ความมืดครอบคลุมแดนแพนโดร่าอีกครั้ง ทั้งสามนอนหลับตลอดวัน บรรยากาศยามเย็นที่สงบเงียบ เงียบจนไม่ได้ยินเสียงใด ๆ
อสูรปักษาหน้าคล้ายม้าที่บินวนเวียนอยู่ทั่วบริเวณแตกฮือออกไป สัตว์อสูรตัวเล็กตัวน้อยรับรู้ได้ถึงอันตรายจึงทยอยเคลื่อนตัวหายไป แสงอาทิตย์ลับฟ้าไปแล้ว ความหนาวเย็นยามค่ำคืนกลับมาอีกครั้งพร้อมกับสิ่งมีชีวิตที่อาศัยอยู่ตามซอกหลืบหินก็โผล่ขึ้นมาอวดอ้างศักดา
ห่างออกไปจากเกาะลอยที่ทั้งสามหลับนอนอยู่ไม่ไกล ชายหนุ่มรูปงามคนหนึ่งในชุดสีเหลืองสลับดำ ยืนนิ่งอยู่บนเกาะลอยขนาดเล็ก ใต้เท้าเป็ฝูงต่อั์บินว่อนรอบตัวเขา ตัวต่อที่ขึ้นชื่อว่าดุร้ายและมีพิษรายแรงไม่มีทีท่าว่าจะทำอันตรายใด ๆ ต่อชายหนุ่มผู้นี้
แต่ตัวต่อเหล่านี้มิได้อาศัยอยู่บริเวณนี้มาก่อน มันบินออกมาจากเสื้อผ้าชายชุดสีเหลืองสลับดำนั้น บนเกาะลอยอีกแห่งหญิงสาวโฉมสคราญแต่งกายชุดสีแดงเข้มนั่งอยู่ที่บัลลังก์ซึ่งวางอยู่บนหลังนกขนาดั์ ดวงตาของมันเป็สีแดง มือของนางลูบไล้อยู่ที่สายพิณแต่ปราศจากเสียงใด ๆ
“ต้าหวงเฟิง ท่านแน่ใจว่าเป็ที่นี่” หญิงสาวเอ่ยถาม
“เสี่ยวถูจิ่ว เ้าสำนักััถึงปราณัฟ้าบริเวณนี้ แต่ข้ามิใช่เ้าสำนักจะให้ข้าแน่ใจได้อย่างไร”
“ศิษย์พี่ท่านอย่ามัวแต่เล่นคารม ข้าพเ้าเกรงแม่เฒ่าโอสถจะตามมาทันเสียก่อน”
“นางอย่างไรก็เป็คนส่งเด็กพวกนี้มาเอง มาทันแล้วจะเป็ไร แต่คงคาดไม่ถึงว่าเ้าสำนักสามารถััปราณัฟ้าได้ รีบส่งพวกเรามาดักรอ”
ชายหนุ่มมีสีหน้าเหยียดหยาม “ข้าไม่เข้าใจเหตุใดเ้าสำนักจึงกริ่งเกรงแม่เฒ่าโอสถนัก”
“ศิษย์พี่ ัฟ้าาตัวนั้นสามารถทำให้เ้าสำนักาเ็ แกนของมันคงบรรจุพลังระดับนิพพาน (เนี่ยผาน) ไว้ หากพวกเราใช้บ่มเพาะคงทำให้พวกเราก้าวข้ามขั้นไปได้”
“หุบปาก! เ้าสำนัก้าแกนันั่น หากเ้า้ามันคงต้องข้ามศพข้าไปก่อน” ต้าหวงเฟิงจ้องมองทู่หวงเหมยด้วยสายตาคมกริบ
“ศิษย์พี่จะโกรธไปใย ข้าแค่กล่าวล้อเล่น” นางยิ้มอย่างอ่อนหวาน แต่แค่นหัวเราะในใจ “หากข้าได้แกนันั่นมีหรือจะส่งมอบให้กับอาจารย์ มิสู้เก็บไว้ใช้เองดีกว่า”
ต้าหวงเฟิงหันไปมองทางทิศใต้ ตัวต่อสีเหลืองสลับดำตัวหนึ่ง บินกลับมาบนมือต้าหวงเฟิง
“ทิศใต้ ไม่มี”
ตัวต่อจากทิศอื่น ๆ ล้วนทยอยบินกลับมา ผลที่ได้เหมือนกันคือไม่มีร่องรอยของเด็กน้อยทั้งสามคน
สมปองที่ลอบมองจากซอกหินเห็นกุ่ยเซียนทั้งคู่ร้ายกาจมาก ถึงกับหลั่งเหงื่อเย็นเยียบออกมา คิดหาหนทางหลบหนีดูเป็ไปได้ยาก คิดต่อสู้กลับยากยิ่งกว่า ได้ส่ายศีรษะอย่างอับจนปัญญา
เยว่ิ หลี่ซุน ทยอยตื่นขึ้นมา เห็นสมปองหมอบนิ่งที่ซอกหินตรงปากถ้ำก็เดินไปหา สมปองเห็นทั้งคู่เดินมาก็ส่งสัญญาณให้เงียบ
"พวกกุ่ยเซียนหรือ" หลี่ซุนขยับปากถาม
สมปองพยักหน้า เขาขยับเข้าไปหาทั้งสองคนช้า ๆ เขาเขียนสิ่งที่เขาครุ่นคิดใส่มือของหลี่ซุน ทั้งสามคนคุยกันผ่านการเขียนบนฝ่ามือเพื่อหลีกเลี่ยงการส่งเสียง เยว่ิไม่ค่อยเห็นด้วยกับสมปองนัก แต่หลี่ซุนกลับกระตือรือร้นยิ่ง
สมปองกับหลี่ซุนขยับไปที่ปากถ้ำ ด้านนอกมีตัวต่อบินว่อนเต็มไปหมด แต่ไม่กี่อึดใจต่อมาชายหนุ่มชุดม่วงกับสาวชุดแดงก็เร่งร้อนจากไป ทำเอาสมปองกับหลี่ซุนนั่งงงอยู่พักใหญ่ เยว่ิพอได้ยินทั้งสองบอกกล่าวก็กังวล เกรงว่าจะเป็แผน
ทั้งสามตัดสินใจออกจากโพรงถ้ำแล้วไต่เถาวัลย์ลงไปช้า ๆ พวกเขาเลือกไต่ลงไปตามเส้นทางที่เป็มุมอับไม่สามารถมองเห็นจาก้า บางครั้งก็หลบซ่อนอยู่ใต้เกาะลอยสำรวจดูก่อนไต่ลงไป ใช้เวลาสองชั่วยามจึงถึงสันเขา แต่ขณะนั้นมีตัวต่อั์พุ่งเข้ามาหาเยว่ิ นางใหวดแส้ใส่ตัวต่อแหลกละเอียด
สมปอง หลี่ซุน รีบส่งสายตาถาม เยว่ิชี้ไปที่ซากตัวต่อบนพื้น สมปอง รีบคว้ามือของทั้งสองโถมลงจากสันเขาแบบไม่คิดชีวิต
“เข่อเจี้ยน ไหนว่าจะค่อย ๆ ไป เหตุใดจึงต้องวิ่ง”
“ไม่กลัวพวกมันรู้ตัวหรือ”
“เ้าไม่เข้าใจ ตัวต่อพวกนี้กับกุ่ยเซียนชายคนนั้นมีสื่อถึงกัน หากแค่จับไว้ไม่เป็ไร แต่เ้าหวดมันตาย เ้านายมันย่อมรู้สึกตัว” สมปองพยายามอธิบายขณะวิ่งลัดเลาะลงจากสันเขา
สมปองพยายามใช้เส้นทางที่สามารถบดบังการมองเห็นจากข้างบน เขานึกบ่นในใจ “เหตุใดูเาในแผ่นดินจีนนี่ช่างใหญ่โตมโหฬารเช่นนี้”
ขณะจะถึงเชิงเขา สมปองกางแขนกั้นหลี่ซุนและเยว่ิกวาดพวกเขาหลบเข้าหลังต้นไม้ใหญ่ขนาดห้าคนโอบข้างทาง
“ใต้เท้า ช่วยเร่งเดินทางสักหน่อย หากช้าจะไม่ทันสมัครเรียนปีนี้”
“นั่นซิ ท่านช่วยเร่งฝีเท้าเถิด หากชักช้าคุณชายบ้านท่านก็ไม่สามารถเข้าเรียนได้เช่นกัน”
ขบวนรถม้าขบวนหนึ่งราวยี่สิบคันปรากฎขึ้นที่เชิงเขา บนรถราย่อมเป็คุณชายที่เดินทางมาสมัครเป็ศิษย์สำนักประตู์ที่กำลังเปิดรับสมัครศิษย์ใหม่อยู่ในขณะนี้ เพียงแต่ใต้เท้าคุ้มภัยด้านหน้าระแวดระวังเสียจนการเดินทางเป็ไปอย่างเชื่องช้า ทำให้คนรับใช้คุณชายต่าง ๆ ต้องมาชุมนุมกันเพื่อเกลี่ยกล่อมให้เร่งเดินทาง
สมปองลากหลี่ซุนกับเยว่ิเดินอ้อมไปยังท้ายขบวน หน้าต่างรถม้าคันหนึ่งเปิดขึ้น หนุ่มน้อยหน้าใสซื่อบนรถเห็นพวกสมปองก็สนใจเรียกพวกเขาขึ้นรถ แต่สมปองกลับรีบวิ่งออกไป คุณชายนั้นคล้ายรั้งตัวพวกเขาไว้จึงเรียกคนคุ้มครองให้ไปเชิญพวกสมปองอีกครั้ง
หลายครั้งที่คนไม่เกี่ยวข้องต้องรับเคราะห์ ในนิยายที่เคยอ่านมีถมไป สมปองไม่อยากให้คนเหล่านี้เดือดร้อนเพราะพวกเขา แต่ดูเหมือนจะปฏิเสธไม่ได้ คนคุ้มภัยสิบกว่าคนล้อมพาสมปอง หลี่ซุน และเยว่ิไปที่รถม้าคันนั้น
ชายหนุ่มหน้าใสรีบแนะนำตัว “ข้าต้วนหลงซาง กำลังจะไปสมัครเรียนที่สำนักประตู์ พวกเ้าเป็ใคร เหตุใดจึงรีบร้อนกันนัก”
“ข้าเข่อเจี้ยน นี่คือพี่หลี่ซุน และเยว่ิ พวกเราจำเป็ต้องรีบไปหาญาติที่ต้าหลี่” สมปองบอก
“ต้าหลี่” ต้วนหลงซางยิ้ม “พวกเ้ามีญาติอยู่ที่ต้าหลี่ ทางที่ดีไปกับข้า หลังจากสมัครเรียนแล้วใต้เท้าจูอี้ที่คุ้มครองขบวนก็จะเดินทางกลับต้าหลี่เช่นกัน”
สมปองถอนหายใจ คิดในใจ “ถือว่าพยายามเลี่ยงแล้วก็แล้วกัน” เขาป้องมือใส่ต้วนหลงซาง “ขอบคุณคุณชายต้วนยิ่งนัก เช่นนั้นพวกเราก็คงต้องรบกวนแล้ว”
ต้วนหลงซางยกมือให้สัญญาณ ขบวนที่หยุดลงก็เดินทางต่อ
“พวกเ้ายังเด็กแต่กลับเดินทางฝ่าดงพงไพรด้วยตนเอง ข้าเลื่อมใสจริง ๆ”
“คุณชายเดินทางมาสมัครเป็ศิษย์สำนักประตู์เช่นนั้นหรือ” หลี่ซุนที่นั่งเงียบพลันเอ่ยขึ้น
“ข้าเพียงมาเป็เพื่อนน้องชายข้า ต้วนเอ่อหลิน เขานั่งอยู่ที่รถคันแรก” ต้วนหลงซางชี้ไปยักรถคันแรก “พวกเ้าสนใจสมัครเป็ศิษย์สำนักประตู์หรือไม่?”
“สำนักประตู์เป็สำนักแบบไหนกัน” สมปองถามด้วยความสงสัย เขาหันหน้ามองต้วนหลงซาง “ขออภัยคุณชาย พวกเราอาศัยตามป่าเขาจึงไม่ค่อยทราบเื่ราวในโลกสักเท่าไร” สมปองแก้ตัว
ต้วนหลงซางมองทั้งสามด้วยสีหน้างง ๆ แต่ยังไม่ทันไร ขบวนรถก็ต้องหยุดลงอีกครั้ง เสียงรถม้าวิ่งมาหยุดข้าง ๆ คุณชายต้วนเปิดหน้าต่าง
“คุณชาย แย่แล้ว ข้างหน้ามีการต่อสู้กัน”
“ต่อสู้ ใครต่อสู้กัน”
เสียงไม้หักโค่นดังโครมครามแต่ไกล ทุกในขบวนล้วนชะโงกหน้าออกมาดู
ห่างออกไปสิบห้าลี้ ร่างของหมีขนาดใหญ่ราวขุนเขา กำลังโรมรันอยู่กับชายหญิงคู่หนึ่ง หมีั์หักต้นไม้เหวี่ยงฟาดไปมา เสียงคำรามดังสนั่นลั่นป่า
“มิใช่มนุษย์สู้กัน พวกเราเปลี่ยนเส้นทางกันเถิด”
“ตกลงเปลี่ยนเส้นทาง เร็ว”
ต้วนหลงซางไม่ดันทุรัง ขบวนเบนทิศทางเข้าป่าหินผาด้านข้างเพื่ออ้อมเขาลูกนั้น สมปองเหลือบมองออกไปก็มีสีหน้าวิตก
“น้องทั้งสามไม่ต้องกังวล ใต้เท้าจูจะพาเราออกจากบริเวณนี้โดยเร็วที่สุด”
เสียงล้มลงดังสั่นะเื ขบวนรถม้าสามารถรู้สึกได้ ใต้เท้าจูเร่งม้านำหน้าไป่หนึ่ง เขาส่งคนไปล่วงหน้าสำรวจเส้นทางป้องกันเหตุสุดวิสัย การต่อสู้กันระหว่างเซียนกับสัตว์อสูรพบเห็นไม่บ่อยนัก แต่สัตว์อสูรระดับนั้นพวกเซียนที่กล้าต่อสู้ด้วยย่อมมีความสามารถสูงยิ่ง
ขณะขบวนกำลังตัดพ้นดงหินม้าของคนคุ้มภัยด้านหลังจู่ ๆ ก็แผดเสียงร้องล้มลงดิ้นทุรนทุรายขาดใจตายภายในสองอึดใจ คนคุ้มภัยต้องอาศัยม้าตัวเดียวกันเร่งติดตามขบวนไป
ฝูงต่อเหลืองสลับดำนับพันตัวโผลงตรงซากม้า คนคุ้มภัยทั้งสองหันไปมองเห็นซากม้าเหลือแต่โครงในเวลาเพียงไม่นาน ก็แตกตื่นเร่งม้าแจ้งต่อผู้คุ้มภัยคนอื่น ขบวนรถม้าได้แต่เร่งความเร็วกว่าเดิมจนคุณชายทั้งหลายร้องโวยวายขึ้น