น้ำหนึ่งส่วนนั้นไม่อาจนับว่าหายไปในเวลาใด เราพบน้ำหนึ่งส่วนหายไปเมื่อเวลาครบหนึ่งเดือน แต่น้ำนั้นอันที่จริงแปรเปลี่ยนไปตลอดเวลา ที่แท้ ตลอดเวลาน้ำกลับแปรเปลี่ยนเป็ไอ เพียงแต่เกิดทีละเล็กน้อยยากสังเกต เมื่อเวลาผ่านไปเราจึงสังเกตพบเห็น” ยิ่งกล่าวกลับยิ่งส่งเสียงดังขึ้นอย่างตื่นเต้นใจ ขอนตอนท้ายน้ำเสียงคึกคักเป็อย่างมาก หลงน้อยผงกศีรษะอย่างเห็นด้วยนึกไม่ถึงสิ่งที่ตนพิจารณาหลักเหตุผลตรงกันกับขอนทุกประการ ทั้งสองต่างหันหน้าไปหาท่านนาคารชุนเชิงขอการสนับสนุนความคิดนั้น
ท่านนาคารชุนผงกศีรษะรับ รอยยิ้มอันพึงอกพึงใจกว้างขวางปรากฎบนใบหน้าท่าน
“ถูกแล้ว นี่เป็ข้อพิสูจน์ว่าสรรพสิ่งล้วนเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาไม่มีหยุดพักผ่อน เพียงแต่ระดับการเปลี่ยนแปลงนั้นเ้าจับต้องได้หรือไม่ หากแม้นเ้าจับต้องไม่ได้ไม่ใช่เพราะมันไม่มีอยู่ นี่ต้องโทษเ้าเองที่ไม่มีคุณสมบัติเพียงพอ”
หลงน้อยรู้สึกชาวูบไปทั้งตัว สามารถจับหลักเหตุผลสำคัญบางประการและรู้สึกเห็นชัดเจนขึ้นเป็ลำดับ
ท่านนาคารชุนกล่าวสืบต่อไป
“ดังนั้นทุกสิ่งทุกอย่างล้วนสมมติขึ้นมา แต่การก่อเกิดสิ่งนั้นนั้นขึ้นมานั้น ล้วนต้องอาศัยเหตุปัจจัย แต่เหตุปัจจัยนั้นรวมทั้งสิ่งสมมตินั้นล้วนแล้วแต่ตั้งบนความไม่เที่ยงแปรเปลี่ยนตลอดเวลา ความนี้เ้าทั้งสองเข้าใจโดยตลอดหรือไม่”
ขอนนิ่งเงียบงันรู้สึกเข้าใจเื่ราวเป็ส่วนๆแต่ไม่ทราบเชื่อมโยงอย่างไรดี ในขณะที่หลงที่ทราบว่าถึงเวลาตอบคำถามนี้
“นี่เรียกว่ายากเข้าใจก็ใช่ ไม่ยากเข้าใจก็ใช่ ขอผู้เยาว์ทดลองตอบปัญหา สิ่งต่างต่างล้วนถูกสมมติขึ้น แต่การสมมติขึ้นมานั้นล้วนแล้วแต่มีเหตุปัจจัยอันทำให้เกิด ในขณะที่เหตุปัจจัยนั้นนั้นเองล้วนถูกสมมติมาอีกทอดหนึ่งจากเหตุปัจจัยก่อนหน้านั้นอีกทีหนึ่งเช่นกัน เป็ไปอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา และในความต่อเนื่องนั้นทั้งถูกเหนี่ยวนำให้เป็ไปและต้องเป็ไปในขณะเดียวกัน กล่าวคือสิ่งใดก่อให้เกิดอีกสิ่งหนึ่งก็ล้วนแต่เป็เพราะหลักเหตุผลแห่งความไม่เที่ยงแท้นั้นเอง”
ท่านนาคารชุนกล่าวต่อว่า
“หากเรากล่าวว่าสิ่งต่างๆไม่เที่ยงแท้ สิ่งต่างๆที่ไม่เที่ยงแท้นั้นเป็ทั้งเหตุและเป็ทั้งผลในเวลาเดียวกัน เ้าเห็นความนี้เป็อย่างไร”
หลงน้อยตอบว่า
“นี่ล้วนสมเหตุสมผลยิ่งนัก ยกตัวอย่างเมื่อน้ำนั้นจากเหลวไปสู่ไอเป็ผลแห่งความร้อน ผลของมันย่อมยืนยันถึงสิ่งต่างๆอันไม่เที่ยงแท้อยู่ในตัว และเหตุที่น้ำนั้นกลายเป็ไอแม้มาจากความร้อนแต่ก็เป็การยืนยันว่าความร้อนมีผลกระทำต่อน้ำอันเป็ความเคลื่อนไหว เหตุใดความร้อนนั้นต้องเคลื่อนไหวเข้ากระทำต่อน้ำย่อมเพราะไม่สามารถอยู่ได้อย่างเที่ยงแท้ในตัวเองเฉกเช่นกัน ดังนั้นเมื่อกล่าวถึงสิ่งต่างๆอันไม่เที่ยงแท้ย่อมเป็ได้ทั้งเหตุเพราะไม่เที่ยง และผลอันไม่เที่ยงแท้เช่นกัน หากเข้าใจก็เข้าใจ หากไม่เข้าใจก็ไม่เข้าใจ ช่างยากกล่าวนัก”
ท่านนาคารชุนยิ้มอย่างเมตตา พลางทอดถอนใจ
“เ้ากล่าวได้ถูกแล้ว ความไม่เที่ยงแท้นั้นทั้งเป็ตัวแสดงผลและเป็ตัวต้นเหตุในตัว สิ่งสมมติต่างๆนั้นล้วนเป็ทั้งผลจากความไม่เที่ยงแท้และจะก่อเกิดเป็ผลลัพธ์อันไม่เที่ยงแท้อีกประการ สุดท้ายยังชักนำให้ก่อเกิดสิ่งอื่นขึ้นมาในภายหลังแปรสภาพเป็เหตุปัจจัยไป ทำให้เกิดความไม่เที่ยงแท้อันใหม่ขึ้น ขึ้นอยู่กับข้อกำหนดในสิ่งสมมตินั้นเป็อย่างไร เช่นเมื่อเ้าโยนก้อนหินขึ้นไปบนฟ้าก็มีข้อกำหนดว่ามันต้องตกลงมาบนพื้นดินซึ่งเป็กฏในโลกอันสมมติแห่งนี้ หากแม้นมีอีกโลกหนึ่งที่ไม่ได้กำหนดให้ก้อนหินตกลงบนพื้น นี่ย่อมไม่เกิดความแตกต่างเพียงแค่เื่โยนหิน แต่สรรพสิ่งต่างๆย่อมแตกต่างออกไปอย่างมากมาย”
ท่านนาคารชุนที่แหงนเงยหน้าอยู่เล็กน้อยเหลือบตาลงมองมายังเด็กทั้งสอง
“หากแต่เพียงว่าสิ่งสมมตินั้นแม้ว่ามันสมมติแต่เป็จริงในโลกอันสมมติของเ้า เมื่อเ้าใช้ความสมมติพินิจสิ่งสมมติอันเกิดจากโลกอันสมมติ ฉะนั้นมุมมองของเ้าจึงยึดถือทั้งหมดทั้งปวงที่สมมติเป็จริงเป็จังอยู่”
ท่านกล่าวแล้วทอดถอนใจเล็กน้อย หากแต่หลงน้อยไม่รู้สึกว่าท่านอิดหนาระอาใจแต่อย่างใด การทอดถอนใจนั้นเป็เพียงการแสดงออกถึงสิ่งที่ควรเป็แต่ยังไม่เป็ไปตามควรนั้น หลงน้อยเองรู้สึกแปลกประหลาดใจว่าตนเองรับรู้เหล่านี้ได้อย่างไร
“หลงน้อย เ้ากล่าวได้ดีนัก แต่น่าเสียดายคำกล่าวนี้มาจากความเข้าใจอันมีพื้นฐานมาจากทางโลก ใช่ว่าไม่ดี หรือใช่ว่าดี เมื่อรู้อย่างทางโลกแล้วนั้นดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับตัวเ้าเองเท่านั้น แตกต่างเมื่อรู้ในทางธรรมย่อมก่อกำเนิดแต่ผลที่ดีแต่ถ่ายเดียว เมื่อเ้าอยู่ในสมมติโดยยึดถือเป็จริงจังแล้ว แม้นเ้าเห็นหลักเหตุแลผลลัพธ์ยังไม่สามารถนำเ้าออกจากสมมติได้ เนื่องจากการเห็นนั้นมีต้นกำเนิดจากสมมติของโลกนี้ มีแต่รู้ในธรรมเท่านั้นจึงจักหลุดพ้นจากสมมตินี้”
ขอนเอ่ยถามบ้าง
“ขอถามท่านอาจารย์ว่า รู้ในธรรม เป็อย่างไร”
ท่านนาคารชุนสาดประกายสายตาเจิดจ้าอีกครา ท่านกำหนดจิตจารึกคำลงในใจเด็กทั้งคู่จนสองเด็กน้อยได้รับผลกระทบอยู่ในห้วงแห่งความคิดในถ้อยคำ
“รู้ในธรรม คือ รู้ด้วยจิตโดยไม่เกี่ยวข้องกับหลักเหตุผลใด หนทางแห่งการรู้ด้วยจิตนั้น กล่าวไปเ้าทั้งสองยังไม่เข้าใจ เมื่อถึงเวลาอันเหมาะสมเ้าย่อมพบพานวิธีนั้นเอง จักเป็การรู้เพิ่มเติมจากผู้ทรงความรู้ หรือรู้ด้วยตนเองโดยสืบสาวจากวันนี้ก็ต้องเป็อย่างใดอย่างหนึ่ง พระพุทธองค์ตรัสว่า ทุกชีวิตล้วนเกิดมาเพื่อพัฒนาไปสู่ความหลุดพ้นดุจเดียวกัน ต่างกันแต่ระยะทางแลเวลา จักต้องเวียนว่ายตายเกิดนับไม่ถ้วนหรือสิ้นสุดในชาตินี้ล้วนเป็เ้ากำหนดเอง สิ่งที่เ้าไม่เข้าใจกล่าวเท่าใดก็ยังไม่เข้าใจ เวลาเราเหลือไม่มากเท่าใดฉะนั้นเราจึงไม่เสียเวลาก่อบันไดขั้นสุดท้าย ที่เ้าไม่ทราบจะปีนอย่างไร สู้เราก่อบันไดขั้นแรกให้เ้ายังสมควรกว่า”
อาจารย์นาคารชุนทอด่เวลาให้ใคร่ครวญครู่หนึ่ง ขอนยังนิ่งงันกับถ้อยธรรมที่ท่านจารึก จึงไม่ถามต่อ ท่านนาคารชุนจึงกระตุ้นเตือนว่า
“แต่นี่ไม่ได้ห้ามให้เ้าถาม เรายังยืนยันอยู่อย่างเดิมว่าหากเ้า้าถามก็ถาม แม้เมื่อคำอธิบายเื่บันไดขั้นแรกสักครู่ ก็ล้วนแต่เป็การตอบคำถามของเ้าเท่านั้น”
ท่านหยุดเล็กน้อย ขอนรวบรวมความกล้าถามอีกครั้ง
“แต่เื่ราวเมื่อครู่ ไม่นับเป็บันไดขั้นสุดท้ายหรืออย่างไร ทั้งเป็เื่ที่เข้าใจได้อย่างยากเย็น กว่าผู้เยาว์จะเข้าใจขบคิดจนสมองแทบแตก ท่านอาจารย์หากเมื่อครู่ไม่นับเป็บันไดขั้นแรก ขั้นต่อไปหรือแม้แต่ขั้นแรกคงยากเหลือจะกล่าวแล้ว”
ท่านนาคารชุนยิ้มอย่างเปี่ยมเมตตา
“เ้าเข้าใจผิดแล้ว จะเปรียบไปที่สุดของปลายทางที่หมายนั้น คือหลุดพ้นจากการเวียนว่ายตายเกิด สามสิ่งที่เราอธิบายเ้าเมื่อครู่เปรียบไปมิใช่บันไดขั้นใดทั้งสิ้น หากแต่เป็ราวบันไดให้เ้าจับยึดเป็หลักในแต่ละก้าว หากก้าวไปโดยขาดราวบันไดนี้ มีแต่จะร่วงหล่นลงในสักวันเมื่อผิดพลาดไป จงจำไว้ให้แม่นมั่นเมื่อจะเรียนรู้สิ่งใดก็แล้วแต่หากพ้นไปจากหลักทั้งสามจงรู้ตัวว่าเ้ากำลังก้าวอย่างขาดที่จับยึดจักร่วงลงสักวัน พระพุทธองค์เองท่านทรงนำเคล็ดลับอันนี้มาเปิดเผยด้วยพระเมตตาอันใหญ่หลวง จะเปรียบไป พระพุทธองค์เดินทางหลายภพหลายชาติอย่างยากลำบากด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้าที่จะหลุดพ้น เมื่อหลุดพ้นแล้วจึงรู้ในสามสิ่งที่เ้าเพิ่งได้ฟังไป จะกล่าวไปเ้ากำลังเรียนลัด หากปล่อยให้คลำทางเองอาจต้องเดินทางอีกยาวไกลไม่แน่ว่าภพชาติอันนับไม่ถ้วนของพระพุทธองค์ หากให้เ้าเดินไปเองดุจเดียวกันยังต้องใช้ทวีทบสามสี่เท่าหรือร้อยพันย่อมเป็ไปได้ แต่เมื่อเ้าได้รู้ในสิ่งที่ท่านเรียนมาอย่างยากลำบากแล้วย่อมกล่าวได้ว่าหนทางของเ้าอาจสั้นลงน้อยกว่าทางเดินทั้งหมดของพระพุทธองค์เหลือเพียงหนึ่งส่วนพันหรือหนึ่งส่วนหมื่น หรือหนึ่งในล้านส่วนก็ย่อมเป็ได้”
ขอนแม้ยังไม่ทราบเป็เื่ราวใดในการหลุดพ้น แต่จากคำกล่าวของท่านนาคารชุน เกิดความรู้สึกซาบซึ้งในพระเมตตาของพระพุทธองค์ที่เผื่อแผ่กว้างใหญ่ไพศาล ได้ยินเสียงท่านนาคารชุนกล่าวต่อ
“จากความรู้อันเป็หลักยึดนี้ เ้าจะมีคำตอบเป็อย่างไรต่อคำถามของเ้าเองเมื่อกล่าวว่า เราจักเป็ะไม่ตายได้หรือไม่ ยิ่งหากเราก่อเกิดเืเนื้อใหม่ขึ้นมาเรื่อยไป ใยมิใช่เป็ยืดชีวิตยืดยาวจนเป็อนันต์ไป”
ขอนตอบอย่างช้าช้า ค่อยคิดค่อยตอบทุกถ้อยคำแม้ไม่มั่นใจนัก
“นั่นเป็เื่ที่เป็ไปไม่ได้ แต่หากให้อยู่นาน นานเท่าใดนั้นสุดแล้วแต่จะมีเหตุปัจจัยอันใด แต่สุดท้ายด้วยเหตุที่สรรพสิ่งล้วนไม่เที่ยง ท่านอาจารย์ย่อมต้องสิ้นลมหายใจ ณ เวลาใดเวลาหนึ่ง ส่วนการก่อเกิดเืเนื้อนั้น ล้วนมีเหตุปัจจัยให้ก่อเกิด หากแม้ก่อเกิดจนหมดสิ้นปัจจัยนั้นสุดท้ายย่อมถึงภาวะเสื่อมถอย เป็การเปลี่ยนแปลง ไม่ว่าด้านใดล้วนอาศัยเหตุแห่งความไม่เที่ยง และผลของความไม่เที่ยงทั้งสิ้น”
กล่าวจบแม้แต่ขอนเองยังรู้สึกประหลาดใจตัวเองที่กล่าวได้อย่างรัดกุม
ท่านนาคารชุนยิ้มอย่างพอใจ
“นับว่าดีมากสำหรับความเข้าใจอันแยกส่วนของเ้า นี่มิใช่ว่าการผูกโยงเข้าหากันไม่ได้ทั้งหมดนั้นเป็เื่ไม่ดี หรือ ความสามารถในการผูกโยงของหลงน้อยก็ไม่แน่ว่าจะเป็เื่ดี สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเ้าทั้งสองได้รู้แล้วว่ามีเื่บางอย่างที่เป็ความรู้อันเอกอุอยู่ จะเป็ใรระยะใกล้หรือไกล ชัดเจนหรือไม่ชัดเจน ล้วนไม่สำคัญ”
ท่านหันหน้ามาทางหลง แล้วกล่าวว่า
“ส่วนเ้า เ้าเมีความเห็นต่อเื่ราวทั้งหมดนี้เป็อย่างไร”
คำถามของท่านนาคารชุนนั้นทั้งกว้างทั้งคลุมเครือ ไม่ทราบว่าหมายถึงเื่ราวในส่วนใด ในส่วนของสามสิ่งสำคัญหรือ ส่วนของความเข้าใจของขอน หรือส่วนที่เป็เื่ะ หลงน้อยที่ตัวชาเมื่อสักครู่รู้สึกตัวตนยื่นขยายสักพักหนึ่งแล้ว ััได้ของการมีอยู่ของก้อนหินที่เรียงรายรอบกาย ผ่านทั้งขอนทั้งท่านเหี้ยนจั้ง รับรู้ความเคลื่อนไหวอันมีระเบียบของท่านนาคารชุน ซึ่งตนรู้สึกว่าช่างเป็ความงามทางอารมณ์อันบอกกล่าวไม่ถูก
ความรู้สึกนั้นทั้งยื่นขยายจนครอบคลุมถ้ำทั้งหมดและแผ่กว้างออกไปทีละน้อย ทั้งแตกตื่นทั้งแปลกใหม่ กล่าวตอบท่านว่า
“สำหรับผู้เยาว์ สิ่งต่างๆที่สมมตินั้น หากเราสามารถสมมติเป็จริงจังได้ยิ่งกว่า เช่นสมมติให้กำลังต่อยเท่าช้างศาล เช่นนั้นย่อมไม่มีผู้ใดต้านติด แต่น่าเสียดายที่การสมมติให้ได้นั้นต้องนำปัจจัยอื่นๆมาประกอบจึงจะสามารถกระทำได้ ดังนั้นขอเพียงค้นหาพบย่อมต้องทำให้ก่อเกิดได้แน่นอน ส่วนการเปลี่ยนแปลงไม่เที่ยงแท้นั้น ย่อมต้องใช้กับเหตุปัจจัยนั้นอย่างเหมาะสม เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ อย่าว่าแต่ความไม่เที่ยงแท้ ยังเป็หัวใจหากเรารั้งความเปลี่ยนแปลงได้ยาวนานกว่าย่อมได้เปรียบคู่ต่อสู้ หรือหากเราเห็นการเปลี่ยนแปลงของคู่ต่อสู้และเร่งการเปลี่ยนแปลงของเราให้ยิ่งกว่าย่อมเอาชนะได้ หรือแม้แต่เข้าขัดขวางปัจจัยแห่งการเปลี่ยนแปลงนั้นเพียงนี้ก็ได้ประโยชน์สุดประมาณแล้ว”
หลงน้อยตอบอย่างฉะฉาน รู้สึกลิงโลดใจจนบอกไม่ถูก
ท่านนาคารชุนกล่าวอย่างจริงจังว่า
“นี่เป็เื่ที่อยู่ในคาดหมายเรา แม้ว่าเราเองคาดหมายไว้หลายทาง แต่สุดท้ายเ้ายังคงทำสิ่งที่ประหลาดที่สุดที่มีมาั้แ่ในอดีต คือนำความจริงสามประการ ไปผูกโยงกับโลกธรรมอย่างกลมกลืน ผู้อื่นเรียนรู้ธรรมะเพื่อทางธรรม เ้ากลับเรียนรู้ธรรมะเพื่อทางโลก ช่างสมใจนัก นับจากนี้เ้าหาหนทางไปต่อเองเถิด”
หลงน้อยใจหายวาบ ความลิงโลดเมื่อครู่เหือดหายสิ้นกล่าวถามว่า
“หลงน้อยทำให้ท่านอาจารย์เป็ที่ขัดเคืองหรืออย่างไร หากแม้นหลงน้อยคิดผิดในทางใด ขอท่านอาจารย์โปรดชี้แนะ”
หลวงจีนเหี้ยนจั้งกล่าวขี้นมาว่า
“ท่านอาจารย์ใหญ่หาใช่ขัดเคืองเ้าไม่ แม้ธุลีของความไม่พอใจก็ไม่มีแม้แต่น้อย ท่านเป็สาวกผู้สะอาด สว่างและบริสุทธิ์ในทางธรรม เป็ผู้สืบต่อพระพุทธศาสนาอันแท้จริง”
ท่านนาคารชุนโบกมือเป็เชิงห้ามปราม กล่าวว่า
“เหี้ยนจั้ง เราััถึงธุลีในใจเ้า ยังคงอย่าได้ให้มันเกิดขึ้นแล้ว หลงน้อย เราไม่ได้เคืองขัดแต่เ้าเป็ผู้เรียนจากอาจารย์กี่งหนึ่งค้นหาทางของตัวเองอีกกี่งหนึ่ง สมมติเราสอนให้เ้าเดินทางไปเมืองหลวง ต่อให้เราบอกเ้าแทบตายเื่ทางของเรา สุดท้ายเ้าก็ยังเลือกทางใหม่อยู่ดี หากแต่ที่เราฝากไว้ให้เ้าแล้วคือความรู้ในการดูทิศ ส่วนเ้าจะนำไปใช้อย่างไรย่อมขี้นอยู่กับเ้าแล้ว”
ท่านหยุดเล็กน้อยมองหน้าเด็กทั้งสองกล่าวว่า
“เ้ารู้หรือไม่ว่า อาจารย์ใหญ่เ้าที่อยู่ตรงหน้านี้ มีผู้คนยอมรับนับถือ สำนักต่างต่างในปัจจุบันล้วนมากน้อยผ่านทางเรา เราจึงได้ชื่อว่าเป็ผู้สืบทอดศาสนาที่ยิ่งใหญ่ คนจำนวนมากยังรู้ว่านอกจากนั้นแล้วเรายังเชี่ยวชาญการปรุงยาและความรู้เื่โลก มีคนส่วนน้อยที่รู้ว่าเราเป็ผู้เชี่ยวชาญด้านมนตราอาคม น้อยยิ่งกว่านั้นที่รู้ว่าหากกล่าวถึงเื่การยุทธ เราเชี่ยวชาญทั้งยุทธวิธีและการควงดาบต่อยมวย ทอดตาทั่วแผ่นดินในเวลานี้ไม่มีแม้หนึ่งเดียวที่จะยืนต่อหน้าเราได้เกินสามกระบวนท่า แม้ไม่ใช้กระบวนท่าคนค่อนโลกนี้เรายังอาจชนะได้หมด ยอดวิชาทั้งหมดนี้ยอดวิชายุทธที่จริงเป็หนึ่งเดียวที่หากสอนหลงน้อย สำหรับเ้า ณ ตอนนี้ คงมีความสำเร็จได้ในเวลาไม่ช้านาน แต่เ้าเข้าใจว่าอย่างไร ที่เราเลือกให้สุดยอดวิชายุทธซึ่งสอนง่าย ให้สาบสูญนับแต่นี้โดยไม่พักต้องถ่ายทอดให้แก่เ้า”
หลงน้อยครุ่นคิดกล่าวว่า
“นี่ล้วนต้องดูที่เหตุปัจจัย ท่านอาจารย์เห็นว่าสุดยอดวิชานั้นหากให้แล้วก็ไม่เหมาะสมกับผู้เยาว์ ด้วยเหตุปัจจัยที่รวมถึงนิสัยใจคอ ไม่แน่ว่าเป็ผลร้ายแทน หรืออีกประการหนึ่ง ท่านอาจารย์ไม่เห็นว่าวิชายุทธนั้นสำคัญกว่าวิชาธรรมที่ท่านมอบให้แล้ว อย่าว่าแต่ผู้เยาว์โง่ทึบท่านอาจารย์พยายามยกจิตใจให้สูงขึ้น ผู้เยาว์กลับหวนคิดถึงแต่เื่การต่อสู้อย่างงมงาย ไม่ได้สมกับที่ท่านสละเวลาอันมีค่า่สุดท้ายให้กับเด็กโง่เขลา” กล่าวจบหน้าแดงก่ำด้วยความละอาย ท่านนาคารชุนยิ้มให้ด้วยเมตตาอันไม่เสื่อมคลาย
“ยังคงอย่าได้กล่าวโทษตัวเองถึงเพียงนั้น ไม่แน่ว่าเข้าใจตอนนี้เลยแล้วจะดี หรือเข้าใจในตอนหลังจากนี้จะดี ทุกเื่ราวล้วนมีเหตุผลของมันเอง เช่นกันกับขอนเ้าไม่เข้าใจตอนนี้ใช่ว่าจะไม่ดี เข้าใจในภายหลังก็ใช่ว่าจะดี ไม่มีอะไรที่แน่นอน เพียงมีเหตุและปัจจัยเท่านั้น ขอเพียงพวกเ้าเพียรเท่านั้น เรามีเื่หนึ่งจะเล่าให้ฟัง”
ท่านแหงนหน้ามองอีกครั้ง พลางกล่าว
“หลงน้อยเ้าเข้าใจว่าเราไม่ทราบเื่เ้าจนแน่ชัด นั่นย่อมถูก การรับรู้ความเป็ไปในโลกนี้เป็ได้อย่างจำกัด ความจำกัดของเราแม้เป็ที่เอกอุของผู้อื่นแล้ว แต่สุดท้ายย่อมมี ยกตัวอย่างตอนนี้เราได้ยินเ้าพูดบางอย่างกับมารดาของเ้า แต่เราไม่อาจรับรู้ได้เป็คำ เราได้รับรู้ความรู้สึกอันเต็มไปด้วยความอบอุ่นจากเหตุการณ์ เราได้ยินบิดาเ้ากล่าวอย่างไรกับคนคนหนึ่ง แต่เราไม่รับรู้เื่ราว เพียงทราบว่าต่างฝ่ายต่างปลาบปลื้มใจ เื่นี้เป็ตอนที่เ้ายังอยู่ในท้องมารดาของเ้า พ่อเ้ารู้สึกขอบคุณ ส่วนผู้ชายคนนั้นรู้สึกตื้นตันราวกับเป็การทำเื่ยิ่งใหญ่ประการหนึ่งให้กับพ่อเ้า”
“ขอนเอย พ่อเ้ารักเ้ามากอย่างที่เ้าเข้าใจนั้นถูกต้องแล้ว สิ่งที่พ่อเ้าไปกระทำนั้นเป็เื่ดีแน่นอน ประกายแห่งคุณธรรมและความดีงามยังฝังลึกอยู่ในแก่นของจิตใจเ้า เป็ที่มาของจิตใจอันบริสุทธิ์ของเ้าเอง”
ท่านกล่าวจบมองดูถ้ำรอบข้าง
“โลกใบนี้ มีเื่บังเอิญน้อยมากอย่างแท้จริง หลงน้อยวันที่เ้าพบปากถ้ำแห่งนี้เป็เวลาใด”
หลงน้อยน้อมกายตอบ
“สามปีครึ่งเห็นจะได้ครับ”
“เ้าพบเห็นถ้ำนี้ได้อย่างไร”
หลงน้อยเหลือบมองขอนก่อนตอบคำถาม
“วันนั้นผู้เยาว์ ออกจากวัดเนื่องด้วยเป็วันแรกที่ขอนกลั่นแกล้ง อันที่จริงผู้เยาว์้าจัดการกลับให้สาสม แต่อาปานเป็ผู้ห้ามปรามไว้ จากนั้นจึงวิ่งทะลุป่ามาทางด้านหลังเพื่อระบายอารมณ์”
ขอนหน้าแดงวูบนึกระลึกจดจำได้ว่า ตนผลักหลงน้อยล้มคว่ำคะมำหงาย
เหตุการณ์ขณะนั้นหลงยังไม่สำเร็จวิชาการต่อสู้เป็ชิ้นเป็อัน จึงกลิ้งเกลือกลงไป ก่อนจะทะลึ่งพรวดขึ้นมาโต้ตอบกลับ อย่างน้อยต้องทำให้ขอนไม่สบายไปหลายวัน พลัน ปาน สายลมอุดร กระซิบสั่งลมได้ยินแว่วข้างหูว่า ให้อดกลั้นไว้หลงน้อยจึงได้แต่วิ่งตะบึงจากมา
“ผู้เยาว์วิ่งมาจนเหนื่อยอ่อน พิงกายข้างหน้าผา กลับหงายหล่นวูบเข้าไป จึงค้นพบถ้ำนี้”
ท่านนาคารชุนยิ้มให้
“เ้าคงไม่ทราบ วันนั้นเป็ที่ท่านนาคราช เเดินทางไปใต้ทะเล ทุกทุกสามปีห้าปี จะต้องมี่เวลาที่ท่านย้ายที่พำนักไปใต้บาดาล อันที่จริงที่นั่นจึงเป็ที่อยู่อันแท้จริง ที่นี่จึงเป็ที่สำหรับจำศีลภาวนา อย่างไรเสียท่านนาคราช ยังเสวยชาติเป็สัตว์เดรฉานอยู่ ต้องหาเนื้อกิน แต่เป็เนื่อสัตว์เพิ่งตายจากสัตว์อื่น หรือตายตามอายุขัยเท่านั้น เมื่อได้สักระยะหนึ่งจึงกลับมา” ท่านหยุดเล็กน้อยแล้วมองที่หลงกล่าวว่า
“และวันนี้เป็วันที่กลับมา ไม่เช่นนั้นตลอดสามปีมานี้เ้าคงพบพานเข้าสักวัน”
เด็กน้อยทั้งสองหันมามองหน้ากัน ด้วยความพิศวงในเื่บังเอิญเช่นนี้
ท่านนาคารชุนกล่าวต่อว่า
“นี่ไม่ใช่เื่บังเอิญ เ้าทราบหรือไม่ว่าที่แห่งนี้เรียกว่าอะไร”
หลงบังเอิญเคยพบเห็นผนังถ้ำแถบหนึ่งเขียนไว้ ด้วยอักษรไต จึงตอบว่า
“ผู้เยาว์บังเอิญพบเห็นที่ผนังถ้ำห้องนอกสุดว่า ถ้ำแก้วล่องหน ไม่ทราบเป็ผู้ใดสลักไว้”
“ถูกแล้วที่นี่เรียกว่า ถ้ำแก้วล่องหน เ้าอยากรู้หรือไม่ว่าผู้ใดตั้งไว้”
ขอนรู้สึกชาวูบเหมือนสายฟ้าฟาด
“ย่อมเป็บิดา ท่านเป็ผู้ตั้ง”
บิดาของขอนคือ พรานไพรล่องหน เมื่อถ้ำนี้ถูกตั้งชื่อต่อท้ายด้วยนามล่องหน แล้วย่อมไม่แปลกปลอม
“เ้าว่ากระไร” หลงน้อยหันไปถามด้วยน้ำเสียงแปลกใจ
ขอนจึงอธิบาย
“บิดาข้า คือ พรานไพรล่องหน ยามตั้งชื่อสถานที่ซุ่มจับสัตว์ โดยมากมักต่อท้ายด้วยฉายาท่านเสมอ นี่เป็เื่ที่เล่าขานกันไม่มีผู้ใดเคยค้นหาเจอตำแหน่งที่ซุ่มลับต่างๆที่ท่านทำไว้”
หลงน้อยหวนคิดถึงคำสนทนาระหว่างขอนกับหลวงพ่อฟู จดจำได้ว่า บิดาของขอนเรียกว่า พรานไพรล่องหน แต่ตอนนั้นมิได้ผูกโยงกับชื่อที่พบเห็นในถ้ำแต่อย่างใด ตอนนี้รู้สึกประหลาดใจยิ่งนักทึ่เื่ทั้งหลายผูกโยงกันมากมายถึงเพียงนี้ กล่าวกับขอนว่า
“น่าประหลาดนัก วันที่เ้าทำให้ข้าวุ่นวายใจกลับทำให้ข้ามาพบที่แห่งนี้ และหากไม่เพราะที่แห่งนี้เื่ราวอันมากหลายคงไม่เกิดขึ้น ที่แท้เื่ทั้งหมดหากกล่าวว่าบังเอิญยังคงน้อยเกินไป”
ท่านนาคารชุนกล่าวเสริมว่า
“เื่บังเอิญในโลกนี้ล้วนไม่มี ทุกสิ่งล้วนถูกกำหนด คนศาสนาอื่นกล่าวว่า ฟ้ากำหนด แต่คนในพระบวรพระพุทธศาสนา ย่อมเข้าใจเื่กรรมกำหนด โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวเราเป็ผู้กำหนดตัวเอง อดีตของเรากำหนดปัจจุบัน ปัจจุบันกำหนดอนาคต”
ท่านกล่าวต่อว่า
“เ้าทั้งสองออกไปก่อน เรามีเื่จะว่ากล่าวกับ เหี้ยนจั้งสักหลายคำ”
ทั้งสองรับคำแล้วคลานออกไปอย่างว่าง่าย
หลงน้อยกับขอนเมื่อเดินออกมาถึงโถงใหญ่ที่มีระย้าย้อยของเพชรนิลจินดาภายใน ได้หยุดยั้งลงที่ริมห้อง ขอนทรุดตัวนั่งลง ในขณะที่หลงเดินวนไปมาอย่างใช้ความคิด ทั้งสองยังอยู่ในความพิศวงงงงวยต่อเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้น ขอนกล่าวขึ้นก่อนว่า
“ที่แท้โลกนี้ช่างซับซ้อนและโยงใยถึงเพียงนี้ ข้าเป็ผู้ผลักไสเ้าไปหาถ้ำที่บิดาเราเคยพำนัก สุดท้ายยังเป็สถานที่ที่นำเรามาพบกับเหตุการณ์พิศดารเหล่านี้”
หลงขบคิดเื่ราวหนึ่งขึ้นมากล่าวว่า
“ขอน ข้าอยากรู้ว่าในเมื่อบิดาเ้าทอดทิ้งเ้าไปเมื่อครั้งยังเล็กมาก เื่ชื่อเสียงเรียงนามเ่าั้เ้ารู้ได้อย่างไร อย่างเช่น ชื่อบิดาเ้าหรือชื่อสถานที่ ชื่อบิดาเ้าไม่กระไร นี่ผู้คนมากมายเก่าก่อนย่อมรู้จัก แต่เื่ชื่อสถานที่ของบิดาเ้าน่าจะเป็เื่ลับเฉพาะ เ้ารู้ได้อย่างไร”
ขอนตอบว่า
“นี่ไม่ยากเท่าใด ก่อนบิดาจากไปท่านทิ้งม้วนหนังสือ ห้าเล่ม ประกอบด้วยวิชาการติดตามรอย วิชาดูทิศเดินไพร วิชากับดัก วิชายิงหน้าไม้ วิชาคว้าจับ วิชาก่อสร้างทางลับที่ซ่อน สุดท้ายมีแผนที่การเดินป่าพร้อมทั้งชื่อสถานที่ที่ท่านตั้งไว้ครอบคลุมอาณาบริเวณกว้างใหญ่ั้แ่นอกเขตเมืองหลวงมาจนสิ้นสุดเขตแดน ทั้งยังกินอาณาบริเวณอันกว้างขวางไปจนถึงทางใต้ของแผ่นดินฮั่น ในทั้งหมดนี้บอกตามตรงข้าเคยไม่ใส่ใจเท่าใดนัก มีเพียงวิชาติดตามรอย และแผนที่ที่ข้าใส่ใจเพราะอาจเป็ประโยชน์ต่อการเป็นายกองให้กับ กอป่าในอนาคต เอ่อ เป็อนาคตที่ข้าเคยคิดไว้ ถ้าเ้าอยากดูก็ไปดูได้ ข้าเก็บไว้ข้างที่นอนไม่มีใครกล้ายุ่งกับของของข้าอยู่แล้ว”
หลงรู้สึกชื่นชมในจิตใจอันกว้างขวางของขอน จะว่าไปวิชาทั้งหมดล้วนเป็ของมีค่าที่คนมากมายยอมแลกชีวิตเพื่อให้ได้มา แต่กลับยินยอมให้ เพื่อนใหม่อย่างหลงดูโดยไม่หวงแต่อย่างใด หลงนิ่งอยู่ครู่หนึ่งถามต่อว่า
“ถ้าเช่นนั้นเ้าพอจะจำได้หรือไม่ว่า ในที่แถบนี้มีที่ใดที่เป็สถานที่ของบิดาเ้าอีกบ้าง”
ขอนกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า
“เพียงหลับตาข้าก็เห็นแผนที่อยู่ในหัว ยกตัวอย่างเช่น ถ้ำธารล่องหน นี่อยู่ในป่าลึกไปสักหน่อยเป็ที่กบดานยากพบเห็น ขอเพียงมุดลงในถ้ำโพรงข้างหินใหญ่กลางลำธาร รับรองยากที่ใครจะพบพาน แต่เปียกปอนอยู่บ้าง หากในป่าลึกเข้าไป ยังมีห้างค้างคาวล่องหน อันนี้เป็ห้างนั่งร้านอยู่ในตำแหน่งยากพบเห็นมองเพียงผิวเผินดูเหมือนเครือเถาวัลย์หากไม่บอกย่อมดูไม่ออก อยู่หน้าถ้ำค้างคาวไปทางเหนือเล็กน้อย ถ้าเป็ที่ที่ข้าไปไม่ถึงก็เป็เรือนไม้พรางไพร อยู่ในภูสูงทางทิศตะวันตกห่างไปอีกสิบห้าสิบหกโยชน์เห็นจะได้ ส่วนถ้าใกล้หน่อย...”
ขอนทำท่าจะจารนัยต่อไป หลงน้อยกลับยกมือขึ้นเป็เชิงขัดจังหวะ
“เดี๋ยวก่อน เ้าพอจะอธิบายลักษณะเรือนไม้นั้นได้หรือไม่”
ขอนเกาหัวแกรกกราก ทำหน้ายุ่งเล็กน้อย
“นี่เ้าจะรู้ไปทำไมกัน ไม่ใช่ว่าข้าจะหวงแหนหรอกนะ ไหนๆเ้ากับนับว่าเป็เพื่อนคนหนึ่ง ซ้ำยังเป็เพื่อนตายของข้าด้วย” พูดจบรู้สึกเขินขึ้นมา เมื่อนึกถึงพฤติกรรมที่ผ่านมาของตน
หลงน้อยกลับบอกว่า
“นี่ข้าไม่กังวลสงสัยเื่นั้นหรอก แต่ตอนนี้อย่าเพิ่งถามขอให้เ้ากล่าวหมดสิ้นเื่เรือนไม้ล่องหนอะไรนั่นก่อน”
ขอนทำท่านึกย้อนหลัง
“นี่ยากสักหน่อยเพราะในแผนที่ไม่ได้เขียนละเอียด รู้ว่าติดกับเชิงผาที่เป็ตำแหน่งที่หากผู้อื่นมองจากข้างล่างไม่พบเห็น แต่ท่านผู้เฒ่าเขียนไว้ละเอียดในบทวิชาก่อสร้าง เผอิญข้าไม่ใส่ใจกับหัวข้อนี้จึงอ่านเพียงผ่านตา หากจำไม่ผิด ลักษณะเป็ดงไม้แน่นขนัด ประกอบด้วยต้นไม้ใหญ่สี่ต้นเป็หลักจากนั้นจึงเป็ไม้รอง บางต้นถูกขุดนำมาจากที่อื่นต้องอาศัยวิชาการรักษาชีวิตไม้ ไม่เช่นนั้นย่อมแห้งตายภายในเวลาไม่นาน ภายในประกอบด้วยเรือนสามห้อง แบ่งเป็หน้ากลางหลัง ทั้งยังแบ่งเป็สามระดับคือมีห้องชั้นบน และห้องหลบซ่อนตัวใต้ดิน”
หลงรับฟังจนหน้าเปลี่ยนสี กล่าวกับเพื่อนว่า
“นี่ชัดเจนแล้ว โอ ใดใดในโลกล้วนไม่มีเื่บังเอิญอย่างแท้จริง ขอน เ้าจงฟังให้ดี ชีวิตของข้านี้มีเื่เกี่ยวพันกับบิดาเ้าอย่างลึกซึ้ง เรือนไม้พรางไพร เคยเป็ที่พำนักให้กับครอบครัวของข้า”
ขอนได้ยินดังนั้นถึงกับแตกตื่น
“เป็เื่ราวใดกัน ตามบันทึกแล้ว สามสิ่งสุดยอดที่พรานไม่ยินยอมให้ผู้อื่น หนึ่งคือ ห้าม้วนบันทึกลับ ที่ข้าเล่าให้ฟัง สองคืออาวุธประจำกาย สามคือที่พำนักพรางตัว แล้วเหตุใดท่านจึงยินยอมให้ ครอบครัวเ้า นี่เ้ามีครอบครัวมาก่อนหรือนี่”
ขอนทั้งตื่นเต้นทั้งสับสน ตอนท้ายกล่าวถามสหายอย่างงงงัน ตลอดเวลาหลายปีมานี้ หลงที่พูดน้อยกว่าน้อยไม่เคยบอกใครว่ามาจากไหน กลับกลายเป็ว่ามีครอบครัวอันเกี่ยวพันกับบิดาของตน
“ถูกแล้ว ข้าก็มีครอบครัว หรือกล่าวให้ถูกต้องคือ เคยมีครอบครัว เช่นเดียวกันกับผู้อื่น”
น้ำเสียงของหลงน้อยเต็มไปด้วยความข่มขื่น
หลงน้อย หยุดขบคิดชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งจึงกล่าวกับขอน
“ขอนเื่นี้ ห้ามมีบุคคลที่สองรู้เป็อันขาด เ้ารับปากข้าได้หรือไม่”
ขอนพยักหน้ารับอย่างเลื่อนลอย หลงน้อยแหงนเงยหน้าขึ้นระลึกถึงความหลัง
“อันที่จริงข้าไม่ได้ชื่อ หลง เดิมข้ามีชื่อว่า หาญ บุตรของ แม่ทัพพิทักษ์ประจิม ในอดีต”
ขอนได้ฟังถึงกับร้องออกมา
“ว่ากระไร เ้าเป็บุตรชายของท่านผู้ยิ่งใหญ่นั้น”
หลงน้อยมองหน้าขอนด้วยแววตาแฝงด้วยความหดหู่
“ถูกแล้ว จากเื่ราวทั้งหมด เราคาดว่า เมื่อบิดาเ้าได้ข่าวว่าแม่ทัพพิทักษ์ประจิมหนีออกด่านตะวันตก จึงมุ่งหน้าไปรับ จากนั้นเื่ราวทั้งหมดเ้าน่าจะคาดได้แล้ว”
ขอนเหม่อมองสหาย”ใหม่” ราวกับไม่เคยพบกันมาก่อน
“คุณชายหาญ ข้าจะว่ากระไรดี”
หลงน้อยรีบห้าม
“อย่าได้เรียก คุณชายนั่นนี่ให้วุ่นวาย ยามนี้ข้าคือหลง และเ้าสมควรเรียกหลงน้อยอย่างเดิม เช่นนั้นคงไม่ต้องนับเป็สหายใดๆแล้ว”
ขอนยกมือเกาหัวแลบลิ้น
“ตกลงหลงน้อยก็หลงน้อย เป็ข้าวุ่นวายจริงๆ”
จากนั้นกล่าวต่อด้วยสีหน้าเคร่งเครียดจริงจัง
“จากคำบอกเล่าหลวงพ่อฟู บุคคลที่บิดาข้าเคารพนับถือต้องแทนคุณ สมควรเป็บิดาเ้าแล้ว ย้อนหลังไปสิบเ็ดสิบสี่ปีที่แล้วบิดาข้า ชื่อเดิมคือ ขาม เป็หัวหมู่หนึ่งในสังกัดแม่ทัพพิทักษ์ประจิม ปีที่สิบของรัชกาลพระเ้าพีล่อโก๊ะ กองทัพหลวงต้องสกัดทัพฏโจรชาวฮั่นที่ก้าวลุกล้ำชายแดนเข้ามาปล้นสดมภ์คนไต เพราะปัญหาชายแดน”
ขอนเห็นหลงมีสีหน้าประหลาดใจ จึงกล่าวอย่างอายๆ
“เื่นี้มีบันทึกในม้วนบันทึกลับพรานไพรล่องหนนั่น เ้าอย่าได้ประหลาดใจไป” จากนั้นจึงเล่าต่อ
“ตอนนั้นมีโจรป่าหนึ่งพันคน ออกอาละวาดไล่เรื่อยลงมาจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ ไม่เกินหนึ่งเดือนคงถึงหมู่บ้านของเราแถบนี้ หัวหมู่ขามห่วงครอบครัวและเครือญาติทั้งหลายจึงทำเื่ร้องขอแม่ทัพพิทักษ์ประจิม ปลดประจำการตนเองให้กลับไปช่วยเครือญาติ น่าเสียดายคำร้องขอไปไม่ถึงท่าน หัวหมู่ขามจึงตัดสินใจหนีทัพฉวยโอกาส่สับเปลี่ยนเวรยามเล็ดรอดออกไป เ้าก็รู้ว่าหากพรานไพรล่องหนไม่้าให้ท่านเห็น ท่านย่อมยากพบพาน น่าเสียดายคืนนั้นแม่ทัพพิทักษ์ประจิมออกไปหาข่าวด้วยตนเองพร้อมกับสองนายทหารคู่ใจ เข้ม และ ยอด เส้นทางของท่านผู้เฒ่ากลับโคจรในเส้นทางเดียวกัน หากเปลี่ยนเป็ผู้อื่นท่านคงหนีรอด แต่เมื่อเป็บิดาเ้าเื่จึงไม่สะดวกดาย สรุปว่าถูกจับได้อย่างรวบรัด โทษหนีทหารนั้นรุนแรงนักถึงหัวขาด บิดาข้าถึงกับท้อแท้ทอดอาลัย คาดไม่ถึงว่าท่านแม่ทัพจดจำหัวหมู่เล็กๆนายหนึ่งได้ กล่าวว่า บุคคลผู้กล้าหาญเช่นเ้าคงไม่หนีทหารด้วยความขลาดเขลากระมัง หัวหมู่ขาม”
ขอนกล่าวถึงตอนนี้รู้สึกขนลุกซู่ขึ้นมา ไม่ว่าเปิดอ่านคราใดท่อนนี้มักทำให้ขอนรู้สึกถึงความยิ่งใหญ่ของเหตุการณ์ได้ทุกครั้ง ใครจะเชื่อว่าแม่ทัพที่คุมทหารสิบหมื่นกลับจดจำหัวหมู่ที่นำทหารเพียงสองสามร้อยคนได้
“บิดาข้าเขียนไว้ว่า รู้สึกตื่นเต้นที่แม่ทัพใหญ่จดจำตนได้ รีบเรียนบอกเื่ราวที่เกิดขี้น บิดาเ้านิ่งคิดทบทวนอยู่ครู่หนึ่ง กล่าวว่า เื่นี้เราก็ทราบแต่เห็นว่าเื่ทัพโจรฮั่นสำคัญกว่า โจรเล็กน้อยนี้ กล่าวจบกล่าวต่อว่า ไม่ถูกต้องเพราะโจรเล็กน้อยนี้ก็สร้างความเดือดร้อนให้กับราษฎรเช่นกัน ต่างกันที่จำนวนเท่านั้น ขณะที่บิดาข้ารับฟังอย่างใจจดจ่อ ลุ้นให้ท่านปลดปล่อยตนไปช่วยเหลือครอบครัวเครือญาติ บิดาเ้ากลับกล่าวว่า ขาม ถ้าเช่นนั้นเ้า้าคนเท่าไหร่ถึงจะพอจัดการกับโจรพวกนี้”
ขอนเล่าถึงตอนนี้หยุดชะงักลง หันไปมองหน้าหลงน้อย
“เ้าเข้าใจหรือไม่ ระหว่างคนผู้หนึ่งรอคอยเพียงแค่หยาดน้ำฝนหนึ่งหยด แต่กลับมีผู้หยิบยื่นให้ทั้งขันเพื่อบรรเทาความกระหาย ในความตื้นตันนั้น บิดาข้าถึงกับร่ำไห้ออกมา กล่าวว่า ขอเพียงมีคนสามร้อยคนข้าพเ้ามั่นใจจัดการโจรกลุ่มนี้ได้ทั้งหมด”
หลงน้อยรับฟังอย่างจดจ่อ กล่าวว่า
“แล้วบิดาข้าก็ให้ไปตามที่ขออย่างนั้นใช่หรือไม่”
ขอนพยักหน้า ก่อนจะตอบคำ หลวงจีนเหี้ยนจั้งได้ก้าวออกมาจากห้องพำนักของท่านนาคารชุนกล่าวว่า
“พวกเ้าเข้าไปได้แล้ว”