ตอนที่ 10 ภารกิจของมู่จิ่นเหยียน
“กระหม่อมมู่จิ่นเหยียน ขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”
หลังจากที่มู่จิ่นเหยียนส่งองค์หญิงเหวินเต๋อเสร็จแล้วก็เดินตรงมายังตำหนักทรงงานทันที
หลิวกงกงขันทีคนสนิทของฮ่องเต้รีบออกมาเชิญท่านราชบุตรเขยให้เข้าไปด้านในอย่างไม่รีรอ
“ท่านราชบุตรเขย ฝ่าาทรงรอท่านอยู่แล้ว เชิญขอรับ”
มู่จิ่นเหยียนเดินเข้าไปโถงในตำหนัก ก็พบจินตงหยางฮ่องเต้นั่งประทับอยู่แล้วเหมือนอย่างกับที่หลิวกงกงได้แจ้งไว้
แต่ที่ฮ่องเต้ทรงมาประทับรอ เกรงว่าจะทรงทราบเื่ราวระหว่างตนกับองค์หญิงที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแล้วเป็แน่
“กระหม่อมมู่จิ่นเหยียน ถวายพระพรฝ่าา ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นหมื่นปี”
“เ้ามาเช้าดีเหมือนกัน”
“ทูลฝ่าา กระหม่อมมิกล้าชักช้าเนื่องด้วยเกรงกลัวพระอาญา จึงรีบมาเข้าเฝ้าเพื่อขอรับโทษพ่ะย่ะค่ะ”
“หืม ….เ้าทำผิดเื่ใด เราไม่เห็นจะรู้”
“เื่เมื่อคืนเกิดขึ้นโดยไม่คาดคิด กระหม่อมจึงทำได้แต่โกหกองค์รัชทายาท ทูลรายการงานเท็จเื่ที่องค์หญิงทรงเสด็จกลับพระตำหนัก แต่ที่จริงแล้วกระหม่อมกลับพานางค้างแรมอยู่โรงเตี๊ยมด้านนอก ถือเป็ความผิดพ่ะย่ะค่ะ”
“อ๋อ …เื่นี้นี่เอง….แล้วเ้าว่าเื่นี้ใครเป็ผู้เสียหาย เ้าหรือว่าอวิ๋นเซียน”
‘นั่นน่ะสิ’ หากให้พูดกันตามตรงมู่จิ่นเหยียนที่แท้จริงแล้วเป็หญิง กลับออกไปนอนค้างอ้างแรมกับจินอวิ๋นเซียนที่เดิมทีก็เป็บุรุษ นี่ไม่กลับกลายเป็ว่าตนเป็ฝ่ายเสียหายหรอกหรือ
แต่ถ้าจะให้ทูลฮ่องเต้เช่นนั้น ก็ออกจะประหลาดอยู่บ้าง ใครต่อใครต่างก็รู้ว่าองค์หญิงเหวินเต๋อถูกพระราชทานสมรสเป็ภรรยาแก่คุณชายสามสกุลมู่ หากป่าวประกาศออกไปว่ามู่จิ่นเหยียนเสียหายเพราะว่าไปค้างอ้างแรมด้านนอกกับองค์หญิง ผู้คนในเมืองก็อาจจะรู้สึกขำขันอยู่ไม่น้อย
“เออ…กระหม่อม..คิดว่าเสียหายทั้งสองคนพ่ะย่ะค่ะ..แต่หากผู้ถึงเื่ชื่อเสียงเกรงว่าองค์หญิงอาจจะเสียหายมากกว่ากระหม่อม ดังนั้นวันนี้กระหม่อมเลยจะมาขอรับโทษพ่ะย่ะค่ะ”
“ดี ถือว่าเ้ายังมีคุณธรรม แต่ก่อนที่จะออกไปรับโทษ เราอยากถามความคิดเห็นของเ้าในเื่นี้ เ้าตอบเรามาตามตรง …ยินดีช่วยนางหรือไม่”
“ทูลฝ่าา องค์หญิงทรงเติบโตมาโดยที่ไม่ได้เป็ตัวของตัวเอง ถูกคำสาปกดขี่เอาไว้ ไม่ได้มีอิสระเฉกเช่นผู้อื่น เื่พวกนี้เกรงว่าคนที่เข้าพระทัยองค์หญิงนอกจากตัวนางเอง ก็คงมีแต่กระหม่อม”
“อืม …เราถึงเลือกเ้าอย่างไรเล่า..หลังจากงานอภิเษกเราจะให้เ้ากับนางออกเดินทาง ส่วนจะแก้คำสาปได้หรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับลิขิตของ์ หากสุดท้ายแล้วหาทางแก้ไม่ได้ ก็ขอให้เ้าทำให้นางเป็คนที่มีความสุขที่สุด เราขอแค่นั้น ส่วนว่าจะเริ่มต้นที่ตรงไหนนั้น เราจะให้ท่านโหรหลวงบอกเ้าอีกครั้งหนึ่ง
อีกอย่างต่อจากนี้ไปเ้าจงจำไว้ให้ดี ปกป้องนางด้วยชีวิตอย่างให้นางเป็อันตรายจนกว่าจะถึงวันสุดท้ายของนาง เราไม่รู้ว่าระหว่างทางต่อจากนี้พวกเ้าจะเจอเื่ใดบ้าง แต่ขอให้เ้าไม่ทอดทิ้งนาง เ้าทำให้เราได้หรือไม่ แล้วก็เื่คำสาปนี้เราขอให้เ้าเก็บเป็ความลับอย่าแพร่งพรายให้ผู้อื่นรับรู้ คนในจวนสกุลมู่ก็ไม่ได้”
“กระหม่อมรับพระบัญชา”
“เอาล่ะ …เ้าก็ออกไปรับโทษโบยสักห้าสิบไม้ …เื่ที่องค์หญิงออกไปกับเ้าแล้วมิได้กลับตำหนักมีหลายคนที่รู้เื่ หากข่าวลือแพร่ออกไปเกรงว่าจะไม่เป็ผลดีกับนาง ลงโทษเ้าให้คนพวกนั้นดูจะได้ไม่เป็ที่ครหา”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ทันใดนั้นเอง ที่หน้าตำหนักหลิวกงกงที่ถูกสั่งให้ออกมารอด้านนอก ก็กำลังส่งเสียงห้ามปรามองค์หญิงเหวินเต๋อที่พยายามจะเข้าไปด้านใน
“หลิวกงกง ให้คนพาราชบุตรเขยออกไปโบย”
“เสด็จพ่อ!!!”
สิ้นสุดเสียงรับสั่งของจินตงหยางฮ่องเต้ ประตูตำหนักก็ถูกผลักออกทันที แล้วตามมาด้วยเสียงขององค์หญิงเหวินเต๋อ ที่รีบวิ่งเข้ามาด้านใน
“เสด็จพ่อ…รับสั่งโบยไม่ได้นะเพคะ ..เื่นี้จะโทษมู่จิ่นเหยียนคนเดียวไม่ได้…เหตุผลเสด็จพ่อก็ทรงทราบ”
“อวิ๋นเซียน เ้าไม่ต้องพูดแล้ว …มู่จิ่นเหยียนเ้าออกไปก่อน”
“กระหม่อมทูลลา”
มู่จิ่นเหยียนเดินตรงไปหาหลิวกงกงทันที โทษโบยห้าสิบไม้จะว่าหนักก็หนัก แต่จะว่าไม่หนักเลยก็มิใช่ การโบยมีหลายตำแหน่ง หากแต่ผู้โบย้าไว้ชีวิตผู้ที่ถูกโบยก็มักจะลงไม้ที่บริเวณ่ขามิใช่กลางหลัง เื่พวกนี้มู่จิ่นเหยียนที่อยู่ในกองทัพล้วนรู้ดี
หลิวกงกงเองก็เข้าใจรับสั่งของฮ่องเต้เป็อย่างดี การลงโทษราชบุตรเขยที่พาองค์หญิงออกไปเหลวไหลด้านนอก ก็เพื่อการแสดงให้ผู้อื่นเห็น ผู้คนจะได้ไม่สงสัยว่าเื่เมื่อคืนเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่
มู่จิ่นเหยียนที่เดินไปนอนบนไม้ ที่ถูกเตรียมไว้สำหรับลงโทษด้วยสีหน้าไม่เรียบเฉย มิได้หวาดกลัวหรือโกรธแค้นที่ตนต้องถูกลงโทษทั้งที่ไม่ได้เป็ความผิดที่ตัวเองก่อ ราวกับว่าได้เตรียมใจมาแล้วก่อนหน้า
ส่วนด้านในตำหนักทรงงาน จินตงหยางฮ่องเต้กำลังสบพระเนตรกับบุตรของตนอยู่นั้น ทั้งสองฝ่ายไม่มีผู้ใดเอ่ยปากขึ้นมาก่อน จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปได้สักพัก
“เ้าจะจ้องมองพ่ออยู่แบบนี้หรือ”
“เสด็จพ่อรับสั่งยกเลิกลงโทษราชบุตรเขยเมื่อใด ลูกก็จะเลิกจ้องเมื่อนั้นเพคะ”
จินอวิ๋นเซียนตอบกลับเสด็จพ่อของตนอย่างเอาแต่ใจตัวเอง
ถึงแม้ร่างกายเดิมของจินอวิ๋นเซียนจะเป็ชาย แต่นั่นก็แทบจะไม่ได้อยู่ในความรู้สึกของนางด้วยซ้ำ เพราะว่าทุกๆ เดือน นางจะกลับมาเป็ชายเพียงแค่หนึ่งวันเท่านั้น
ดังนั้นไม่ว่าจะร่างกายหรือจิตใจส่วนใหญ่ของนางล้วนนึกคิดเป็หญิงอย่างเลี่ยงไม่ได้ หากไม่ติดที่นางถูกกำหนดอายุขัย นางเองก็ไม่เห็นความจำเป็ที่จะต้องถอนคำสาปนั้น
ทุกวันนี้นางเป็ที่รักของฮ่องเต้ ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจ สิ่งใดที่้าย่อมต้องมีคนนำมาถวายให้อย่างไม่ขาด อีกทั้งยังไม่ต้องกังวลเื่ใดให้ปวดหัว ชีวิตเช่นนี้ใช่ว่าใครอยากมีก็จะมีได้
เพียงแต่ความสบายนี้กลับนางต้องแลกมาด้วยอายุขัยเพียง25ปีเท่านั้น ยังไม่นับถึงครึ่งหนึ่งของชีวิตคนคนหนึ่งด้วยซ้ำ ความใฝ่ฝันที่จะได้ออกไปเจอโลกกว้าง ได้แต่งงานกับคนที่รัก สร้างครอบครัวที่อบอุ่นจึงเป็สิ่งที่นางมิเคยคาดฝันมาก่อน
แต่ตอนนี้พอรู้ว่ามีหนทางที่จะถอนคำสาปนี้ได้นางก็อยากจะลองดูสักครั้ง
“เื่เมื่อคืนราชบุตรเขยเหลวไหล พาเ้าออกไปค้างแรมนอกตำหนัก หากผู้อื่นรู้เื่เข้าจะเกิดคำครหาที่ไม่ดีตามมา หากไม่ลงโทษมู่จิ่นเหยียนเ้าว่าจะมีสักกี่คนที่เห็นว่าเื่นี้ไม่ปกติ”
“แต่เสด็จพ่อก็ไม่สมควรจะลงโทษโบยถึงห้าสิบไม้…ห้าสิบไม้นี่อาจจะถึงตายได้เลยนะเพคะ”
จินอวิ๋นเซียนอยู่ในวังมีหรือจะไม่ได้ยินข่าวลืออย่างพวก นางกำนัลขันทีทำผิดโดนโบยจนตาย หรือไม่ก็โดนไปแค่ยี่สิบ สามสิบทีก็รับไม่ไหว หมดสติไปเสียก่อน
“ไม่ตายง่ายๆ หรอก”
เป็อย่างที่จินตงหยางฮ่องเต้ การโบยห้าสิบไม้อีกทั้งยังเป็ตำแหน่งที่ไม่หนักหนาสาหัส สำหรับมู่จิ่นเหยียนที่ถูกฝึกร่างกายมาั้แ่ยังเล็ก นี่ไม่นับว่าเป็อะไร
ในระหว่างที่ขันทีกำลังฟาดไม้แต่ละไม้ลงที่ขาของตน มู่จิ่นเหยียนที่รอรับอยู่แล้วก็เดินลมปราณเพื่อบรรเทาอาการาเ็ ถึงแม้ิัจะปริแตกจนเห็นเืซึมออกมาจากเสื้อผ้า
แต่ด้านในนั้นล้วนไม่ได้รับผลกระทบใดเลย เกรงว่ากลับไปทายาเพียงไม่กี่วัน คุณชายสามผู้นี้ก็กลับมาะโโลดเต้นได้เช่นเดิม
เพียงแต่ในสายตาของคนอื่น แผลที่ถูกโบยอีกทั้งเืยังซึมออกมาในแต่ละไม้ที่ฟาด ช่างดูเป็าแที่สาหัสยิ่งนัก
โดยเฉพาะกับจินอวิ๋นเซียนที่เพิ่งวิ่งออกมาจากด้านในตำหนัก ทันทีที่ได้ยิ่งเสียงขันทีเริ่มลงไม้ที่ร่างของมู่จิ่นเหยียนที่นอนอยู่
สีหน้าของคุณชายสามราบเรียบไม่ปรากฏความหวาดกลัว หรืออารมณ์ใดๆ ตรงกันข้ามกับจินอวิ๋นเซียนที่ยืนบีบมือตนเองอยู่ด้านข้าง
ชุนกงกงที่เห็นพระพักตร์ขององค์หญิงก็ได้แต่ปลอบอยู่ด้านข้าง
“ท่านราชบุตรเขยจะไม่เป็อะไรพ่ะย่ะค่ะ คนผู้นี้ร่างกายแข็งแรงอีกทั้งวรยุทธ์ยังสูงส่ง ต้องผ่านไปได้อย่างแน่นอน”
“สี่สิบเจ็ด…..
สี่สิบแปด…
สี่สิบเก้า…
ห้าสิบ….”
แล้วก็เป็อย่างที่จินตงหยางฮ่องเต้ตรัสไว้ก่อนหน้า มู่จิ่นเหยียนถูกโบยห้าสิบไม้ไม่นับว่าเป็อะไร นอกจากาแภายนอกที่แสบๆ คันๆ ยังมีเืซึมออกมาให้เห็นเพียงเล็กน้อย ที่เหลือนั้นล้วนไม่เป็อันตรายใดๆ
หลังจากที่ขันทีนับครบห้าสิบครั้ง มู่จิ่นเหยียนจึงลุกขึ้นยืนจากเก้าอี้ที่นอนลงไปตอนถูกทำโทษ
ท่ามกลางสายตาของจินอวิ๋นเซียน ขันที และนางกำนัลทั้งหลายที่เบิกตากว้างภาพที่เห็นราชบุตรเขยยืนขึ้นได้อย่างปกติ หลังจากที่ถูกโบยถึงห้าสิบไม้คงดูประหลาดไม่น้อย
มู่จิ่นเหยียนที่รู้สึกว่าไหนไหนจะแสดงละครแล้วก็ควรจะสมจริงมากกว่านี้หน่อย หลังจากที่ลุกขึ้นยืนได้แล้วจึงแกล้งเดินโซเซล้มลงตรงหน้าของทุกคน
“มู่จิ่นเหยียน/ราชบุตรเขย”
“เร็วเข้ารีบพยุงราชบุตรเขยไปตำหนักด้านข้าง แล้วตามหมอหลวงมาด้วย”
จินอวิ๋นเซียนเอ่ยปากสั่งทันที ทุกการกระทำนั้นจินตงหยางฮ่องเต้ล้วนทอดพระเนตรเห็นอย่างชัดเจน
“มารยาหญิงก็มีเหมือนกันหรือนี่”
ได้แต่แอบขบขันและบ่นพึมพำกับพระองค์เอง ถือว่าคนที่้าเห็นฉากของคู่รักที่ผ่านอุปสรรคมาด้วยกันก็คงจะได้เห็นแล้ว หลังจากนี้จะได้ไม่มีใครกล้ากล่าวถึงเื่มงคลระหว่างมู่จิ่นเหยียนและจินอวิ๋นเซียนในทางที่ไม่ดีอีก
“พวกเ้าเบาๆ หน่อย”
หลังจากที่ท่านหมอหลวงมาตรวจดูอาการของท่านราชบุตรเขยแล้วก็จัดยาเอาไว้ให้นั้น จินอวิ๋นเซียนก็ให้นางกำนัลทั้งหลายช่วยเช็ดแผลและใส่ยาให้ที่น่อง ก่อนจะให้ล่าถอยออกไป ปล่อยให้ตนนั่งเฝ้าราชบุตรเขยเพียงผู้เดียว
มู่จิ่นเหยียนที่เห็นว่าด้านในไม่มีผู้ใดแล้ว จึงเลิกแกล้งหลับ หันมาดึงชายเสื้อจินอวิ๋นเซียนที่นั่งอยู่บนเตียงเฝ้าเขาเอาไว้ตลอดั้แ่ถูกพามาที่ห้องนี้
“ไม่ต้องห่วงกระหม่อมยังไม่ตาย พระองค์ไม่เป็หม้ายหรอก”
“ปากรึที่พูดออกมาเนี่ย”
จินอวิ๋นเซียนเห็นมู่จิ่นเหยียนยังต่อล้อต่อเถียงได้ก็เบาใจ
“เสด็จพ่อบอกข้าแล้วว่าอย่างไรเสียเ้าก็ต้องถูกลงโทษ เพื่อไม่ให้ใครครหาได้”
“อืม กระหม่อมเข้าใจ พระองค์ไม่ต้องโทษตัวเอง”
“แล้วนี่เ้าเป็อย่างไรบ้าง”
“อันที่จริงกระหม่อมสามารถลุกขึ้นเดินกลับจวนได้อย่างสบาย เพียงแต่หากข่าวว่าราชบุตรเขยถูกโบยห้าสิบไม้ กลับยังเดินได้อย่างคล่องแคล่ว นี่จะไม่กลายเป็ว่ากระหม่อมเป็เทพเซียนทรงพลังหรอกหรือ”
“เพี๊ยะ!!”
เสียงฝ่ามือขององค์หญิงเหวินเต๋อฟาดลงมายังต้นแขนของมู่จิ่นเหยียนราวกับหมั่นไส้ จนไม่สามารถระงับอารมณ์ของพระองค์ได้นั้น ทำเอามู่จิ่นเหยียนยิ้มไม่หุบ
“ทรงตีกระหม่อมทำไมเนี่ย”
“ถูกลงโทษเช่นนี้ยังมีแรงล้อเล่นอีก ดูท่าเสด็จพ่อคงลงโทษเ้าเบาเกินไป”
“เอาล่ะ เอาล่ะ กระหม่อมผิดไปแล้ว ไม่เช่นนั้นพระองค์จะให้กระหม่อมกลับจวนเดี๋ยวนี้ดีหรือไม่”
“เ้าเพิ่งจะถูกหามเข้ามาในห้อง ไม่ทันไรก็ฟื้นขึ้นเดินเหินได้ปกติ นี่จะต่างอะไรกัน หากเ้าไม่อยากนอนที่นี่ เราจะให้คนพาเ้าขึ้นเกี้ยวไปส่งที่จวนสกุลมู่แทน”
“อืม งั้นทำตามรับสั่งเถิด กระหม่อมอยากกลับบ้านไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเต็มทนแล้ว อยู่ชุดเดิมมาทั้งคืน”
“ท่านหมอหลวงบอกว่าห้ามให้แผลถูกน้ำ เ้าไม่ได้ฟังหรือ”
“กระหม่อมมีวิธีไม่ต้องห่วง ใช่ว่าจะไม่เคยมีาแสักหน่อย”
‘เฮอะ’ องค์หญิงเหวินเต๋อได้แต่ทรงส่งเสียงในลำคอของตน มองหน้าว่าที่ราชบุตรเขยของตนอย่างหมั่นไส้ เพิ่งโดนโบยมาห้าสิบไม้ แต่ทำเหมือนกับแค่ไปวิ่งสะดุดก้อนหินล้มมาอย่างนั้นแหละ คนผู้นี้ช่างกระดูกแข็งเกินไปแล้ว
ไม่นานเกี้ยวจากวังหลวงก็ถึงจวนของสกุลมู่ เื่ที่คุณชายสามพาหญิงงามเดินตลาดยามเช้าใครบ้างไม่รู้ สายตาหลายคู่ล้วนเป็พยานได้ ดังนั้นหากมู่จิ่นเหยียนมิได้ถูกลงโทษเลย เกรงว่าฟ้าดินอาจจะแปรปรวนเสียแล้ว
มู่ฮูหยินกับท่านแม่ทัพต่างก็คิดเอาไว้เช่นกัน อย่างไรเสียมู่จิ่นเหยียนก็ควรจะได้รับโทษอย่างที่ควรจะเป็ โทษฐานพาองค์หญิงทำตัวเหลวไหล
ทันทีที่เห็นทหารหามคุณชายสามของจวนมู่เข้ามาไว้ที่โถง พวกเขาเห็นสภาพการณ์แล้วมิได้หนักหนาจนน่าเป็ห่วง เกรงว่าคงได้รับพระเมตตาจากองค์ฮ่องเต้มาไม่น้อย
“เ้าลูกตัวดี องค์หญิงเป็บุคคลเช่นไร เ้ายังกล้าพาพระองค์เหลวไหล โดนโบยเพียงเท่านี้ยังน้อยไปด้วยซ้ำ”
มู่ฮูหยินอดที่จะบ่นให้กับความเหลวไหลของบุตรตนเองไม่ได้ นางเลี้ยงลูกของนางมาั้แ่เล็ก นิสัยใจคอมีหรือจะไม่รู้ มู่จิ่นเหยียนถึงแม้จะเป็สตรีในร่างบุรุษ แต่นิสัยชอบหาความสำราญ เสเพลเหล่านี้ ล้วนไม่ได้น้อยไปกว่าบุรุษเลยแม้แต่น้อย
“ท่านแม่ ลูกท่านถูกโบยเพิ่งถูกส่งตัวกลับมา แทนที่ท่านจะดูแลสอบถามอาการ ท่านกลับบ่นข้าเสียก่อนหรือนี่”
“น้ำหน้าอย่างเ้านะหรือจะถูกโบยจนนอนซมต้องหามเข้ามาในจวน เลิกแสดงละครได้แล้วที่นี่มีแต่พวกเรา”
กลายเป็ท่านแม่ทัพมู่ชิงซานที่กล่าวออกมา มีหรือเขาจะไม่รู้ว่าร่างกายของน้องคนเล็กตนเองนั้นแข็งแรงเพียงใด ถูกโบยเพียงแค่นี้ อีกทั้งยังไม่ได้ถูกตำแหน่งอันจะก่อให้เกิดความาเ็ที่ร่างกาย ย่อมต้องไม่ใช่าแที่ร้ายแรงอยู่แล้ว
เกรงว่าที่มู่จิ่นเหยียนต้องให้คนหามเข้ามาที่จวน เป็เพราะว่าอยากสยบข่าวไม่ดีเสียมากกว่า
“สมกับเป็พี่รองจริงๆ มิเคยมีเื่ใดปิดบังท่านได้เลย”
“เมื่อคืนเกิดเื่ใดขึ้นกันแน่”
“เมื่อคืนเกิดเหตุการณ์ประหลาด อยู่ๆ ดวงจันทร์ก็หายไป ท้องฟ้ากลับมืดสนิท องค์หญิงกลัวความมืดมาก จนใร้องไห้ ข้าเลยพานางออกไปอยู่ที่ห่างไกลผู้คน เพราะว่านางอาย ไม่อยากให้คนอื่นเห็นในสภาพนี้”
“แล้วทำไมเ้าไม่พานางไปส่งที่ตำหนัก หรือกลับมาจวนสกุลมู่”
“ก็ข้าบอกแล้วว่านางไม่อยากให้ใครเห็นตอนนางร้องไห้ พวกท่านคิดดูองค์หญิงเหวินเต๋อผู้เลอโฉม กลับกลัวความมืดร้องไห้ขี้มูกโปง สภาพเช่นนี้จะให้ใครพบเห็นได้อย่างไร”
ถึงแม้ว่ามู่ชิงซานและมู่ฮูหยินรู้ดีกว่า สิ่งที่มู่จิ่นเหยียนพูดออกมานั้นจริงครึ่งหนึ่งไม่จริงครึ่งหนึ่ง แล้วคล้ายกับว่าเื่ไม่จริงจะมากกว่าเสียด้วย แต่พวกตนก็ไม่ได้รู้ความเป็ไป จึงไม่ได้ซักถามให้มากความ
เกรงว่าความจริงว่าเกิดสิ่งใดขึ้นเมื่อคืนคงมีเพียงสองคนที่อยู่ในเหตุการณ์ กับจักรพรรดิเท่านั้นที่รู้
มู่จิ่นเหยียนมิได้รีรออยู่ในห้องโถงนาน จนผู้อื่นซักไซ้ จึงขอตัวลามารดาและพี่ชายกลับห้องขอตน เพื่อชำระล้างร่างกายเปลี่ยนเสื้อผ้า ก่อนจะสั่งหานผู่มิให้ผู้ใดมารบกวน
ทั้งคืนที่ผ่านมานั้น ตนมิได้หลับสนิท ด้วยเพราะว่าเป็ครั้งแรกที่ต้องนอนร่วมเตียงกับผู้อื่น อีกทั้งคนผู้นี้ยังเป็บุรุษเสียอีก กว่าที่นางจะกลับร่างเป็สตรีก็เกือบจะชั่วยาม เขาจึงได้แต่หลับๆ ตื่นๆ ทั้งคืน