บทที่ 5 หนุ่มน้อยผู้แอบแฝง
เช้าวันรุ่งขึ้น ขบวนทหารใหม่เบียดเสียดคับคั่งอยู่หน้าทางเข้า มีจำนวนไม่น้อยที่รอตรวจร่างกายเพื่อคัดกรองคนก่อนเข้าฐานทัพหนานซี
"ท่านแม่ทัพขอรับ สงสัยว่ามีสตรีปะปนมา ให้เปิดโปงเลยหรือไม่" รองแม่ทัพหนุ่มรีบคาบข่าวมาแจ้งต่อผู้บัญชาการมู่ไฉเฉิง
"ไม่ต้อง..." ผู้บัญชาการตอบเสียงห้วนแต่ใบหน้าไม่ได้กริ้วโกรธอย่างที่ควรจะเป็
เพียงได้ฟังข่าวคราวประเภทนี้ไฉเฉิงก็รู้ได้ในทันที ว่าสตรีทั่วเมืองหลวงไม่มีผู้ใดกล้าทำเื่โลดโผนเหล่านี้เว้นแต่จะเป็นาง ดังนั้นเพื่อพิสูจน์ให้เห็นกับตาตัวเองว่าเป็ อันลี่หลินจริง ๆ ไฉเฉิงจึงรีบตรงไปยังด่านคัดกรองคนโดยไม่บอกกล่าวต่อผู้ใดก่อน
ทันทีที่ไปถึงที่หมาย ปรายตาสำรวจดูชายหนุ่มนับร้อยก็ไม่เห็นว่าจะมีอะไรผิดปกติ แต่หากมองไปยังปลายแถวจะเห็นว่ามีบุรุษผู้หนึ่ง ร่างผอมอ้อนแอ้นอรชรราวสตรี ใบหน้านวลงามเฉิดฉาย แม้จะติดหนวดแปะเคราแต่ไม่อาจอำพรางความงดงามเ่าั้ได้
เป็เหยียนจงที่มองคนขาด เพียงตาเดียวก็คาดคะเนว่านางคือสตรี สมแล้วที่เป็รองแม่ทัพที่เป็ดั่งมือซ้ายของมู่ไฉเฉิง ครู่เดียวครู่หนึ่งที่ยืนมองจากที่ไกล ๆ ไฉเฉิงไม่ค่อยแปลกใจนัก ที่นางจะกล้าปลอมเป็บุรุษ เพราะก่อนหน้านี้ที่ตำบลเจียถูนางก็ปลอมเป็หมอรักษาองคชาตนามว่าเหล่าเหลียวมานานหลายปีแล้ว แต่สิ่งที่ทำให้ไฉเฉิงแปลกใจจนคิดไม่ตก คงจะเป็เหตุผลที่นางปลอมตัวเข้ามาในกองทัพ? สตรีอย่างนางจะแกว่งเท้าหาเสี้ยนไปทำไมกัน
ไม่นานนักแถวอันยาวเหยียดก็เริ่มสั้นเตียน ใกล้จะถึงคิวตรวจร่างกายของนางแล้ว ใบหน้าของนางดูลุกลี้ลุกลนไม่เป็ธรรมชาติ คาดว่าคงกลัวถูกจับได้และถูกส่งตัวกลับสกุลอันกระมัง ในเมื่อกล้าลงทุนถึงเพียงนี้ มู่ไฉเฉิงก็จะรอดูว่านางแฝงตัวเข้ามาในกองทัพเพื่อจะทำอะไรกันแน่
เพื่อไม่ให้นางถูกค้นตัวและเข้าหนานซีได้อย่างราบรื่น ไฉเฉิงใช้อำนาจลำเอียง ออกคำสั่งให้หน่วยตรวจตราละเว้นการคัดกรองคน ทหารใหม่ร้อยนายถูกไล่ต้อนเข้าสู่ดินแดนฝึกคนแห่งหนานซีด้วยความหละหลวม
บัดนี้พลทหารวัยหนุ่มยืนหลังตรงถือไม้พลองในระเบียบนักรบต่อหน้าผู้บัญชาการ ดวงตาอันเคร่งขรึมมองกวาดไปรอบ ๆ เพื่อแบ่งสัดส่วนและจำแนกหน้าที่ให้ทหารใหม่แต่ละคนมีความรับผิดชอบเป็ของตัวเอง
ห้าสิบคนแรกให้มีหน้าที่ดูแลยุทโธปกรณ์ในคลัง โดยที่ทุกเช้าหลังวิ่งใช้กำลังเสร็จ จะต้องตรวจสอบความเรียบร้อยของอาวุธทุกชิ้นให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน รวมไปถึงเช็ดถูและลับคมกระบี่ให้เงาเหลือบ
อีกสี่สิบคนให้มีหน้าที่ดูแลเวรยามในตอนกลางวันและตอนกลางคืนสลับกันไป ไม่เพียงเท่านั้นยังต้องดูแลความสะอาดภายในหนานซีทั้งหมดไม่ให้ขาดตกบกพร่อง
ส่วนสิบคนสุดท้ายดูจากสภาพแล้ว ไม่น่าจะทำอะไรได้ หัวจรดเท้าผอมแห้งประหนึ่งปลาหมึกตากลืมไว้บนกระด้ง นับรวมอันลี่หลินเป็สิบคนถ้วนพอดิบพอดี มีหน้าที่ดูแลโรงครัวปรุงอาหารวันละสามเวลา นอกเหนือจากภาระหน้าที่เหล่านี้จึงจะมีสิทธิ์ออกมาฝึกรบพร้อมผู้อื่นได้
การตัดสินใจของไฉเฉิงฟังดูก็รู้ว่ากลั่นแกล้งคนชัด ๆ แม้ร่างกายของลี่หลินจะเป็หญิง แต่ใช่ว่านางจะด้อยกว่าบุรุษ วรยุทธที่ล้ำเลิศของนางใช่ว่ามู่ไฉเฉิงไม่เคยเห็น หญิงสาวทำได้แค่กระบิดกระเบือนในใจแต่ไม่กล้าเอ่ยปากคัดค้าน
[ยอดฝีมืออย่างข้าให้เข้าครัวเสียได้! ทำเช่นนี้ไม่น่าเสียดายฝีไม้ลายมือแย่หรอกรึ?]
"วันนี้เดินทางไกลคงเหนื่อยโข เช่นนั้นพวกเ้าแยกย้ายกันเข้ากระโจมนอนเถอะ" เหยียนจงก้าวเท้าไปข้างหน้ากึ่งหนึ่งพร้อมเปล่งเสียงสั่งอย่างแข็งขัน
"เดี๋ยวก่อน! ทุกคนพักรวมกันได้ ยกเว้นเ้าหนุ่มน้อยคนนั้น แยกไปพักกระโจมหลังใกล้ข้า" ไฉเฉิงสกัดกั้นมิให้ลี่หลินต้องพักรวมกับบุรุษร่างกำยำบึกบึนพวกนั้น
ลี่หลินอุตส่าห์แอบแทรกซึมเข้ากองทัพมาได้อย่างแเี เพราะมู่ไฉเฉิงแท้ ๆ ทำให้นางต้องตกเป็จุดสนใจจนได้ นางไม่พอใจยิ่งนักที่มาวันแรกก็ถูกแยกออกจากสหายกองทัพ และยังถูกขีดเขี่ยให้ไปอยู่ในโรงครัวร่วมกับบุรุษร่างผอมไร้ประโยชน์ ต่อให้เป็คนมองโลกในแง่ดีขนาดไหน ก็อดรู้สึกนึกคิดไม่ได้ว่ากำลังถูกดูแคลนว่าไร้ความสามารถ เช่นนี้นางจะเข้ากับคนอื่นได้อย่างไร และที่สำคัญไปกว่านั้นนางจะหาโอกาสเข้าใกล้มู่ไฉเฉิงได้อย่างไรเล่า!
หญิงสาวเดินสะบัดตูดแยกแถวออกไปด้วยความไม่พอใจ ส่วนไฉเฉิงที่เป็คนออกคำสั่งประหลาดเหล่านี้ ได้แต่หรี่ตาแคบจ้องมองนางจากด้านหลังด้วยความสงสัย แม้ว่าตัวของไฉเฉิงจะรู้สึกสนอกสนใจนางไม่น้อย แต่เขาย่อมแยกแยะเื่งานและเื่ส่วนตัวไว้คนละส่วน อีกประการหนึ่งแม้ว่าไฉเฉิงจะชอบพอนางขนาดไหน อย่างไรเื่ประเภทชายหญิงก็คงไม่อาจเกิดขึ้นได้ เพราะคนอย่างไฉเฉิงคำไหนคำนั้น ปฏิญาณตนแล้วว่าจะไม่แต่งงาน...ชาตินี้จะไม่ขอผิดคำพูดเด็ดขาด
ไม่นานนักเสียงนินทาจากพวกหูยาวปากยื่นก็ดังแว่วมาตามกระแสลม ยิ่งทำให้ไฉเฉิงรู้สึกไม่ชอบใจนัก
"เ้าสาม…ดูอย่างหนุ่มน้อยหน้าขาวคนนั้นสิ เพิ่งเข้าหนานซีก็ถูกกลั่นแกล้งเสียแล้ว เ้าคิดว่าอย่างพวกเราจะรับมือท่านแม่ทัพมู่จอมบงการคนนั้นได้หรือไม่"
"พี่ใหญ่ ข้าว่าพวกเราคืนป้ายทหาร ลากลับบ้านตอนนี้ยังจะทันหรือไม่"
เสียงของเ้าคนสามหาวเ่าั้ค่อย ๆ สงบลงเมื่อไฉเฉิงเดินเข้าไปใกล้ ท่าทีจองหองพองขนเลือนหายเหลือเพียงสีหน้าจืดเจื่อนกลัวตายของสองพี่น้อง
ไฉเฉิงไม่ใคร่ถือสา…ถูกนินทาเท่านี้นับว่ายังน้อยนักเมื่อเทียบกับที่ไฉเฉิงเคยปล่อยข่าวลือเสียหายให้กับตัวเอง ชายหนุ่มทำหูทวนลมถ่อใบหน้าเ็าเดินเสียดไปหลังกระโจม พบลี่หลินกำลังยุ่งอยู่กับการขนสัมภาระเข้าที่พักอย่างกระฉับกระเฉง
พ่อคนใจใหญ่ไม่ลืมที่จะเข้าไปทักทายนาง ไฉเฉิงเคลื่อนไหวเบาหวิวดั่งสายลม ชั่วพริบตาเดียวก็ประชิดเป้าหมายได้ดั่งใจนึก แผ่นหลังของลี่หลินััขอบกระโจมพอดิบพอดี ร่างที่ทั้งเล็กและน่าทะนุถนอมนิ่งเกร็งด้วยความประหม่า
แต่พอนางแหงนหน้าขึ้นมอง และรู้ว่าเป็มู่ไฉเฉิงความประหม่าเ่าั้ก็เลือนหายพลัน เหลือไว้เพียงรอยยิ้มเริงร่าสดใส ไม่น่าเชื่อว่านางไม่รอให้ไฉเฉิงเปิดโปง แต่เป็ตัวนางเองที่ชิงเปิดเผยฐานะตัวเองด้วยสีหน้าระรื่น นิ้วทั้งห้ายกขึ้นมากระชากหนวดเคราจอมปลอมจนขาดวิ่น พร้อมส่งเสียงอ่อนระรื่นหูขึ้นมาทักทาย
"ข้าเอง อันลี่หลินจำข้าได้หรือไม่" แววตาของหญิงสาวเป็ประกายเจิดจ้าราวท้องคลื่นในยามสารทขณะพูด
"จำได้ดีเชียวล่ะ เหล่าเหลียว, อันลี่หลิน" ไฉเฉิงใช้น้ำเสียงเย็นะเืขณะพูด
"ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าคือเหล่าเหลียว" ลี่หลินพยายามคะยั้นคะยอถามข้อเท็จจริง เพราะนางมั่นใจเหลือเกินว่าไม่ได้แพร่งพรายเื่นี้แก่ผู้ใด แม้แต่เ้าทึ่มเหนิงกว่านเฟยก็ยังไม่เคยรู้มาก่อน
"รู้ได้อย่างไรไม่สำคัญเท่า คุณหนูใหญ่สกุลอันปลอมตัวเป็ชายเข้าร่วมกองทัพเพราะเหตุใดหรือ อย่าคิดว่าครั้งหนึ่งเกือบได้แต่งเข้าจวนแม่ทัพ แล้วข้าจะลำเอียงไม่รายงานเื่ผิดกฎเหล่านี้แก่องค์ฮ่องเต้"
ไฉเฉิงแสร้งปั้นเสียงแข็งเพื่อข่มขู่นาง นั่นก็เพราะ้าให้นางแพร่งพรายแผนการที่แท้จริงของนางออกมา ถึงแม้ว่ามู่ไฉเฉิงจะเป็คนที่เข้มงวดในกฎระเบียบมาก แต่ไหนเลยจะรังแกสตรีตัวคนเดียวอย่างลี่หลินได้ลงคอ ดังนั้นที่ทำทั้งหมดนี้ก็ได้แค่แสร้งปั่นหัวนางเท่านั้น
"ท่านไม่แจ้งทางการหรอก คนเช่นท่านไม่รังแกผู้ที่ด้อยกว่า หากท่านแม่ทัพคิดจะเล่นงานอันลี่หลินคนนี้จริง ๆ ท่านคงไม่ช่วยข้าให้พ้นจากด่านคัดกรองคนโดยง่าย และยิ่งไม่ช่วยให้ข้าได้แยกมานอนในกระโจมเดี่ยวหลังนี้" ลี่หลินช่างเป็สตรีที่เฉลียวฉลาดมองคนทะลุปรุโปร่งราวอ่านใจคนได้
"คืนนั้นเ้าช่วยข้าถอนพิษและช่วยเย็บแผลให้ ตัวข้ามู่ไฉเฉิงไม่ชอบติดค้างผู้ใด ช่วยมาก็แค่ช่วยกลับ ไม่เห็นมีอะไรให้ต้องคิดมากปานนั้น อีกอย่างข้าไม่วางใจที่จะเห็นคนพวกนั้นล่วงเกินเ้า" ขณะพูดไฉเฉิงยังคงรักษาไว้ซึ่งรูปหน้าที่แสนเ็าราวมัจจุราช
"ท่านเป็ห่วงข้างั้นหรือ ดีจริง ๆ ในที่สุดท่านก็หลุดปากพูดออกมาแล้ว" ขณะเดียวกันนั้นลี่หลินก็เอาแต่พูดจาหว่านล้อมเจื้อยแจ้วดั่งนกแซงแซวร้องหาคู่ในยามผสมพันธุ์
"ตกลงเ้าจะบอกได้หรือยัง ว่าปลอมตัวเข้าร่วมกองทัพเพราะเหตุผลอันใด!" ไฉเฉิงยังคงยืนยันคำเดิม ไม่บ่ายเบี่ยงคล้อยตามไปกับเื่อื่น
ลี่หลินไม่ได้คิดจะปิดบังอะไรไฉเฉิงอยู่แล้ว แน่นอนว่าตัวนางเองก็้าบอกทุกอย่างแกไฉเฉิง แต่ใครจะไปคิดว่าจังหวะชีวิตของนางจะไม่สมประกอบเอาปานนี้ ถึงเวลาสำคัญทีไรก็มักจะมีคนมาขัดแข้งขัดขา ครั้งนี้ก็คงไม่ต่างจากเดิม
เป็เหยียนจงที่เข้ามาขัดจังหวะ ไฉเฉิงไม่วางใจ…กลัวว่าเหยียนจงเ้าคนปากไม่มีหูรูดจะนำเื่นี้ไปทูลต่อองค์ฮ่องเต้ ทำเื่เล็กให้เป็เื่ใหญ่ บัดนี้ใบหน้าของนางก็ไม่ได้ติดหนวดติดเคราแล้ว ไฉเฉิงได้แต่จำใจใช้ร่างหนาของตนเองบดบังร่างของลี่หลินไว้จนมิด
"อื้ม! หาข้ามีเื่อันใด" ไฉเฉิงหมาดคอวางมาดขณะพูดกลบเกลื่อนพิรุธ
"รายงานเื่ราชการขอรับ" เหยียนจงเลิกคิ้วหลิ่วตาขณะพูด ฉไหนท่านแม่ทัพต้องออกอาการประหม่านิ่งเกร็งเพียงนั้นด้วย?
"ไปรอข้าในกระโจมใหญ่ ขณะเดินห้ามหันหลังกลับมาเด็ดขาด มิเช่นนั้นข้าจะเลื่อนขั้นให้เ้าไปเป็คนเลี้ยงม้าแทน" น้ำเสียงแข็งกระด้างถือเป็เอกฉันท์ เหยียนจงหาสาเหตุไม่ได้ เหตุใดท่านแม่ทัพผู้เป็นายถึงได้ทำตัวแปลกประหลาดอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน