ผมติดอยู่ในนครพิศวง

    บทที่ 32 หลงใหลสาวงาม

    บทที่ 32 หลงใหลสาวงาม


    “วันนี้ไปไหนมาบ้าง” ต้าเหว่ยดูเหมือนอารมณ์ดี ปากเคี้ยวเนื้อพูดอู้อี้ไม่ชัด ผมไม่ได้สนใจเขาก้มหน้ากินข้าวในชาม หมู่บ้านนี้ถึงแม้จะโดดเดี่ยวจากภายนอก แต่ที่นี่เสี่ยวหงไม่เคยมีปัญหาเรื่องขาดแคลนอาหาร สิ่งที่น่าแปลกคือเธอแทบไม่กินของพวกนี้ แต่ดื่มแค่ข้าวต้มจาง ๆ ผักสองสามต้นก็อิ่มแล้ว ผมมองชามใหญ่เต็มไปด้วยเนื้อตุ๋นบนโต๊ะ ในปากก็น้ำลายแทบไหล แต่ไม่กล้าหยิบตะเกียบ ใครก็ไม่รู้ที่มาของเนื้อพวกนี้ จึงได้แต่เลือกผักมาคลุกข้าว ต้าเหว่ยไม่มีความเกรงใจ ไม่นานก็ไม่เหลือแม้แต่น้ำซุปในชามแล้ว


    เสี่ยวหงมองผมดูเธอสนใจสิ่งที่ผมไปทำมาในวันนี้มาก ผมวางสมุดบัญชีที่พบในโบสถ์วันนี้ไว้บนโต๊ะแล้วเล่าเรื่องยายหวังขายเกี๊ยวและถูกลุงอวี้ไล่ตามให้เธอฟัง


    “ฉันให้ใบไม้คุณไว้เพื่อบอกฉันตอนคุณลำบากไม่ใช่เหรอ” เสี่ยวหงจ้องมองด้วยดวงตาคู่งามที่มีเสน่ห์น่ามองราวกับนกยูงที่กำลังรำแพนดึงดูดให้คนที่พบเห็นหลงใหล


    ผมลูบกระเป๋าก่อนบอกว่าตอนอยู่ในโบสถ์ก็ไม่รู้ทำหล่นที่ไหน จริง ๆ แล้วผมแอบทิ้งมันตอนกลับมาสิ่งนี้ยิ่งเกี่ยวข้องน้อยยิ่งดี เสี่ยวหงดูไม่ค่อยพอใจ หยิบแก้วไวน์รินไวน์แดงนิดหน่อยแล้วค่อย ๆ ก้มหน้าจิบก่อนลุกขึ้นไปชั้นบน


    ต้าเหว่ยมองตามเงาที่ค่อย ๆ หายไปอย่างตาละห้อย ก่อนหันมาจ้องผมอย่างดุดันตำหนิที่ผมไม่ฟังเสี่ยวหง ผมกินข้าวจนหมดมองหน้าอ้วน ๆ ซีด ๆ ของเขา ก็ไม่อยากพูดอะไร จึงรีบเก็บของจนเสร็จและขึ้นไปชั้นบน


    ต้าเหว่ยนั่งอยู่คนเดียวที่โต๊ะอาหาร แสงไฟชั้นล่างสั่นไหวเล็กน้อย ผมพิงบันไดมองลงไป เงาของเขาผอมบางลงแล้ว ไม่รู้ว่าเสี่ยวหงทำอะไรกับต้าเหว่ยไปบ้าง ดูเหมือนผมต้องรีบหาทางไปที่สวนหลังบ้านเพื่อหาข้อมูลเพิ่มแล้ว


    ห้องนอนของเราอยู่ตรงกลางทางเดิน ส่วนลึกของทางเดินคือห้องของเสี่ยวหงตอนกลางคืน เปลวเทียนบนผนังทางเดินถูกลมเย็นที่พัดมาจากด้านนอกจนไม่อาจส่องแสงได้ ทำให้พรมสีแดงเลือดเหมือนถูกย้อมด้วยหมึก


    เด็กประหลาดนั่นยืนอยู่ตรงหน้าประตูห้องนอนของเรา มันได้ยินเสียงฝีเท้าก็หันศีรษะมาทางผมช้า ๆ ตาที่มีแต่สีขาวเป็นส่วนใหญ่ทำให้ผมรู้สึกไม่สบายใจ มันไม่มีความรู้สึก แค่ยิ้มกว้างโดยไม่ส่งเสียงใด ๆ เลย ฟันขาวของมันทำให้สีสันของค่ำคืนปรากฏออกมา


    มันแยกเขี้ยวคำรามใส่ผมอย่างไร้เสียง สองสามวินาทีต่อมาก็หันหลังวิ่งเข้าไปในห้องของเสี่ยวหง ควรจะเป็นเด็กผู้หญิงที่สวยน่ารักแท้ ๆ แต่กลับถูกหญิงปีศาจทำให้มีรูปลักษณ์แบบนี้ ผมยิ่งรู้สึกโกรธและหวาดกลัวเจ้าของห้องนั้นมากขึ้น


    ผมลูบหยกที่อกเสื้อมันยังคงอุ่นอยู่ ผมเปิดประตูออกจากห้องรีบหากระโถนและหยิบยาเม็ดหนึ่งออกมาเคี้ยวแล้วกลืนลงไป ไม่นานก็อาเจียนน้ำสีเขียวออกมาหลายครั้ง ร่างกายอ่อนเพลียเล็กน้อยจึงนอนลงบนเตียงคิดถึงสิ่งที่จะทำต่อไป


    ตะเกียงน้ำมันในห้องดับไปตั้งแต่เมื่อไรไม่รู้ ผมนอนตะแคงจนหลับไปพลิกตัวแล้วพบว่าแขนข้างหนึ่งชาไปแล้ว ผมลูบที่ข้างเตียงลุกขึ้นนั่งทันที ฝั่งนั้นของเตียงเย็นมาก แต่ต้าเหว่ยยังไม่กลับมา


    นอกหน้าต่างไม่มีแสงจันทร์ แต่สว่างกว่าก่อนหน้านี้มากผมคาดว่าอย่างน้อยก็น่าจะผ่านเที่ยงคืนไปแล้วผมหยิบประแจออกมาจากใต้หมอน นี่ถือเป็นอาวุธที่ช่วยชีวิตผมได้


    เมื่อผลักประตูออกไปทางเดินด้านนอกห้องยังคงเงียบสงัด ผมแอบมาที่หน้าประตูห้องของเสี่ยวหง ฟังเสียงข้างในห้องอย่างเงียบ ๆ ข้างในน่าจะไม่มีใคร ไม่มีเวลามาสนใจอะไรมากแล้ว ผมจึงออกแรงดึงที่จับประตูดังกึกแล้วก็ถูกผลักเปิดออก


    กลิ่นหอมละมุนลอยอยู่ในห้องที่ไร้แสงสว่างนี้ผมใช้แสงเทียนจากทางเดินที่ส่องเข้ามาช่วยในการมองเห็นข้าวของในห้องได้ทั้งหมด เตียงยุโรปหรูหราพร้อมผ้าห่มนุ่มปุกปุย โซฟาตัวหนึ่งตู้เสื้อผ้าหนึ่งตู้ นอกจากนี้ไม่มีของอื่นเลย แม้แต่กระจกในห้องนอนที่ผู้หญิงชอบก็ไม่มีให้เห็นสักบาน


    สิ่งเหล่านี้ไม่ได้อยู่ในขอบเขตการค้นหาของผม ผมเปิดตู้เสื้อผ้าพลิกผ้านวม แม้กระทั่งก้มลงมองใต้เตียงไม่มีใครเลย แม้แต่เด็กประหลาดน่ากลัวก็ไม่เห็นสักตัว


    เสี่ยวหงและเด็กประหลาดของเธอไปไหน ต้าเหว่ยอยู่กับพวกเขาหรือเปล่า มีแต่สวนหลังบ้านเท่านั้นที่ผมนึกออก ผมมาที่หน้าต่างค่อย ๆ ยกม่านขึ้น หน้าต่างของเสี่ยวหงมองเห็นมุมหนึ่งของสวนหลังบ้านได้


    คืนนี้สวนหลังบ้านสว่างไสวจริง ๆ แต่ก็ยังคงเงียบสงัด สวนหลังบ้านเป็นเพียงลานเล็ก ๆ ที่ปูด้วยอิฐหินหลังตึกเล็ก ต้นไม้ใหญ่สูงใหญ่เทียบเท่าตึกสองชั้น กิ่งใบที่ยืดหยุ่นปกคลุมลานเล็ก ๆ ทั้งหมด


    คืนนี้มีโคมไฟสีเขียวมรกตสิบดวงแขวนอยู่สองฝั่งซ้ายขวาของลานเล็ก ๆ ทำให้โอ่งและแจกันเซรามิกตามมุมลานดูประหลาดยิ่งนัก มีเพียงต้าเหว่ยคนเดียวที่นั่งอยู่ข้างหน้าต้นไม้ใหญ่ เขาหันหลังให้ผม ผมจึงมองไม่เห็นใบหน้าของเขา


    ดูเหมือนจะเป็นพิธีกรรมอย่างหนึ่ง จากที่อ่านนิยายและชมภาพยนตร์เรื่องผีมามากมาย ในใจผมเริ่มร้อนรน หากวิญญาณของต้าเหว่ยถูกดึงออกมาแล้วเขากลายเป็นศพเดินได้ ผมจะทำยังไงดี


    ผมรู้สึกว้าวุ่นใจอยู่บ้างเดิมทีผมและยายหวัง วางแผนไว้ว่าจะรอสักสองสามวันเพื่อวางแผนให้ดีและตรวจสอบให้แน่ใจก่อนว่ากระจกซ่อนอยู่ที่ไหน จากนั้นจึงฉวยโอกาสตอนที่เสี่ยวหงไม่ทันระวังแล้วลักลอบขโมยมันมาพร้อมกับทำลายแผนการร้ายของเธอไปด้วย


    แต่ตอนนี้ไม่รู้ว่าเสี่ยวหงตั้งใจหรือไม่ได้ตั้งใจ แต่เห็นได้ชัดว่าเธอต้องการเร่งกระบวนการนี้ให้เร็วขึ้น นี่ทำให้ผมตกใจจริง ๆ ผมต้องรีบติดต่อยายหวังให้ไวที่สุด ไม่อย่างนั้นวันนี้จะอาจเป็นวันที่ต้าเหว่ยตายแน่ ๆ ผมรีบออกไปที่ห้องนอนของเราหน้าต่างห้องนี้หันหน้าสู่ถนนใหญ่พอดี 


    ผมเปิดหน้าต่างหยิบรังไหมสีทองเหลืองออกมาจากกระเป๋า วางไว้บนขอบหน้าต่างจากนั้นหยิบโคมไฟขึ้นมา ก่อนทุบลงไปอย่างแรง 

    ตุบ!


    น้ำสีเขียวกระเด็นออกมา แต่ผมระมัดระวังหลบจากน้ำนั้น มันมีเสียงดังซี่ ๆ เบา ๆ ผิดปกติ


    ยาเม็ดและรังไหมนี้เป็นของที่ยายหวังให้ผมก่อนจากไปยาเม็ดใช้แก้พิษส่วนรังไหมใช้สื่อสาร ยายหวังน่าจะรออยู่ในที่ลับใกล้ ๆ เพื่อรอสัญญาณจากผม ส่วนการใช้รังไหมสื่อสารกันนี่ถือเป็นศาสตร์ชั้นสูงของวิชาควบคุมแมลง คล้าย ๆ กับการส่งเสียงระยะไกล ผมมองหมอกบาง ๆ บนถนน รอคอยเสียงตอบรับจากยายหวัง ส่วนต้าเหว่ยยังคงนั่งอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ 


    ช่วงนี้ต้าเหว่ยรู้สึกว่าพฤติกรรมของตัวเองผิดปกติไปบ้าง เมื่อเสี่ยวหงปรากฏตัวต่อหน้าเขา หัวใจของเขาก็เต้นแรงขึ้นทันที เสี่ยวหงดูเหมือนน้ำผึ้งงดงามเย้ายวนใจ สวยกว่าดาราหญิงบนจอเงินอีก เขาหวังว่าจะได้อยู่เคียงข้างเธอตลอดไป ยอมเป็นวัวเป็นม้าให้เธอและเสี่ยวหงก็ดูเหมือนจะชอบเขา เธอพูดหยอกล้อกับเขาอย่างไม่เกรงใจ


    ส่วนต้าเหว่ยมองเพื่อนซี้ของตัวเอง กลับรู้สึกว่าช่วงนี้เขาดูลึกลับ ออกไปข้างนอกแต่เช้ากลับมาก็ดึก สาวสวยขนาดนี้ก็ยังไม่สนใจแต่การที่มีคนสนใจเสี่ยวหงน้อย ต้าเหว่ยก็ยิ่งดีใจมากกว่า


    ฝีมือทำอาหารของเสี่ยวหงคืนนี้ยอดเยี่ยมมาก ต้าเหว่ยกินถึงสามชามใหญ่โดยเฉพาะหมูแดงตุ๋น ไม่รู้ว่าเขาไม่ได้กินเนื้อมานานแค่ไหนแล้ว สาวที่งดงามขนาดนี้ทั้งสง่างามและเชี่ยวชาญในครัว ไม่รู้ว่าต้าเหว่ยจะโชคดีสามชาติได้ครองคู่กับเธอจนกลับบ้านไปไหว้พ่อแม่ที่บ้านไหม แต่ถ้าเป็นแบบนั้นพ่อแม่คงดีใจมาก บรรพบุรุษตระกูลก็คงยิ้มในหลุมศพแน่ ๆ

    คล้ายกับเรื่องผมติดอยู่ในนครพิศวง ที่คุณอ่าน