คัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 31 ข้าจะพาพวกเจ้ากลับบ้านเอง

            “ในเมื่อได้เป็นจอมดารา ตามกฎแล้วสำนักปาฮวงต้องทำตามคำขอของข้าหนึ่งข้อใช่ไหม?” ซูฉางอันกล่าวเช่นนั้น

            เมื่อสิ้นเสียงฝูงชนในห้องโถงก็หน้าเสียไปตามๆ กัน

            แต่เพราะเรื่องดำเนินมาจนถึงขั้นนี้แล้วชายชราจึงจำต้องฝืนใจตอบกลับไป “ใช่”

            “งั้นก็ดี” ซูฉางอันประกายรอยยิ้มออกมาแล้วชี้ดาบไปที่ตู้หงฉางอีกครั้ง “ข้าต้องการให้เขาออกมาสู้กับข้า!”

            “โอกาสในครั้งนี้สำคัญมากเจ้าใช้มันขออะไรจากสำนักปาฮวงได้มากมาย ทั้งคัมภีร์ยุทธ์ อาวุธหรือแม้แต่ยาวิเศษที่สามารถยกระดับพลังก็ยังได้ คิดให้ดีล่ะ!” ชายชราเพ่งสายตาไปที่ซูฉางอันอย่างแค้นเคืองพลางเปล่งเสียงออกมาทีละพยางค์อย่างเชื่องช้า น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยการข่มขู่ซึ่งใครๆ ในที่นี้ต่างก็รับรู้ได้ทั้งนั้น

            “ข้าก็แค่ทำตามกฎระเบียบ ไม่ได้รึ?” ซูฉางอันปรายตามองคนชราพลางกล่าวขึ้นทำราวกับไม่เข้าใจความหมายอีกอย่างที่แฝงอยู่ในคำพูดเมื่อครู่เช่นนั้น

            แต่ซูฉางอันก็เป็นเช่นนี้หากอยากยกหลักเหตุผลขึ้นมาพูด เขาก็จะตอบโต้กลับไปด้วยเหตุผลหากยกระเบียบขึ้นมาอ้าง เขาก็จะยึดเอากฎระเบียบมาใช้เช่นกัน และก็เป็นเพราะเช่นนี้ดังนั้น แม้เขาจะไม่ถนัดเรื่องการใช้วาจา แต่ก็มักจะทำให้อีกฝ่ายพูดไม่ออกได้เสมอ

            “เจ้าหนุ่ม รนหาที่ตายนัก!” ในที่สุดชายชราก็ปะทุโทสะออกมาในวันนี้ เพื่อรักษาหน้าที่ยังเหลือเพียงน้อยนิดของสำนักปาฮวงเขาจึงยอมถอยให้ซ้ำแล้วซ้ำอีก แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าเด็กคนนี้จะไม่รักดียังคงเอาแต่บีบคั้นไม่หยุด เดิมที เขาก็ไม่ใช่คนจิตใจดีมีเมตตาอะไรอยู่แล้วเมื่อต้องเสียหน้าต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้มีหรือที่จะเก็บกลั้นความโกรธในใจเอาไว้ได้

            ยังไม่ทันได้สิ้นเสียงกล่าวพลังอำนาจอันแสนมหาศาลก็พุ่งออกมาจากร่างของเขา แล้วปะทุออกไปรอบด้านเสียแล้วฝูงชนที่มุงดูอยู่โดยรอบ พลันถูกพลังนั้นซัดกระหน่ำจนลอยถลาออกไปอย่างต่อเนื่องแม้แต่โถงตำหนักอันแสนยิ่งใหญ่ของสำนักปาฮวงก็ยังสั่นสะเทือนขึ้นอย่างไม่มีข้อยกเว้น

            ทางด้านซูฉางอันที่อยู่บริเวณใจกลางของพายุแห่งพลังเขาถูกพลังนั้นกดทับจนต้องย่อกึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้นดินอย่างไม่มีทางเลือกเขาใช้ดาบยันพื้นเอาไว้ พยายามจะลุกขึ้นยืนด้วยพลังทั้งหมดที่มีน่าเสียดายที่พลังวิญญาณของชายชราแข็งแกร่งจนน่าหวาดกลัวเมื่อนำไปเทียบกับพลังของชายชราจมูกอินทรีผู้นั้นแล้วพลังวิญญาณอันน่าสยดสยองที่ซูฉางอันแสดงออกมาเมื่อครู่ก็เป็นเพียงหยดน้ำหยดเล็กในมหาสมุทรเท่านั้น เขาไม่อาจตอบโต้ใดๆ กลับไปได้เลยลำพังแค่การประคองร่างของตัวเองเอาไว้ ก็ทำให้เขาเสียพลังไปแทบจะทั้งหมดแล้ว

            “เจ้าหนุ่ม หากเจ้ายอมรับผิดยอมขอโทษล่ะก็ ข้าจะเห็นแก่อาจารย์ลุงของเจ้า ปล่อยเจ้าไปก็ได้” ชายชรามองซูฉางอันที่บัดนี้ใบหน้าซีดเผือดราวกับกระดาษอย่างสะใจในที่สุดความโกรธของเขาก็เริ่มทุเลาเบาบางลงบ้างแล้ว

            “ข้า... ผิดตรงไหน?” ซูฉางอันแหงนหน้าขึ้นแล้วเปล่งเสียงออกไปน้ำเสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย หากแต่นั่นไม่ใช่เพราะความกลัวแต่เป็นเพราะเมื่ออยู่ภายใต้พลังวิญญาณของชายชรา การเปล่งเสียงซึ่งเป็นสิ่งที่สุดแสนจะง่ายดายในยามปกติก็กลายเป็นเรื่องยากที่ต้องใช้เรี่ยวแรงอย่างมหาศาลเหลือเกิน

            อวี้โหวฟ่งอวี้ถูกพลังของชายชราซัดจนลอยกระเด็นไปไกลหลายเมตรหากไม่ใช่เพราะนางปลดปล่อยพลังวิญญาณออกมาป้องกันได้ทันเวลาล่ะก็ป่านนี้นางคงจะล้มลงไปกองอยู่บนพื้นดินในสภาพที่ดูไม่ได้แล้ว ทว่าเมื่อนางพยายามจะเข้าไปหาซูฉางอันอีกครั้งเซี่ยโหวฟ่งอวี้ก็พบว่าตัวเองทำเช่นนั้นไม่ได้เลยพลังวิญญาณของชายชราคล้ายกับผนังที่มองไม่เห็นซึ่งคั่นอยู่กลางห้วงอากาศเบื้องหน้าไม่ว่านางจะพยายามมากขนาดไหนก็เข้าไปใกล้ซูฉางอันในรัศมีห้าเมตรไม่ได้เลยด้วยความร้อนใจ นางจึงแผดเสียงก่นด่าขึ้นโดยไม่สนเรื่องตำแหน่งฐานะของชายชราอีกต่อไป “อินซานโจ๋ว! อย่ารังแกกันให้มากเกินไป!”

            อินซานโจ๋วเป็นชื่อจริงของชายชราคนนี้นั่นเองเขาเป็นหนึ่งในผู้ดูแลของสำนักปาฮวง แม้จะไม่ได้เป็นนักรบแห่งดาราจักรแต่เขาก็มีพลังอยู่ในระดับปราบวิญญาณมานานกว่าสามสิบปีแล้วนับเป็นยอดฝีมือที่มีชื่อเสียงคนหนึ่งของแผ่นดินต้าเว่ย

            อินซานโจ๋มีต้นกำเนิดที่ต้อยต่ำในตอนแรก เขาเป็นเพียงนักโทษประหารที่ถูกเนรเทศไปอยู่ชายแดนเท่านั้น แต่ต่อมาเพราะสร้างผลงานใหญ่ในสงครามระหว่างต้าเว่ยกับเผ่าหมานจึงได้รับการอภัยโทษในเวลาต่อมา และเพราะในตอนนั้นผู้ดูแลของสำนักปาฮวงเห็นถึงความสามารถของเขา จึงรับเขาเข้ามาอยู่ในสำนักปาฮวงและในตอนนี้ แม้เวลาจะผ่านมานานมากแล้ว แต่สันดอนขุดได้ สันดานขุดยากความป่าเถื่อนและนิสัยที่แสนชั่วร้ายของเขายังไม่ลดลงไปเลยแม้แต่น้อย กลับกันมันกลับยังมีท่าทีคล้ายจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ อีกต่างหาก ที่ผ่านมาแม้เขาจะไม่ได้ทำความผิดร้ายแรงอะไร แต่เขาก็มักจะลงมือต่อยตีผู้อื่นเพียงเพราะพูดไม่เข้าหูอยู่เป็นประจำคนเช่นนี้น่ะหรือจะยอมรามือเพียงเพราะคำพูดของเซี่ยโหวฟ่งอวี้?

            “รังแกเกินไป?” อินซานโจ๋หันมามองเซี่ยโหวฟ่งอวี้แล้วกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นยะเยือก”ข้าเพียงช่วยสั่งสอนศิษย์แทนท่านอวี้เหิงเท่านั้นจะถือเป็นการรังแกได้อย่างไร?”

            แน่นอนว่าเขารู้ดีว่าเซี่ยโหวฟ่งอวี้เป็นใครแต่แม้ดูเผินๆ อาจเหมือนแผ่นดินต้าเว่ยสงบสุขและเจริญุรุ่งเรือง ทว่าความจริงแล้วแผ่นดินนี้ถูกแบ่งอำนาจออกเป็นสองฝ่ายด้วยกัน... อำนาจของราชสำนักและสำนักนั่นเองตอนนี้ มหาจักรพรรดิกับอวี้เหิงต่างก็แก่ชราลงไปทุกวันองค์ชายทั้งหลายต่างแย่งชิงอำนาจ นั่นเป็นปัญหาของราชสำนัก ทางสำนักเอง ตอนนี้สำนักปาฮวงและสำนักอื่นๆต่างก็จ้องจะชิงตำแหน่งสำนักอันดับหนึ่งมาเป็นของตัวเองด้วยกันทั้งสิ้นภายใต้ความสวยงามและยิ่งใหญ่ เมืองฉางอันกลับเต็มไปด้วยความขัดแย้งและอันตรายที่มากเสียจนไม่อาจประเมินได้

            เขาเพียงไม่อยากหยุดลงเพราะเห็นแก่หน้าองค์หญิงใหญ่แห่งแผ่นดินต้าเว่ยเท่านั้นมีหรือที่มหาจักรพรรดิที่แม้แต่ตัวเองก็ยังแทบจะเอาตัวไม่รอดจะมาเอาผิดกับสำนักปาฮวงเพียงเพราะเรื่องแค่นี้?

            ส่วนอวี้เหิง... อย่างไรเสียสักวันสำนักปาฮวงก็ต้องเปิดศึกกับสำนักเทียนหลายอยู่แล้ว ลองสั่งสอนซูฉางอันคนนี้เพื่อหยั่งเชิงอวี้เหิงไปก่อนก็แล้วกัน

            เมื่อคิดได้ดังนั้นเขาก็สลัดความกังวลสุดท้ายในจิตใจทิ้งไปคนชราพุ่งกรงเล็บซ้ายไปที่ส่วนหัวของซูฉางอันทันที

            ซูฉางอันรับรู้ถึงพลังที่เย็นยะเยือกในกรงเล็บนั้นได้อย่างชัดเจนเขารู้ดีว่าหากถูกกรงเล็บนั้นเล่นงานเข้า แม้จะไม่ถึงตายแต่พลังที่มีต้องลดลงไปมากแน่ๆ หรือไม่ เขาอาจต้องมีโรคประจำตัวหรือร่างกายไม่สมบูรณ์ไปตลอดชีวิตเลยก็ได้ และที่แย่ไปกว่านั้น บางที โลหิตเทพที่แฝงอยู่ภายในร่างกายอาจฉวยโอกาสตอนที่เขากำลังอ่อนแอเข้ามาควบคุมร่างกายของเขาเอาไว้ก็ได้

            แม้จะรู้ว่าผลที่กำลังจะตามมาร้ายแรงมากแค่ไหนแต่ซูฉางอันก็ยังคงขยับร่างกายไม่ได้เช่นเดิม แม้แต่จะกระดิกนิ้วยังทำไม่ได้เลยเมื่อเทียบกับอินซานโจ๋วแล้ว ซูฉางอันยังอ่อนแอนักเขาได้แต่ทนเห็นกรงเล็บนั้นพุ่งเข้ามาใกล้มากขึ้นเรื่อยๆโดยที่ตนเองกลับทำอะไรไม่ได้เลย

            ฝูงชนในที่นั้นพากันหันไปอีกทางอย่างไม่อาจทนมองจริงอยู่ที่ในตอนแรกพวกเขารู้สึกไม่พอใจที่ซูฉางอันได้ครองอันดับหนึ่งในการจัดอันดับแต่ต่อมา ซูฉางอันก็พิสูจน์ด้วยพลังของตัวเองแล้วว่าเขาเป็นผู้ที่เหมาะจะได้รับตำแหน่งอย่างแท้จริงความรู้สึกที่พวกเขามีต่อซูฉางอันจึงเปลี่ยนไปจากเดิมด้วยเช่นกัน มาบัดนี้แม้จะไม่ได้รู้สึกชอบซูฉางอันมากมายสักเท่าไหร่แต่พวกเขาก็ไม่ได้เกลียดซูฉางอันเท่าตอนแรกแล้ว ยิ่งได้มาเห็นอินซานโจ๋วที่เป็นผู้ใหญ่รังแกเด็กเยี่ยงนี้ศิษย์ทั้งหลายย่อมค่อนไปทางซูฉางอันอย่างไร้ข้อกังขาเป็นแน่ เหตุนี้พวกเขาจึงทำใจกับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นกับซูฉางอันไม่ได้นั่นเอง

            กรงเล็บของอินซานโจ๋วอยู่ห่างจากซูฉางอันเพียงไม่ถึงคืบเท่านั้นมันใกล้มากจนซูฉางอันได้กลิ่นคาวเลือดอ่อนๆที่กระจายออกมาจากมือของชายชราเลยทีเดียว

            “ตาแก่!บังอาจนัก!” ทว่าในตอนนั้นเองจู่ๆ เสียงตวาดของใครบางคนก็ดังมาจากทางด้านนอก

            แม้นเจ้าของเสียงยังไม่ได้ปรากฏตัวแต่ดาบของเขากลับแปรเป็นลำแสงคมกริบที่พุ่งฝ่าท้องนภาอันแสนมืดมนพุ่งทะลุประตูอันแสนหรูหราของสำนักปาฮวงและมุ่งตรงมาที่ร่างของอินซานโจ๋วพร้อมกับเสียงหวีดหวิวของสายลมแล้ว

            อินซานโจ๋วพลันตื่นตระหนกอำนาจที่แฝงอยู่ในดาบนั้น ทำให้เขารู้สึกหวาดผวาขึ้นในหัวใจอินซานโจ๋วไม่กล้ารับคมดาบนั้นตรงๆ หลังจากลังเลเพียงเล็กน้อยในที่สุดเขาก็ย่ำเท้าลงบนพื้นดิน แล้วถอยกลับไปหลายก้าว

            โครม!

            เสียงดังสนั่นปะทุขึ้นดาบนั้นปักลงบนพื้นเบื้องหน้าซูฉางอันหรือก็คือจุดที่อินซานโจ๋วเคยยืนอยู่อย่างแม่นยำดาบที่เปล่งประกายไปด้วยสายฟ้าสีม่วงปักตรงอยู่บนพื้นดินอย่างทรงพลังราวเป็นจอมราชันที่กำลังทอดมองผู้ซึ่งอยู่ต่ำกว่าอย่างไรอย่างนั้น

            อินซานโจ๋วจ้องดาบเบื้องหน้าตาเขม็งเขาเอาแต่นิ่งเงียบ ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา ทว่าความกลัดกลุ้มในใจกลับทำให้สีหน้าของเขาแลดูไม่สู้ดีนัก ดูเหมือนเขาจะอารมณ์ไม่ดีสักเท่าไหร่

            ยังไม่ทันที่คนทั้งหลายจะได้สติจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจู่ๆ ดาบนั้นก็ส่งเสียงขึ้น จากนั้นก็ลอยออกมาจากพื้นดินแล้วพุ่งออกไปที่นอกตำหนักอีกครั้ง ราวกับได้รับคำสั่งจากใครบางคนก็มิปานฝูงคนต่างก็จับจ้องตามทิศที่ดาบพุ่งหายไปเป็นตาเดียว

            ตึก!

            เสียงหนึ่งดังขึ้นอย่างแผ่วเบาทว่าภายในโถงที่เงียบสงัด เสียงนั้นช่างชัดเจนยิ่งกว่าอะไร

            รองเท้าหนังสีดำข้างหนึ่งปรากฏขึ้นที่ประตูหน้าโถงตามมาด้วยมือของใครบางคนที่กำลังเก็บดาบเล่มนั้นกลับเข้าไปในฝัก

            ในที่สุดร่างของเจ้าของดาบก็ปรากฏต่อสายตาเสียที

            ร่างนั้นเป็นชายคนหนึ่งเขาปล่อยผมสยายลงไปกลางหลังสวมใส่เสื้อผ้าที่ทำมาจากผ้าเนื้อหยาบสีเทาอันแสนธรรมดาเคราสั้นรอบปากขึ้นรกรุงรังไปหมด คล้ายจะไม่ได้รับการดูแลจัดการมานาน หน้าตาธรรมดาไม่มีสิ่งใดโดดเด่นสะดุดตา ทว่าดวงตาคู่นั้นกลับเปล่งประกายไปด้วยลำแสงที่คมเฉียบไม่ต่างไปจากดาบในมือเขาก้าวเข้ามาทีละก้าวๆ อย่างใจเย็น รองเท้าหนังที่กระทบลงบนพื้นไม้เบื้องล่างก่อให้เกิดเสียงดังตึกตักขึ้นตามจังหวะการเดินเสียงรองเท้าของเขาดังก้องอยู่ภายในโถงที่เงียบสงัดอย่างต่อเนื่อง

            “เจ้า?” เมื่อได้เห็นโฉมหน้าของผู้มาเยือนอย่างเต็มตาสีหน้าของอินซานโจ๋วก็หนักอึ้งขึ้นมากคนผู้นี้เป็นนักดาบที่เกิดในรุ่นเดียวกับมั่วทิงอวี่เขาเป็นยอดฝีมือที่ไร้เทียมทานในคนรุ่นเดียวกันตั้งแต่เมื่อสิบปีก่อนแล้วทว่าในตอนนี้ หลังกลับมาจากดินแดนตะวันตก เขาจะแข็งแกร่งขึ้นมากขนาดไหนกันเล่า?

            อินซานโจ๋วอาจไม่รู้ได้...แต่จากดาบเมื่อครู่เขารู้ว่าคนผู้นี้เป็นยอดฝีมือที่ตนต้องทุ่มพลังในการต่อสู้อย่างเต็มที่เลย...

            ชายผู้มาใหม่ไม่ได้ให้ความสนใจกับเขาเลยสักนิดเขาเดินไปหยุดอยู่เบื้องหน้าซูฉางอัน จากนั้นก็ประคองซูฉางอันที่นั่งกึ่งคุกเข่าอยู่บนพื้นดินในสภาพเหงื่อโชกร่างขึ้นมา

            ซูฉางอันรู้สึกเบาตัวขึ้นมาทันทีทันทีที่ชายตรงหน้าประคองร่างของเขาเบาๆ พลังวิญญาณที่มีพลังมหาศาลซึ่งเป็นดั่งภูเขาที่คอยกดทับร่างของซูฉางอันเอาไว้ก็หายวับไปในทันที

            ซูฉางอันที่มีสภาพอ่อนแรงแหงนหน้าขึ้นไปมองชายตรงหน้าแล้วฝืนฉีกยิ้มขึ้น ทว่ารอยยิ้มนั้นกลับไม่น่าดูชมเลยสักนิดเขาพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงขาดห้วง “ท่าน...ท่านผู้อาวุโสฉู่... ท่านมาแล้ว...”

            “ไม่ต้องพูดแล้ว รีบพักผ่อนซะ ที่เหลือปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าเถอะ” พูดไปพลางเขาก็ส่งซูฉางอันไปให้เซี่ยโหวฟ่งอวี้ที่บัดนี้ใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวล “ดูแลเขาให้ดีอีกเดี๋ยวข้าจะพาพวกเจ้ากลับบ้านเอง” ฉู่ซีฟงบอกกับเซี่ยโหวฟ่งอวี้อย่างอ่อนโยน

            จากนั้นเขาก็ชักดาบคู่ใจออกมาตัวดาบอันแสนคมกริบมีสายฟ้าสีม่วงประกายขึ้นอย่างต่อเนื่องคล้ายเป็นมังกรวิเศษที่กำลังเลื้อยพันอยู่เช่นนั้น

            “อินซานโจ๋ว” น้ำเสียงของเขาเปลี่ยนไปเป็นเย็นยะเยือกอย่างกะทันหันเย็นเฉียบ ราวเป็นภูเขาน้ำแข็งพันปีในเมืองสวรรค์อย่างไรอย่างนั้น “ให้ข้าทดสอบดูหน่อย ว่าเจ้าผู้ดูแลแห่งสำนักปาฮวงจะเก่งกาจสักแค่ไหน”

     

    คล้ายกับเรื่องคัมภีร์ลับแห่งฉางอัน [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน