หนึ่งสัปดาห์ผ่านไปอย่างรวดเร็ว
จวินหลิงหยางชุนที่ได้ยินเสียงะโดีใจของระบบตอนที่กำลังนอนหลับอยู่นั้น ถึงกับเด้งตัวขึ้นมายกมือปิดหูอย่างลืมตัว โชคดีที่เสด็จพ่อเหมือนจะนั่งทำงานต่ออยู่ที่โต๊ะด้านนอกห้องบรรทม
เขาลืมตาผ่านความมืดมองเมล็ดบัวสมุนไพริญญาที่เคลือบไปด้วยแสงสีทองล้อมรอบเมล็ดบัวที่เป็สมุนไพริญญาระดับห้าอย่างเจิดจ้าด้วยแววตาเปล่งประกายอย่างตื่นเต้น
นับว่าโชคของเขาดีมากที่เมื่อวันก่อนเมล็ดบัวสมุนไพริญญาระดับหนึ่ง 20 เมล็ด ที่ค่อยๆ สะสมมาจากการออกไปเก็บเมล็ดบัวที่สระบงกชหลวงทุกวัน นำไปปลูกที่มิติส่วนตัวสามารถงอกเมล็ดบัวสมุนไพริญญาระดับห้าขึ้นมาได้ 1 เมล็ด
เขาอ้าปากค้าง จ้องมองความมหัศจรรย์ตรงหน้าตาไม่กะพริบ
กลิ่นหอมที่เป็เอกลักษณ์ของเมล็ดบัวกระจายเข้าจมูกของเขาอย่างชัดเจน
หลังจากที่เขากับระบบชื่นชมจนพอใจระบบก็เก็บมันเข้าสู่มิติส่วนตัวของเขาเช่นเดิม จากนั้นก็เอาเมล็ดบัวสมุนไพริญญาระดับสี่ ที่สุ่มปลูกจากมิติส่วนตัวได้มา 7 เมล็ด ให้เขาทานมันเพื่อปรับปรุงร่างกายของตัวเอง
หลังจากทานมันลงคอ ร่างกายของเขาก็เหมือนว่าจะเรืองแสงสีทองขึ้นมาชั่วแวบหนึ่งก่อนจางหายไป ความรู้สึกอ่อนล้าของร่างกายที่เขาแบกรับมันอยู่ตลอดเวลาก็เบาลงกว่าเดิมอย่างที่รู้สึกได้ชัดเจน ปลายเล็บที่ซีดอยู่เสมอของเขามีสีชมพูระเรื่อขึ้นน้อยๆ คงมาจากผลของสรรพคุณของเมล็ดบัวที่ช่วยเพิ่มการไหลเวียนโลหิตทั่วร่างกาย และยังบำรุงอวัยวะภายในหลายส่วนด้วย
แต่นั่นแหละร่างกายนี้ค่อนข้างย่ำแย่เพียงเมล็ดบัวสมุนไพริญญาระดับสี่ 7 เมล็ดก็ยังไม่เพียงพอหรอก
เขายังต้องทานสมุนไพริญญาระดับสูงให้มากกว่านี้เพื่อเติมเต็มร่างกายนี้
เขาตกลงกับระบบแล้วว่า เมล็ดบัวสมุนไพริญญาระดับสามเขาจะนำไปบำรุงให้เสด็จแม่
ส่วนเมล็ดบัวสมุนไพริญญาระดับสองกับระดับหนึ่งจะนำไปบำรุงเสด็จพ่อกับพี่ชายทั้งสี่คน
"เสี่ยวชุน ทำไมลูกถึงตื่นมานั่งเงียบๆ คนเดียวในความมืดอย่างนี้เล่า หรือว่าลูกจะตื่นขึ้นเพราะฝันร้าย"
จวินหลิงจางเสวียนที่ออกไปจัดการงานที่ค้างไว้ของวันนี้ให้เสร็จสิ้นหลังจากส่งบุตรชายคนเล็กเข้านอนและรอให้อีกฝ่ายหลับใหลเสียก่อน เดินถือโคมไฟเข้ามายังข้างเตียงเอ่ยขึ้นกับบุตรชายที่นั่งอยู่ท่ามกลางผ้าห่มในความมืด
ร่างเล็กหันไปมองเสด็จพ่อของตัวเองก่อนจะส่ายหน้ายิ้มๆ ไม่ได้ให้คำตอบแต่เอ่ยกับบิดาของตัวเองว่า
"เสด็จพ่อทำงานเสร็จแล้วเหรอพ่ะย่ะค่ะ ลูกไม่รู้ว่าตอนนี้กี่ยามแล้ว เสด็จพ่อรีบมาเข้านอนดีกว่า พรุ่งนี้จะได้ตื่นขึ้นมาอย่างสดชื่นนะพ่ะย่ะค่ะ"
มือน้อยตบลงบนที่ว่างข้างเตียง ท่าทางน่ารักนั้นทำให้ร่างสูงอดไม่ได้ที่จะยิ้มเอ็นดูลูกชาย เขาขยับเข้าไปนอนลงเคียงข้างเ้าตัวเล็กที่รีบขยับนอนเอนลงในอ้อมกอดของเขา มือหนาห่มผ้าคลุมร่างกายของคนทั้งคู่ เมื่อทุกอย่างเรียบร้อยดีเขาจึงดับโคมไฟ
ท่ามกลางความมืดสนิทของค่ำคืน คนเป็บิดาจุมพิตลงบนหัวกลมๆ ของลูกชาย กระชับอ้อมกอดให้แน่นขึ้นก่อนจะเข้าสู่นิทราไปพร้อมกัน
จวินหลิงหยางชุนรู้สึกโล่งใจขึ้นมากที่หลังจากระบบบอกกับเขาเอาไว้ว่า์ได้จัดการบอกใบ้ท่านพ่อบางอย่างเรียบร้อยแล้ว เขาสามารถทำภารกิจต่างๆ ได้โดยไม่ต้องคอยกังวลว่าความลับจะรั่วไหลอีกต่อไป อีกทั้งสามารถมีความสุขกับอาหารอร่อยๆ ในอนาคต ที่ไม่ว่าเขาจะอัปเกรดวัตถุดิบอาหารอีกกี่ชนิด ก็ไม่ต้องห่วงว่าฮ่องเต้จะลุกขึ้นมาตรวจสอบอีก
แม้เขาจะอยากรู้อยากเห็นว่า์ใบ้ท่านพ่อยังไง แต่ระบบก็ไม่ยอมหลุดปากบอกมาเลยสักนิด
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นหลังจากที่์ลงมือจัดการเื่นี้ก็มีสายตาของเสด็จพ่อที่มักจ้องมองมาที่เขาด้วยสายตายิ้มๆ อยู่บ่อยครั้ง และเขาสามารถเห็นความสุขผ่านออกมาจากใบหน้าของเสด็จพ่อได้อย่างชัดเจน
นอกจากบรรยากาศแห่งความสุขที่ปกคลุมเสด็จพ่อที่เปลี่ยนไปแล้ว ยังมีอาการเจริญอาหารของอีกฝ่ายที่สามารถทานข้าวได้มากกว่าเดิมถึงหนึ่งชาม
ไม่รู้ว่าเป็เพราะระบบกับเขาจัดการอัปเกรดวัตถุดิบทำอาหารทุกอย่างเป็ระดับหนึ่งแล้วรึเปล่า เนื่องจากไม่ต้องสนใจว่าเสด็จพ่อจะจับสังเกตความผิดปกติอีก เขาในตอนนี้จึงมีความสุขและเพลิดเพลินกับอาหารแสนอร่อยทุกมื้ออย่างสบายใจ
โดยเฉพาะข้าวที่เขาอัปเกรดขึ้นเป็วัตถุดิบระดับสามเลย เพราะห้องเก็บวัตถุดิบมีจำนวนของข้าวที่กักตุนไว้จำนวนมากเพราะสามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่มีเวลาจำกัด ต่างจากวัตถุดิบทำอาหารอื่นๆ ที่เก็บไว้ค่อนข้างน้อยเพราะสามารถเน่าเสียได้ โดยเฉพาะผักกับผลไม้ จึงมีปริมาณไม่มากพอที่เขาจะนำมันไปอัปเกรดให้เป็วัตถุดิบที่มีระดับสูงขึ้นมากกว่าระดับหนึ่ง
นอกจากการเปลี่ยนแปลงการแสดงออกของเสด็จพ่อแล้ว ร่างกายของเขาั้แ่วันที่์บอกใบ้ให้กับท่านพ่อก็มีกลิ่นกายเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน เขาไม่ได้เป็คนสังเกตเห็นเองแต่เป็พฤติกรรมของพี่ชายทั้งสี่ที่เหมือนจะเสพติดการหอมหัวเขาไปแล้ว
ตอนแรกเขาปัดป้องเนื่องจากทั้งเขินอายและกังวลเื่ของกลิ่น แต่พี่ชายให้การยืนยันหนักแน่นว่าเขาตัวหอมกว่าเดิมมากๆ ยิ่งได้กลิ่นก็ยิ่งทำให้รู้สึกดี เขาลองถามเสด็จพ่อ อีกพ่อก็พยักหน้ายืนยันอีกเสียง
เขาเลยได้แต่หวังที่พึ่งสุดท้ายจากระบบที่นิ่งไปสักพัก ก่อนจะตอบกลับมาว่านี่เป็ของแถมที่์มอบให้กับเขา หรือก็คือตัวเขาจะมีกลิ่นหอมที่ช่วยบรรเทาอาการเหนื่อยล้า คล้ายๆ กับเครื่องหอมสำหรับอโรม่าเธอราปีในโลกก่อนนั่นเอง แต่เป็กลิ่นของสมุนไพร ไม่ใช่พวกดอกไม้ตามสมัยนิยม
ร่างเล็กๆ ของเขาจึงเปรียบเสมือนยาชูกำลังของทั้งเสด็จพ่อกับพี่ชายไปแล้ว เวลาที่อีกฝ่ายทำงานจนเหนื่อยล้า ก็มักจะมากอดฟัดเขาสองสามทีก่อนจะลุกไปทำงานของตัวเองต่อ
สิ่งเดียวที่จวินหลิงหยางชุนทำได้ในเวลานี้ก็คือทำใจ...
วันนี้ระบบบอกเขาว่าไม่มีภารกิจให้ต้องไปตามเก็บสมุนไพริญญาชนิดใหม่ เขาที่กำลังตื่นเต้นกับผลของการบำรุงร่างกายจึงชักชวนเสด็จพ่อกับพี่ชายไปนั่งเล่นกันที่ศาลาตรงสระบงกชหลวงเช่นเดิม
แน่นอนว่าสระบงกชหลวงตอนนี้จากการที่เขามาเก็บฝักบัวติดต่อกันเป็สัปดาห์ ยามนี้จึงมีเพียงก้านดอกที่กำลังเบ่งบานกับฝักบัวอ่อน เนื่องจากฝักบัวแก่ๆ ถูกเก็บจนเหี้ยนหมดแล้ว
วันนี้เขายืนยันหนักแน่นเสียงแข็งปฏิเสธเสด็จพ่อกับพี่ชายที่จะอุ้มเขาไปยังสระบงกชหลวง เพราะเขาอยากทดสอบสมรรถภาพร่างกายว่าหลังจากที่ทานเมล็ดบัวสมุนไพริญญาระดับสี่ไป 7 เมล็ด ร่างกายของเขาจะมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นบางไหม นอกจากผลลัพธ์ที่เห็นจากการที่ผิวพรรณมีสีเืเพิ่มขึ้น
ตอนแรกพี่ชายทั้งสี่ไม่ยินยอม แต่ก็เป็เสด็จพ่อที่เข้าข้างเขา และจับจูงมือน้อยให้เดินเคียงข้างไปกับร่างสูงของเสด็จพ่อ พี่ชายที่เหลือจึงได้แต่ยอมรับและพากันแย่งมืออีกข้างที่ว่างของเขาไปจูง
ส่วนผู้ชนะที่ได้จูงมือเขาอีกข้างในขาไปก็คือพี่รองนั่นเอง
การทดสอบด้วยการเดินในครั้งนี้นับว่าค่อนข้างน่าพอใจ เพราะกว่าเขาจะเริ่มรู้สึกเหนื่อยก็หลังจากเดินไปได้สองก้านธูปกว่า เรียกว่ามีพัฒนาการดีกว่าก่อนหน้านี้มากที่ยังไม่ถึงหนึ่งก้านธูปดีก็มีอาการเหนื่อยล้าแล้ว
และเป็เสด็จพ่อที่คอยสังเกตอาการของเขาตลอดเวลา พออีกฝ่ายเห็นว่าเขาเริ่มแสดงอาการเหนื่อย ก็เปลี่ยนมาอุ้มเขาแทนทันที โดยที่เขายังไม่ทันบอกเสด็จพ่อด้วยซ้ำ
ใบหน้าน่ารักที่กำลังใช้สองแขนเล็กโอบรอบคอของเสด็จพ่อเพื่อกันตก อดไม่ได้ที่จะยิ้มหวานออกมากับความใส่ใจของเสด็จพ่อที่มีต่อเขา
หลังอาหารมื้อเย็นมีเื่สำคัญหนึ่งอย่างที่เขาต้องพูดก็คือเื่ที่เขาจะกลับไปอยู่ตำหนักของตัวเองหลังจากหายป่วยมาได้หลายวัน แถมยังรั้งอยู่นานกว่าเวลาที่เสด็จพ่อบอกไว้ในตอนแรกว่าสองสามวันเสียอีก
ตอนนี้ผ่านมาเป็สัปดาห์แล้ว เขาค่อนข้างเกรงใจเสด็จพ่อจริงๆ จึงตัดสินใจบอกอีกฝ่ายว่าจะขอกลับตำหนักตัวเอง
เมื่อเขาเอ่ยประโยคนี้ออกไป ไม่เพียงแค่เสด็จพ่อไม่เห็นด้วย แต่ไม่มีพี่ชายคนไหนเห็นด้วยกับเขาเลย เพราะตำหนักของเขาค่อนข้างห่างไกล
เนื่องจากก่อนหน้านี้ด้วยอาการป่วยของเขา เสด็จพ่อจึงสร้างตำหนักให้อยู่ลึกออกไปเล็กน้อย เพื่อไม่ให้เสียงจากภายนอกเข้าไปรบกวนการพักผ่อนของเขา จึงค่อนข้างห่างจากตำหนักของเสด็จพ่อและส่วนกลางอย่างตำหนักอักษรสำหรับทรงงานกับท้องพระโรงสำหรับว่าราชการ
"พ่อไม่เห็นด้วยที่ลูกจะกลับตำหนักตัวเอง เดี๋ยวพรุ่งนี้พ่อจะให้คนเอาเครื่องใช้ของเ้ามาวางไว้ที่ห้องข้างๆ พ่อ อย่างน้อยให้พ่อได้เห็นเสี่ยวชุนอยู่ในตำหนักเดียวกัน พ่อจะได้ไม่กังวลมากนัก"
เมื่อเสด็จพ่อเอ่ยมาแบบนี้ เขาจะเอาเหตุผลอะไรไปเอ่ยค้านได้ จึงได้แต่ยอมรับว่าที่อยู่ใหม่ของเขาคือห้องว่างในตำหนักของเสด็จพ่อ
คืนนี้เขาจึงยังนอนกับเสด็จพ่อไปก่อน พรุ่งนี้นั่นแหละถึงจะได้ย้ายไปนอนคนเดียวอีกห้อง
คืนวันถัดมา
นอนไม่หลับ...
ทำยังไงเขาก็นอนไม่หลับสักทีได้แต่กลิ้งไปมาอยู่บนเตียงแสนกว้างของตัวเอง
พอคิดหาเหตุผลว่าทำไมเขาถึงไม่หลับไม่นอนเสียที เขาก็ได้รู้ว่าที่เขานอนไม่หลับเพราะมีบางอย่างที่ขาดหายไป
อ้อมกอดอุ่นๆ ของเสด็จพ่อ...
จวินหลิงหยางชุนไม่คิดเลยว่าการที่เขาได้นอนข้างกายเสด็จพ่อเพียงสิบกว่าวันจะทำให้เขาไม่สามารถกลับมานอนหลับคนเดียวได้อีกแล้ว
แต่ถึงจะรู้สาเหตุของอาการนอนไม่หลับ เขาก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้อยู่ดี ทำได้เพียงทิ้งตัวลงกับเตียงดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหัว พยายามกล่อมตัวเองให้นอนหลับเร็วๆ ไม่อย่างนั้นหากนอนไม่เพียงพอร่างกายของเขาอาจทรุดลงได้
นอนๆ แแค่หลับตาแล้วนับแกะในใจ เดี๋ยวก็หลับได้แล้ว นี่คือสิ่งที่เขาพูดกับตัวเองในใจ
แกะตัวที่หนึ่ง...แกะตัวที่สอง...แกะตัวที่สาม...แกะตัวที่สี่...
จวินหลิงจางเสวียนยันกายลุกนั่งก่อนจะจุดโคมไฟข้างเตียง เขาเอ่ยเรียกเว่ยกงกงที่นอนเฝ้าอยู่ตรงห้องด้านนอกให้เข้ามาหาและสั่งให้หยิบชุดคลุมมาให้เขา
กายสูงสวมชุดคลุมชุดนอนเรียบร้อยก็เดินออกจากห้องนอนของตัวเองทันที
เขาไม่สามารถนอนได้เมื่อไม่มีเ้าตัวน้อยอยู่ในอ้อมกอด บางทีเขาอาจจะเคยชินเสียแล้วที่จะได้กอดได้หอมบุตรชายคนเล็กและเข้านอนไปพร้อมกัน ถึงแม้ว่าเขายังมีงานที่ต้องทำ เขาก็จะกอดเสี่ยวชุนและรอให้อีกฝ่ายหลับก่อนที่จะลุกไปทำงานเสมอ หลังทำงานเสร็จก็ต้องได้กอดร่างเล็กที่มีกลิ่นหอมของสมุนไพรเป็กลิ่นประจำกายซึ่งหลับพริ้มไปแล้วเอาไว้
หลังจากที่ทำอย่างไรก็ไม่หลับจนเวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม คนเป็บิดาก็ตัดสินใจไปดูบุตรชายที่อยู่ในห้องข้างๆ เพื่อให้เขาสบายใจที่ได้เห็นลูกชายนอนหลับได้เป็อย่างดี เขาก็จะกลับมาเข้านอนอีกรอบอย่างสบายใจ
แต่มีสิ่งหนึ่งที่คนเป็ฮ่องเต้ไม่คาดคิดก็คือ เมื่อขันทีเปิดประตูห้องของเขา สิ่งแรกที่เขาเห็นคือร่างเล็กของบุตรชายตัวน้อยที่ยืนกอดหมอนรอเขาอยู่หน้าห้องด้วยท่าทางประหม่า
ร่างสูงทั้งใและมึนงงจนพูดไม่ออกไป ก่อนที่เขาจะยิ้มกว้างออกมาเต็มแก้มเมื่อได้ยินคำพูดของบุตรชายคนเล็ก ที่โจมตีก้อนเนื้อในอกของเขาจนหลอมละลายกับคำพูดและท่าทางที่ช้อนดวงตาคู่สวยออดอ้อนเขาอย่างน่ารักของอีกฝ่าย
"ลูกมาขอนอนกับเสด็จพ่อด้วยได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ...ไม่มีเสด็จพ่อคอยกอด...ลูกนอนไม่หลับเลยพ่ะย่ะค่ะ"
Talk : ขอบคุณทุกความเป็ห่วงจากทุกคนนะคะ นิ้วใกล้กลับมาสภาพเดิมแล้วค่ะ ตอนนี้ยังแอบน่าเกลียดอยู่