วังซื่อสะอึกไปในทันที ท่ามกลางความมืดแห่งราตรีที่มีเพียงแสงมีเหลืองนวลจากดวงจันทร์คอยส่องสว่างอยู่กลางผืนฟ้า ถังฉือเย่เห็นนางหายใจเข้าออกแรง ๆ อยู่หลายครั้ง ไม่นานก็ร้องไห้สะอึกสะอื้นพร่ำพรรณนาออกมา
“แล้วเ้าจะให้ข้าทำอย่างไร! ข้าเป็เพียงผู้หญิงบอบบางคนหนึ่ง หรือต้องให้ข้าไปทะเลาะตบตีอย่างคนอื่นเขาเ้าถึงจะพอใจ ทะเลาะไปก็ไม่มีประโยชน์ อย่างไรเสียเขาก็มีบุญคุณกับเรา ที่นี่ก็ยังเป็บ้านหลังเก่าของตระกูลถังอีก หากเขามาจะให้ข้าขับไล่ไสส่งไปได้อย่างไร?”
วังซื่อร้องไห้หยดน้ำตาไหลอาบเต็มหน้าอย่างน่าเวทนา “อย่างไรเสียที่ข้ายอมแลกศักดิ์ศรีทำดีก็หวังเพียงให้เขาดูแลพวกเราให้ดี ๆ บ้างก็เท่านั้น หรือเพียงแค่อยากให้เขาไปพูดเื่ดี ๆ ของเราให้ท่านย่าของเ้าฟัง เผื่อท่านย่าเ้าจะได้เห็นใจเราบ้าง พวกเ้าสองคนพี่น้องก็จะได้มีที่พึ่งพิงมิใช่หรือ พวกเ้าอายุยังน้อยและข้าก็ทำงานอะไรไม่เป็อีกด้วย ข้าไม่อาจทนเห็นพวกเ้าต้องตกต่ำไปนอนอยู่ข้างถนนได้หรอก หึ! เ้าคิดว่าข้ามีความสุขงั้นรึ ไม่เลย! ข้าไม่มีทางเลือกต่างหาก อีกอย่างข้าก็เป็แม่คนนะ ไม่ว่าจะลำบากยากเย็นเพียงใดข้าก็ต้องปกป้องพวกเ้าทุกทาง”
ถังฉือเย่นิ่งงันไปเมื่อฟังคำพูดยาวเหยียดบอกถึงเหตุผลในการกระทำของวังซื่อ ไม่ง่ายเลยที่นางจะจำได้ด้วยว่าตัวเองเป็แม่…น่าซาบซึ้งเสียจริง และหญิงสาวคงเชื่อสนิทใจหากไม่ใช่เพราะเคยเห็นสีหน้าระรื่นของนางแสดงออกมาเสียก่อน
ถังฉือเย่รอให้วังซื่อพล่ามจนจบ ก่อนจะพูดด้วยสุ้มเสียงที่เ็าว่า “ความคิดนี้ของท่าน…ข้าไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี ท่านไม่รู้สึกว่าสิ่งที่ตนเองกำลังทำมันผิดบ้างเลยหรือ” เมื่อเห็นวังซื่อชะงักไป นางจึงพูดต่อว่า
“ยอมแลกศักดิ์ศรี…ศักดิ์ศรีและหน้าตาของลูกผู้หญิงสำคัญแค่ไหนท่านรู้หรือไม่ ยอมแลกไปแล้วท่านไม่กลัวเหรอว่าจะไม่สามารถนำกลับมาได้อีก?”
วังซื่อเงียบกริบ ไม่ได้เอ่ยคำใด มีเพียงลมหายใจเท่านั้นที่ฟึดฟัดไม่สบอารมณ์ ถังฉือเย่สูดลมหายใจลึกก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสุขุม
“ท่านก็รู้ว่าท่านพี่ของข้าต้องสอบจอหงวน ชื่อเสียงนั้นเป็สิ่งสำคัญที่จะแปดเปื้อนมิได้เด็ดขาด หากว่าท่านเดินผิดไปเพียงก้าวเดียว ก็เท่ากับว่าเป็ตัวท่านเองที่ได้ตัดโอกาสไม่ให้เขาไปรับราชการ ถังฉือหรงเขาเป็บุตรชายของท่านนะ ความสามารถของเขาแม้แต่เพื่อนร่วมสำนักยังเอ่ยปากชมกันทั้งนั้น ถ้าหากเขาได้เป็ซิ่วฉาย เขาก็ไม่ต้องถูกบังคับให้ไปใช้แรงงาน เป็หน้าเป็ตาให้วงศ์ตระกูล และที่สำคัญหากเขาเจริญก้าวหน้าขึ้นไปอีกก็จะได้เป็ขุนนาง บางทีอาจจะทำให้ท่านได้รับบรรดาศักดิ์ด้วยก็ได้ ท่านเองก็เคยพบปะผู้คนที่มีหน้ามีตา หรือว่าท่านไม่อยากเป็เหมือนพวกเขาเ่าั้ มีชีวิตที่สุขสบายร่ำรวย มีคนรับใช้คอยติดตาม?”
ตอนนี้วังซื่อเริ่มหายใจช้าลง เห็นได้ชัดว่าคำพูดพวกนี้ของถังฉือเย่ไม่สูญเปล่า น่าจะจับจุดนางถูกเสียแล้ว! เมื่อหยุดไปครู่หนึ่งหญิงสาวจึงพูดต่อ
“แต่ในทางกลับกัน ถังหย่งฟู่ผู้นั้นอายุเกือบจะสี่สิบอยู่รอมร่อ ดูแล้วก็ปาไปเกือบครึ่งอายุขัยของคน ทั้งแก่ทั้งน่าเกลียด ผมเผ้าก็ไม่เคยได้สระ ใบหน้าก็มีแต่ฝุ่นและรอยด่าง เขาเป็ผู้ชายที่สกปรกที่สุดในหมู่บ้าน อีกหน่อยในภายภาคหน้าหากท่านมีชีวิตที่ดีขึ้นแล้ว ให้เขามาเป็คนลากรถยังไม่สมควรเลย แล้วท่านไปชอบอะไรในตัวเขา ที่หมู่บ้านจวี้เป่าแห่งนี้ล้วนแต่เป็ญาติพี่น้องที่สนิทกันทั้งนั้น ท่านคิดว่าพวกเขาจะไม่เห็นอย่างนั้นรึ? หากเื่นี้หลุดออกไป เหอซื่อที่เป็คนมีเรี่ยวแรงมหาศาลขนาดนั้น เพียงแค่นางยกมือขึ้นมาก็สามารถตบตีท่านถึงตายได้ และที่สำคัญอารมณ์ของท่านย่าเป็อย่างไรก็คงไม่ต้องให้ข้าพูด หากท่านโชคดีรอดไปล่ะก็ ชั่วชีวิตนี้ก็คงหนีไม่พ้นต้องมีโชคชะตาอย่างหมูในเล้าเป็แน่”
ท่ามกลางความมืดนั้น ถังฉือเย่ซ่อนแววตาเ็าไว้ภายใต้คำพูดอ่อนโยนและจริงใจ “ข้านึกไม่ออกเลยจริง ๆ ว่าเพราะเหตุผลอะไรถึงทำให้ท่านเลือกที่จะทิ้งอนาคตอันรุ่งเรืองมายุ่งกับตาแก่น่าสมเพชเช่นนี้ ท่านไม่รู้สึกขยะแขยงบ้างเชียวรึ?”
“ข้า..ข้า” วังซื่ออึกอัก ถังฉือเย่จึงผุดลุกขึ้น จากนั้นก็ใช้สายตาจับจ้องไปที่วังซื่อพร้อมกับพูดเสียงเข้ม
“ท่านแม่ ท่านฟังให้ดีนะ พวกเรามีเงิน มีข้าว ใช้ชีวิตได้อย่างสบายและจะยิ่งสุขสบายมากขึ้นเรื่อย ๆ ข้าไม่้าชื่อเสียงอะไรของท่านหรอก หากท่านไม่ระวังตัวเยี่ยงนี้อีก นั่นก็หมายความว่าท่านยินดีที่จะทำลายครอบครัวของเราด้วยมือของท่านเอง หากเป็เช่นนั้นจริงข้าก็คงทำได้เพียงให้ท่านพี่เชิญหัวหน้าวงศ์ตระกูลมาเป็ท่านพ่อแทนและตัดขาดความเป็แม่ลูกกับท่าน แล้วก็ขับไล่ท่านออกนอกตระกูล เพื่อไม่ให้ท่านต้องมาทำให้ครอบครัวพบเจอกับความยากลำบากและจะไม่สามารถกลับมามีวันที่ดีได้อีก!”
หลังจากนั้นถังฉือเย่ก็เอนกายลงท่ามกลางความมืด ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง ทั้งขู่และปลอบมีเท่าไหร่นางงัดเอาออกมาใช้จนหมด ซึ่งก็ดูเหมือนจะได้ผลอยู่ไม่น้อย
วันนี้หญิงสาวแอบถามคนในตลาดมา จนรู้แล้วว่า ตอนนี้คือแผ่นดินของราชวงศ์ต้าเยี่ยนที่นางไม่เคยได้ยินมาก่อน ซึ่งได้ก่อตั้งประเทศมาเพียงร้อยกว่าปีเท่านั้น โดยมีิเหยียนตี้เป็ฮ่องเต้พระองค์ที่หก แต่จากประวัติศาสตร์ั้แ่ราชวงศ์ถังเป็ต้นมาก็เปลี่ยนไปจากเดิม
ต้าถังปกครองแผ่นดินไม่ถึงสองร้อยปี แถมยังไม่ได้มีบูเช็กเทียนอีกด้วย นี่ไม่เหมือนกับประวัติศาสตร์ที่เรียนมาทั้งหมด…แต่มันก็ไม่ใช่เื่สำคัญอะไรหรอก เพราะถึงอย่างไรนางก็คงไม่มีโอกาสจะได้ไปอยู่ในจุดที่สูงขนาดนั้น ต่อให้รู้ไปก็คงไม่ได้มีประโยชน์อะไร ที่สำคัญตอนนี้คือการหาทางใช้ชีวิตที่นี่ให้ดีเท่านั้น ฉะนั้นไม่ว่าความจริงแล้วถังฉือหรงจะเรียนดีหรือไม่ดี นางก็จำเป็ต้องพูดให้วังซื่อวาดฝันไว้ก่อน จะได้ไม่กล้าทำอะไรเสื่อมเสีย!
ถังฉือเย่ตั้งใจไว้ว่าครั้งนี้จะเป็ครั้งสุดท้ายที่นางจะเกลี้ยกล่อมวังซื่อ เพราะถ้าหากยังไม่ยอมเปลี่ยนใจล่ะ นางก็จะไม่พูดให้เปลืองน้ำลายอีก ส่วนท่าทางที่ดูเหมือนจะผลักไสแต่กลับอยากกระโจนเข้าไปหาใจแทบขาดนั้น หญิงสาวจะยอมเอาหูไปนาเอาตาไปไร่ทำเป็ไม่รับรู้ไปเสีย
แต่กระนั้นก็คงต้องหาวิธีรับมืออะไรเสียหน่อย หากไม่เป็ไปตามที่คิด ด้วยเหตุนี้เช้าวันถัดมา ถังฉือเย่จึงไปขอความช่วยเหลือจากคุณนายโจว และได้เชิญผู้หญิงในหมู่บ้านที่รู้จักมาสองสามคน ทุกคนจะได้รับเงินสิบอีแปะในการทำงานทุกวันแลกกับการรีบตัดเย็บเสื้อออกมาให้ครอบครัวนางให้เร็วที่สุด
ทุกคนในหมู่บ้านต่างสวมเสื้อผ้าที่มีทั้งชุดคลุมที่อยู่ด้านนอกและชุดที่อยู่ด้านใน กระโปรงชั้นนอกของวังซื่อนั้นปักลายดอกไม้ซึ่งต้องทำด้วยตัวเอง ส่วนตัวนอกของถังฉือหรงก็ต้องเพิ่มฝีมือเข้าไปอีกหน่อย หากเร่งมือภายในหนึ่งวันก็น่าจะทำได้สักหนึ่งชุดรวมกับชุดเครื่องนอน
หญิงสาวคิดอย่างโล่งใจเมื่อปัญหาอย่างน้อยหนึ่งอย่างก็ถูกจัดการลงได้อย่างเรียบร้อย จะมีเื่ที่ต้องเป็กังวลอยู่หน่อย ๆ ก็คงเป็เื่ท่านย่าซุน หากนางได้ล่วงรู้ถึงเงินสิบกว่าตำลึงนี่ล่ะก็ คงต้องมาต่อว่าอีกครั้งอย่างอีกแน่นอน…ยังดีที่ยังมีเื่งานแต่งงานของท่านอาสี่ ถังหย่งิกันเอาไว้อยู่ นางจึงไม่กล้าโวยวาย และที่สำคัญคือตอนนี้ที่บ้านก็มีคนนอกอยู่หลายคน เช่นนี้ก็เหมาะเลย!
ในขณะนั้นเองบริเวณหน้าประตูบ้านก็ราวกับมีิญญาร้ายสิงอยู่ ซึ่งก็คือชายหนุ่มผู้สะพายธนูที่ขมวดคิ้วมุ่นเล็กน้อยเมื่อสายตามองมาที่นางนั่นเอง เขาทำท่าราวกับจะกล่าวคำทักทาย แต่ด้วยความที่เวลานั้นถังฉือเย่กำลังเดินไปครุ่นคิดไปจึงทำให้นางไม่ทันสังเกตเห็นเขา
หญิงสาวเดินขึ้นไปบนูเาเรื่อย ๆ และเริ่มเดินไปทางที่ไม่มีผู้คน จากนั้นจึงหันซ้ายหันขวาหาสถานที่ซึ่งไม่มีร่องรอยของผู้คนและเริ่มลงมือสร้างบ่วงขึ้น
การสร้างบ่วงนี้ก็เพื่อเอาไว้ดักจับกระต่ายป่า ตอนที่นางถ่ายหนังอยู่นั้นเคยทำมาอยู่หลายครั้ง พอจะพูดได้ว่ามีฝีมืออยู่บ้างนิดหน่อย เพียงแต่ตอนนั้นสร้างบ่วงท่ามกลางหิมะสีขาวโพลนจึงสามารถหาร่องรอยของกระต่ายได้ง่าย แต่ตอนนี้ต้องมาทำบ่วงบนพื้นหญ้าเช่นนี้ก็ไม่รู้ว่าจะสามารถดักจับกระต่ายป่าได้มากน้อยเพียงใด ไม่แน่ว่ามันอาจจะไม่มีประโยชน์เลยก็ได้ แต่นางก็ต้องลงมือทำอะไรบ้าง ดีกว่านอนอยู่เฉย ๆ ไม่ขยับตัวทำอะไรเลยอย่างวังซื่อ!
ถังฉือเย่ใช้เคียวที่เพิ่งซื้อมาใหม่ตัดกิ่งไม้ที่พันอยู่อย่างขันแข็งเพื่อเอามากั้นทางเอาไว้ ก่อนจะกลับมาเลือกกิ่งไม้ที่แง่งเป็รูปสามเหลี่ยมขึ้นมา จากนั้นก็ใช้เถาวัลย์มาทำเป็บ่วง
หญิงสาวใคร่ครวญคิดตามนิสัยของกระต่ายป่าดูแล้ว หากมันถูกไล่ต้อนมาปกติก็ต้องหนีมาตรงนี้ วนหนึ่งรอบแล้วค่อยกลับไปตรงที่มันใ จากนั้นมันก็จะเข้ามาติดบ่วง…บ่วงที่นางเคยเรียนรู้มาจากการถ่ายหนัง ยิ่งกระต่ายป่าดิ้นเท่าไหร่มันก็จะยิ่งแน่นขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งตายในที่สุด
ถังฉือเย่คิดอย่างพึงใจพร้อมกับยิ้มออกมานิดหนึ่ง หลังจากนั้นนางก็เสียเวลาไปทั้ง่เช้าแต่เพิ่งจะทำบ่วงได้เพียงแค่สี่อันเท่านั้น เหนื่อยลมแทบจับ จึงหลบไปนั่งพักตรงขอนไม้ใต้ร่มไม้ใหญ่ แล้วจู่ ๆ เสียงพูดเ็าเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น
“เ้าทำแบบนี้ไม่ถูก”
นางใจนร้องกรีดพร้อมกันนั้นก็ล้มลงไปข้างหน้าจนเข่าทั้งสองข้างกระแทกกับพื้นเข้าอย่างจัง…เจ็บจนน้ำตาไหลออกมา
เพียงชั่วพริบตาเดียวถังฉือเย่ก็รู้ทันทีว่าเ้าของเสียงนี้เป็ใคร…หญิงสาวโมโหขึ้นทันที นางกัดฟันแน่นแล้วค่อย ๆ หันหน้าไปมอง
ชายหนุ่มผู้นั้นเป็ฝ่ายเริ่มพูดก่อน แต่ดูเหมือนเขาไม่ได้รู้สึกผิดเลยสักนิด เพียงแค่มองดูนางอย่างเงียบ ๆ แล้วสอนว่า
“เ้าทำแบบนี้ไม่ถูก ทำแบบนี้จะอีกกี่วันก็จับกระต่ายไม่ได้หรอก” พูดพลางวาดวงกลมในอากาศ “การดักจับกระต่าย อย่างแรกต้องเลือกสถานที่ล่าก่อน หลังจากนั้นค่อย ๆ หาร่องรอย สองอย่างนี้เ้าทำมันไม่ถูกสักข้อ…ที่ตรงนี้ไม่ปรากฏร่องรอยของกระต่ายอยู่เลย แถมไม้ค้ำที่เ้าทำก็วางไม่ถูกตำแหน่งด้วย ถึงแม้จะเลือกกิ่งไม้และบ่วงได้เหมาะแล้ว แต่ข้ากลับมองไม่ออกว่าเ้าจะมาล่ากระต่าย”
“เ้าหัวขโมย!” ถังฉือเย่พูดแทรกขึ้น เห็นเขาตะลึงไปชั่วขณะ งุนงงในคราแรกก่อนจะนึกออก ชายหนุ่มเม้มริมฝีปากแน่น ได้ยินหญิงสาวหัวเราะอย่างเ็าเมื่อเอ่ยว่า
“เ้าพูดพล่ามอยู่นั่นแหละ ทำยังกับตัวเองเก่งมากนัก งั้นข้าขอถามสักหน่อย เ้าเคยจับกระต่ายมาได้แล้วกี่ตัวกัน?”
ชายหนุ่มชะงักไปเล็กน้อย คิ้วเข้ม ๆ คู่นั้นขมวดขึ้นก่อนจะหันหน้าหนี เดิมทีถังฉือเย่เพียงแค่พูดท้าทายกวนประสาทเท่านั้น เมื่อเห็นสีหน้าท่าทางของเขาแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะยกคิ้วขึ้นถามอย่างยั่วเย้าต่อ
“อย่างนั้นแล้ว คนที่หวังดีสอนคนอื่นอย่างเ้า ดักจับสัตว์มาตลอด คงไม่ใช่ว่าจะไม่เคยดักจับกระต่ายป่ามาก่อนหรอกนะ?”
ถังฉือเย่ยิ้มกรุ้มกริ่มอย่างเป็ต่อ…ไม่สิ! อาชีพพรานป่าอย่างเขาน่าจะต้องเคยจับกระต่ายป่ามาแล้วแน่ ๆ เพียงแต่ว่าจะต้องน้อยมาก…น้อยมาก ๆ
.
.
.