"ท่านแม่ทัพขอรับ"
ร่างสูงใหญ่ของแม่ทัพบูรพาหันไปตามเสียงเรียกใบหน้าคมคร้ามเ็าอยู่เป็นิจ
นายทหารผิวเข้มโค้งคำนับก่อนจะกล่าว"เบาะแสคนที่ท่านให้หา มีข่าวคราวที่เมืองเป่ยไฉขอรับ"
สิ้นคำมุมปากขอคนหน้านิ่งก็ยกขึ้นบางเบา เพียงชั่วพริบตาก็หายไป "ดี หาต่อไป"เป็เวลากว่าห้าปีที่เขาตามหาคนผู้นั้น
บุรุษรูปร่างบอบบางรอยยิ้มสว่างไสวไม่เคยจืดจางไปจากใบหน้าหวาน เส้นผมดำขลับยิ่งกว่าปีกกาองคาพยพล้วนตรึงตรา
ฤดูหนาวเมื่อห้าปีก่อนอีกฝ่ายหายไปอย่างไร้ร่องรอย ตามหาเท่าไรก็ไร้เบาะแสเห็นทีครานี้พบเจอคงปล่อยไว้ไม่ได้
มู่จื่อเซียวกระชับเสื้อคลุมขนสัตว์
หิมะเริ่มโปรยลงมาแล้ว
เดิมทีเขาคืออ๋องเหรินอนุชาของฮ่องเต้องค์ปัจจุบัน ทว่าเื่ราวมากมายในวังหลวงช่างน่าเบื่อหน่ายคำขอร้องสุดท้ายของพี่ชายทำให้เขาสลัดได้เพียงตำแหน่งอ๋อง
ท้ายที่สุดก็ไม่อาจหลีกหนีพเนจรไปไกลดังใจหมายได้จำต้องยอมรับตำแหน่งแม่ทัพเอาไว้
กรำศึกมาไม่น้อยอายุปูนนี้แล้วก็ไม่เคยคาดคิดว่าจะพลาดท่าเสียทีเสียท่าให้เด็กอายุคราวลูกลูบคมเอาได้
เดิมทีไม่ไม่คิดแค้นใจอันใดหากเ้าตัวไม่เอาของสำคัญไปด้วย
มู่จื่อเซียวสะบัดมือไพล่หลังเดินกลับเข้ากระโจมชั่วคราวในฐานบัญชาการ
อีกไม่กี่วัน เขาก็ยกทัพกลับค่ายแล้ว
ทิ้งสมรภูมิรบนี้ให้ทางการจัดการในลำดับต่อไปให้รบก็แค่รบให้ชนะ แล้วจากไป
จิตใจของเขาก็เป็เช่นนี้
หยาบกระด้าง ไร้เมตตา ไม่รู้จักรัก
เห็นลูกน้องร่ำร้องอยากกลับไปหาลูกเมียเขาก็ได้แต่เออออ แต่ไม่เคยเข้าใจลึกซึ้ง
ครอบครัวเขาเหลือเพียงฮ่องเต้ซึ่งก็ไม่ได้สนิทกันมาก พี่น้องร่วมอุทรที่เกิดห่างกันนับสิบปีย่อมเหินห่างเป็ธรรมดา คนหนึ่งอยู่ในวัง อีกคนอยู่ในสนามรบหนึ่งปีเจอกันครั้งหนึ่ง รอยสัมพันธ์ย่อมเชื่อมไม่ติด
ที่ทำอยู่ทุกวันนี้ก็เพียงเพราะคำว่าพี่น้องตัดกันไม่ขาดอีกทั้งตัวเขาก็ไม่ได้มีจุดหมายชีวิตอะไร
มู่จื่อเซียวนั่งลงที่โต๊ะแล้วทำงานต่อจวบจนดึกดื่นก็ลุกไปนอน
เขาใช้ชีวิตเช่นนี้มาตลอดและมันก็จะเป็เช่นนี้ต่อไป
หากไม่นับ่สั้น ๆแสนไร้สาระ่หนึ่ง
ฤดูหนาว
รัชศกมู่เฉียนปีที่สิบแปด
เสียงระฆังดังแว่วมาจากอารามเต๋าในซอยลึกบนถนนอิฐสายหลักรถม้าคันใหญ่แล่นผ่าน เสียงก็อบ ๆ ดังคลอกับความจอแจด้านหน้าขบวนมีม้าสีดำสนิทตัวเขื่องดูดุดันนำหน้าบนหลังของมันคือแม่ทัพมู่จื่อเซียวผู้ยิ่งใหญ่
นับเป็การกลับเมืองหลวงในรอบสองปีของท่านแม่ทัพมู่
ประชาชนต่างส่งเสียงตื่นเต้นบ้างก็ร้องไห้ซึ้งใจ และก็มีไม่น้อยที่โปรยปรายผ้าเช็ดหน้าออกไปอย่างจงใจ
ท่านแม่ทัพไม่รับไว้ก็ไม่เป็ไรแต่ต้องมีบ้างแหละหนาที่ทหารในนั้นจะถูกใจเก็บกลับไป
กึก!
ม้าตัวสีดำหยุดชะงักตรงหน้าร้านขายเกาลัดคั่ว
ฮี่!~~~ มันร้องทั้งยังยื่นจมูกฟุดฟิดไปยังกระทะร้อน ๆ
"เอามาสองจิน"เสียงทุ้มราบเรียบแต่ทรงพลังเอ่ยกับพ่อค้าตัวเล็กซึ่งปิดหน้าตามิดชิดอีกทั้งเสื้อผ้ายังขาด ๆ มอม ๆ
"ขอรับ ๆ"น้ำเสียงสดใสเอ่ยรับมือเรียวรีบตักเกาลัดคั่วใส่ห่อแล้วยื่นให้อีกฝ่ายซึ่งนั่งอยู่บนหลังม้า
"เท่าไร"
"เอ่อ...สามสิบอีแปะขอรับ" เพราะเป็เกาลัดคั่วน้ำตาลจึงค่อนข้างแพง
มือหนานับเงินตามราคาแล้วยัดใส่มือเรียวของคนที่คาดว่าน่าจะเป็เด็กหนุ่มแล้วรับห่อเกาลัดคั่วมา จากนั้นจึงกระตุกบังเหียนเ้าต้าไป๋เดินต่อไป
พ่อค้าเกาลัดมองเงินในมือพลันเม้มปากเป็เส้นตรง
เป็ถึงแม่ทัพใหญ่แต่ขี้เหนียวชะมัดดวงตากลมมองตามหลังเ้าม้าหนุ่มและเ้าของมันไปด้วยความคับข้องใจ
เหวินอวี้ สะบัดตัวไม่พอใจเดินกระแทกเท้ากลับไปประจำหน้าเตาคั่ว คั่วเมล็ดเกาลัดต่อไป วันนี้ต้องขายให้หมดไม่เช่นนั้นแล้ววันนี้ทั้งอารามเต๋าก็คงไร้ข้าวกิน
"ระบบ ๆเมื่อไหร่ฉันจะได้กลับบ้านเนี่ย!!!" เขาโวยวายกับระบบในใจ
'โฮสต์โปรดใจเย็น ๆภารกิจยังไม่คืบเลยขอรับ'
ภารกิจวันนี้>>>
[[ขายเกาลัดคั่ว : 3/20จิน]]
[[รางวัล : ข้าวสารผักกาดขาวและหญ้าจูอี]]
[[บทลงโทษ :ส่งกลับโลกเดิมทันที]]
"เฮ้อ!!!..."เหวินอวี้ถอนหายใจออกมายืดยาว ขณะที่มือก็คนเมล็ดเกาลัดในกระทะไป
...ปลายยามอู่
ในที่สุดเกาลัดคั่วยี่สิบจินก็ขายออกจนหมดเด็กหนุ่มในชุดเก่าปะชุนมอม ๆ ก็เก็บของใส่รถเข็นไม้คันเล็กเก่าคร่ำคร่าเข็นไปตามทาง
วันนี้ขายได้สามร้อยอีแปะยังไม่หักต้นทุนค่าน้ำตาล ค่าเกลือ ใบหน้าภายใต้ผ้าคลุมสีฝุ่นแย้มยิ้มกว้าง
เกาลัดก็เก็บเอาที่ตีนเขาฟืนก็หาเอาที่นั่น แรงงานเก็บก็เด็ก ๆ ในวัด เหลือกำไรอยู่โข
ก่อนจะถึงปากทางเข้าซอยเล็ก ๆเหวินอวี้ก็จัดแจงซื้อข้าวสารและแป้งกลับไปด้วย
ที่อารามเต๋าแห่งนั้น มีเขาเป็พี่รองน้อง ๆ อีกสามคน ส่วนพี่ใหญ่คนโตนั้นบวชเป็พระเต็มตัวไปแล้ว
วัดเล็ก ๆ ในตรอกเล็ก ๆ ลำบากแสนเข็ญจนแม้แต่นักบวชที่ละทางโลกแล้วก็ต้องออกไปช่วยเก็บผลเกาลัดมาให้เขาคั่วขาย
แต่่นี้หิมะตกเกาลัดที่ขายก็เป็เกาลัดเก่า หากโชคดีพรุ่งนี้เขาจะไปหาปลาในแม่น้ำเย็นเยียบมาขายเพื่อต่อชีวิตให้เด็ก ๆ
โลกกว้างใหญ่ สายลมพัดผ่านมาก็ผ่านไปใครจะมาสนใจชีวิตเล็ก ๆ ของเด็ก ๆ ตัวจ้อยนี้กันเล่า
...ก็ต้องตะเกียกตะกายผ่านไปให้ได้ด้วยตัวเอง