การเดินทางออกจาก หุบเขาอัสนีบาต เต็มไปด้วยอันตราย แต่มู่ไป๋และเสวี่ย ลั่ว ต่างเป็กำลังสำคัญของกันและกัน มู่ไป๋ที่มีพลัง ก่อรากฐาน และ ปราณเซียนโบราณ ที่รุนแรง ทำหน้าที่กำจัดอสูรที่แข็งแกร่งและเปิดเส้นทางที่รวดเร็วที่สุด ขณะที่เสวี่ย ลั่ว ที่เชี่ยวชาญด้าน สมุนไพร และ การรักษา ทำหน้าที่ดูแลเื่อาหารและการป้องกันพิษต่าง ๆ
ความสัมพันธ์ ของพวกเขาแปลกประหลาด มู่ไป๋ปฏิบัติต่อเธออย่าง มีประสิทธิภาพ และ เป็เหตุเป็ผล เขามีความรับผิดชอบที่จะปกป้องเธอในฐานะผู้ที่เขายอมสละโอกาสเพื่อช่วยชีวิตไว้ และในฐานะพยานที่รู้เื่พลังของเขา
วันหนึ่งขณะพักแรม มู่ไป๋กำลังบ่มเพาะพลังเพื่อ เสริมความมั่นคงให้กับแกนรากฐาน ที่เพิ่งสร้างใหม่ เสวี่ย ลั่ว นั่งอยู่ข้าง ๆ เธอรู้สึกถึงความเ็าที่แผ่ออกมาจากตัวเขา
"ท่านพี่หลี่" เสวี่ย ลั่ว เอ่ยขึ้นเบา ๆ "ข้าััได้ว่าท่านพี่บ่มเพาะพลังได้เร็วยิ่งกว่าอัจฉริยะใด ๆ ที่ข้าเคยพบ... แต่ดูเหมือนท่านพี่จะไม่มีความสุขเลย"
มู่ไป๋หยุดการบ่มเพาะ เขาลืมตาขึ้นและมองเธอด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
"ความสุขไม่ใช่ปัจจัยในการบรรลุเซียน" มู่ไป๋ตอบ "มันคือ พันธนาการ ที่ถ่วงผู้ฝึกตนไว้ ข้าเพียงมุ่งมั่นสู่เป้าหมายที่แท้จริง"
"แต่การเป็เซียนก็เพื่อที่จะได้ใช้ชีวิตที่ยืนยาวและมีอิสระมิใช่หรือ? หากท่านปราศจากความสุข แล้วการเป็ะจะมีความหมายอันใด?" เสวี่ย ลั่ว ถามอย่างจริงใจ
มู่ไป๋คิดถึง ความว่างเปล่า ที่เข้ามาแทนที่ความทรงจำของ จ้าว ชิงเฟิง และตอบว่า: "ความหมายคือการก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์"
เสวี่ย ลั่ว ส่ายหน้าเบา ๆ "ข้าเข้าใจ... แต่วิถีของข้าเชื่อว่า พลังที่ยิ่งใหญ่ ต้องมาพร้อมกับจิตใจที่ยิ่งใหญ่ มิใช่จิตใจที่ว่างเปล่า"
มู่ไป๋ไม่ตอบ เขาแค่กลับเข้าสู่สมาธิ ความแตกต่างทางปรัชญานี้ทำให้เขาเริ่มสงสัยใน ปรัชญาของ ซู เหวินเทียน อีกครั้ง แต่ ตรรกะ ยังคงสั่งให้เขาเดินหน้าต่อไปในวิถีแห่งอำนาจ
2. สำนักหมอกควันเมฆาการเดินทางรวมแล้วกินเวลากว่า หกเดือน ในที่สุดทั้งสองก็เดินทางมาถึงเขตชายแดนของ สำนักหมอกควันเมฆา
สำนักตั้งอยู่บนยอดเขาสูงที่ปกคลุมด้วยหมอกหนาทึบตลอดปี มีทางเข้าเป็ลานหินขนาดใหญ่ที่มีศิษย์หลายคนกำลังฝึกฝนวิชาอยู่ มู่ไป๋สังเกตเห็นว่าระดับพลังของศิษย์ส่วนใหญ่อยู่ที่ ฝึกกาย และ ก่อรากฐาน ขั้นกลางถึงขั้นสูง ไม่ได้แข็งแกร่งจนเกินไป
มู่ไป๋ไม่ได้ตั้งใจจะเข้าร่วมสำนัก แต่้าใช้ทรัพยากรที่นี่เพื่อ ซ่อมแซมสมุดบันทึก และหา สมุนไพรล้ำค่า ที่จำเป็สำหรับการบ่มเพาะ ขอบเขตพลังิญญา
"ข้าจะเข้าไปในสำนักในฐานะผู้แสวงบุญและแลกเปลี่ยนยาสมุนไพร เ้าจะทำเช่นไร?" มู่ไป๋ถามเสวี่ย ลั่ว
เสวี่ย ลั่ว ตอบว่าเธอจะขอเข้ารับการทดสอบเป็ ศิษย์นอก เพื่อให้มีที่พักพิงและอาศัยอยู่ภายในสำนักได้
ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินเข้าสู่ลานทดสอบ สายตาของศิษย์ผู้ดูแลคนหนึ่งก็จับจ้องมาที่พวกเขา
3. การทดสอบและร่องรอยของบาปกรรมศิษย์ผู้นั้นชื่อ ซุน เฉิง มีระดับพลัง ก่อรากฐานขั้นสูง เขารู้สึกถึงปราณของมู่ไป๋ที่เป็ระดับ ก่อรากฐานขั้นต้น เหมือนกัน แต่มี บางสิ่งที่ผิดปกติ
"เ้าทั้งสองเป็ใคร มาทำอะไรที่สำนักหมอกควันเมฆา?" ซุน เฉิง ถามเสียงเข้ม
มู่ไป๋ตอบตามที่เตรียมไว้ "ข้านามว่า หลี่ มู่ไป๋ มาพร้อมสหาย ขอเข้ารับการทดสอบเพื่อเป็ศิษย์นอก และขอแลกเปลี่ยนทรัพยากร"
ซุน เฉิง จ้องมองมู่ไป๋อย่างไม่ไว้ใจ เขารู้สึกถึง กลิ่นอายที่ดุดัน ผิดปกติจากปราณของมู่ไป๋ แต่ไม่สามารถระบุได้
"ศิษย์นอกต้องพิสูจน์ความมุ่งมั่น" ซุน เฉิง โยน หินิญญา ก้อนใหญ่ลงบนพื้น "หากเ้า้าเป็ศิษย์นอก จงใช้พลังของเ้าทำลายหินิญญาก้อนนี้ หากทำได้ถือว่าผ่าน"
มู่ไป๋รู้ว่าหินิญญานี้เป็หินที่ถูกปกป้องด้วยพลังปราณ หากผู้ฝึกตนระดับ ก่อรากฐานขั้นต้น ทั่วไปต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมากในการทำลาย
แต่เมื่อมู่ไป๋ก้าวเข้าไปใกล้ สมุดบันทึก ในอกเสื้อของเขาก็สั่นไหวเล็กน้อย พลังที่แลกมาจะมอบความแข็งแกร่งในการโจมตีให้เขา
มู่ไป๋ไม่รอช้า เขารวมปราณเซียนทั้งหมดไว้ที่กระบี่เหล็ก และฟาดฟันลงบนหินิญญาด้วยวิชา 'ปราณพยัคฆ์คำราม'
โครมมมม!
หินิญญาแตกกระจายออกเป็ชิ้นเล็กชิ้นน้อยในการโจมตีเพียงครั้งเดียว! พลังทำลายล้างนั้นเกินกว่าที่ผู้ฝึกตนระดับ ก่อรากฐานขั้นต้น ควรทำได้
ซุน เฉิง และศิษย์คนอื่น ๆ ต่างตกตะลึง
ขณะที่มู่ไป๋เก็บกระบี่ สายตาของ ซุน เฉิง ก็พลันเห็น รอยด่างดำ จาง ๆ ที่แวบผ่านดวงตาของมู่ไป๋อย่างรวดเร็ว—ร่องรอยแห่งบาปกรรม ที่เกิดจากการแลก โอกาส ในหุบเขาอัสนีบาต
"ท่าน... ท่านผ่านการทดสอบ!" ซุน เฉิง ประกาศเสียงสั่น แต่ในใจของเขากลับเต็มไปด้วยความหวาดระแวง... ชายคนนี้เป็อัจฉริยะ หรือเป็ผู้บ่มเพาะนอกรีตกันแน่?
หลี่ มู่ไป๋ ได้ก้าวเข้าสู่ สำนักหมอกควันเมฆา แล้ว โดยทิ้งร่องรอยแห่งอำนาจและคำถามไว้เื้ัมากมาย