ทางออกเขตปลอดภัยแห่งนั้น ซ่อนไว้ซึ่งความหวังที่จะทำให้เขาหลุดพ้นจากชะตากรรมในปัจจุบัน
เส้นทางกว่าสองชั่วโมงนี้ค่อนข้างน่าเบื่อหน่าย
เขาเดินไปตามถนน ตลอดทางเห็นแต่บ้านเรือนเก่า ๆ ที่ส่วนใหญ่พังทลายลงแล้ว ถนนหนทางก็เต็มไปด้วยเศษหินและฝุ่นผงเพราะไม่มีใครดูแล
เพื่อให้ผ่านซากอาคารและก้อนหินที่ถล่มลงมาเหล่านี้ไปได้ เขาต้องปีนขึ้นปีนลงอยู่บ่อยครั้งจนเหนื่อยหอบ
แม้ระยะทางจะยาวไกล แต่ตลอดสองชั่วโมงมานี้ ฉินซือหยางแทบไม่เจอคนเป็ ๆ เลย
นาน ๆ ครั้งถึงจะเจอคนเดินสวนสักคนสองคน ซึ่งก็ดูรีบร้อน ไม่ใช่ผู้ที่อาศัยอยู่ในแถบนี้
เมื่อสี่ปีก่อน ไม่รู้ว่าเพราะอะไรกำแพงกระจกป้องกันภัยทางอากาศในบริเวณนี้เกิดแตกออกหลายบาน
กำแพงกระจกนี้เป็เกราะป้องกันเทพเ้าเข้ามาในเขตปลอดภัย เมื่อมันแตกออก ผู้อยู่อาศัยในแถบนี้ก็สูญเสียที่พึ่งพิงเพียงหนึ่งเดียวไป
เทพเ้าจำนวนมากฉวยโอกาสบุกเข้ามาโจมตีเขตปลอดภัย
เพื่อป้องกันไม่ให้สถานการณ์บานปลาย รัฐบาลสหภาพได้ส่งกองกำลังผู้ใช้พลังลำดับมาอย่างเร่งด่วนเพื่อกำจัดและขับไล่เทพเ้าที่บุกรุกออกไปจนหมด
จากนั้นจึงให้ทีมวิศวกรซ่อมแซมกำแพงกระจกอย่างรวดเร็ว
โชคดีที่ รัฐบาลสหภาพจัดการได้อย่างทันท่วงที ทำให้ไม่มีเทพเ้าขนาดใหญ่เข้ามาในเขตปลอดภัยได้ ไม่อย่างนั้นผลที่ตามมาคงเลวร้ายเกินกว่าจะคาดคิด
แต่เหตุการณ์ครั้งนั้นก็ยังคงสร้างความเสียหายไว้มากมาย ผู้อยู่อาศัยดั้งเดิมบ้างก็ตายในการโจมตีครั้งนั้น บ้างก็ย้ายหนีไป
รัฐบาลสหภาพได้ซ่อมแซมแนวป้องกันของเขตปลอดภัยบริเวณนี้ แต่กลับไม่ได้สร้างถนนหนทางและบ้านเรือนขึ้นมาใหม่
ฉินซือหยางคิดว่า คงเป็เพราะเมื่อเกิดเหตุการณ์ไม่ปลอดภัยขึ้นครั้งหนึ่งแล้ว ผู้คนก็จะไม่เชื่อมั่นในความปลอดภัยของที่นี่อีกต่อไป
ถึงแม้จะสร้างโครงสร้างพื้นฐานขึ้นมาใหม่ ก็คงไม่มีใครเต็มใจย้ายมาอยู่ รัฐบาลสหภาพจึงไม่ยอมเสียแรงเปล่าอีก
การที่ไม่มีผู้คนอยู่กลับทำให้ฉินซือหยางรู้สึกโล่งใจ อย่างน้อยก็ไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครมาปล้นอาหารในกระเป๋าเป้ของเขา
คนส่วนใหญ่ที่จบจากโรงเรียนจวีอันหางานที่พอจะเลี้ยงปากท้องไม่ได้เลย นั่นทำให้ความปลอดภัยในแถบนี้ค่อนข้างต่ำ
สำหรับฉินซือหยางแล้ว การไม่มีผู้คนน่าสบายใจกว่าการมีผู้คนอยู่มากนัก
ในที่สุด ฉินซือหยางก็เห็นป้ายสีน้ำเงินสูงราวสองเมตร ซึ่งมีตัวอักษรสีขาวเขียนไว้ว่า "ทางออกเขตปลอดภัยหมายเลข 114514"
“ถึงซะที”
เมื่อเดินมาถึงทางออกเขตปลอดภัยหมายเลข 114514 เขาคิดจะเข้าไปดูสถานการณ์ แต่กลับพบว่าไม่รู้ว่าเพราะอะไรที่นี่ถึงถูกผู้คนจำนวนมากรายล้อมจนแน่นขนัด
เพื่อที่จะทำความเข้าใจสถานการณ์ด้านใน เขาจึงต้องหาเนินดินที่สูงหน่อยเพื่อสังเกตการณ์อย่างละเอียด
สิ่งแรกที่เขาเห็นคือประตูเหล็กป้องกันของทางออก
นี่เป็ครั้งแรกที่เขามายังทางออกเขตปลอดภัยที่มีหมายเลข และเป็ครั้งแรกที่ได้เห็นประตูของมัน
ประตูนี้กว้างราวเจ็ดถึงแปดเมตร สูงสามถึงสี่เมตร ดูเหมือนจะสร้างจากโลหะผสมชนิดพิเศษ แลดูหนาทึบอย่างยิ่ง
กระจกนิรภัยบนประตูมีอยู่หลายชั้น หนาจนเขามองทะลุออกไปนอกเขตป้องกันไม่เห็นเลย
ส่วนหน้าประตู มีคนสวมหมวกกันน็อกใสและชุดกันหนาวลายทางส้ม-ขาวราวสิบกว่าคนยืนอยู่
ชุดกันหนาว... แค่ชุดเดียวก็มีราคาสูงกว่าสองเหรียญเงินแล้ว ซึ่งในโลกของฉินซือหยางถือเป็ตัวเลขมหาศาล มีเพียงผู้มีพลังลำดับเท่านั้นที่สามารถซื้อหาได้
นับั้แ่ก่อตั้ง รัฐบาลสหภาพ สกุลเงินก็ไม่ได้แบ่งตามประเทศอีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาใช้เหรียญทองแดง เหรียญเงิน และเหรียญทองที่รัฐบาลสหภาพผลิตขึ้นเป็มาตรฐานเดียวกัน
แม้จะเรียกว่าเหรียญทองแดง เหรียญเงิน และเหรียญทอง แต่เพื่อให้เพียงพอต่อการใช้งานในเขตปลอดภัยทั่วโลก เหรียญเหล่านี้จึงไม่ใช่โลหะมีค่าล้วน ๆ หากแต่เป็โลหะผสมชนิดต่าง ๆ
ในบรรดาสามชนิด เหรียญทองแดงมีค่าน้อยที่สุด เพราะนอกจากจะมีต้นทุนการผลิตที่ต่ำแล้ว ยังมีการเจือปนโลหะอื่น ๆ เข้าไปอีกมากมาย
โดยทั่วไปแล้ว เหรียญทองแดงหนึ่งหมื่นเหรียญจะมีค่าเท่ากับเหรียญเงินหนึ่งเหรียญ และเหรียญเงินหนึ่งพันเหรียญจะมีค่าเท่ากับเหรียญทองหนึ่งเหรียญ
แต่เนื่องจากต้นทุนการผลิตเหรียญทองแดงที่ต่ำ และสัดส่วนของโลหะอื่น ๆ ที่แต่ละโรงกษาปณ์ผสมเข้าไปก็แตกต่างกันไป
ดังนั้นโดยทั่วไปแล้วอาจต้องใช้เหรียญทองแดงถึงหนึ่งหมื่นสองพันเหรียญจึงจะแลกเป็เหรียญเงินได้หนึ่งเหรียญ
สำหรับฉินซือหยางในตอนนี้ เหรียญเงินเปรียบเสมือนสินทรัพย์สิบล้านในชาติก่อน
เป็สิ่งที่ไกลเกินเอื้อม
ดูเหมือนว่าคนเ่าั้คือผู้มีพลังลำดับที่มารวมตัวกันอยู่ที่ทางออกแห่งนี้
แต่คนที่สวมชุดกันหนาวกลับมีเพียงส่วนน้อย นอกจากคนสิบกว่าคนนั้นแล้ว ยังมีคนธรรมดาอีกนับพันที่แต่งตัวหนาเตอะ
เหมือนฉินซือหยางกำลังรุมล้อมอยู่ที่นี่
ฉินซือหยางรู้สึกประหลาดใจ คนเหล่านี้มาทำอะไรกันที่นี่?
ไม่ใช่ว่ามีแต่ผู้มีพลังลำดับเท่านั้นเหรอที่จะมารวมตัวกันที่ทางออก?
ในขณะนั้น ผู้มีพลังลำดับสองคนที่สวมชุดกันหนาวได้ถอดหมวกกันน็อกออก ดูเหมือนพวกเขาจะเสร็จสิ้นภารกิจล่าและกำลังจะกลับ
ทันใดนั้น คนธรรมดานับร้อยที่อยู่รอบ ๆ ก็พากันกรูกันเข้าไป
“ท่านครับ ไม่ไปพักผ่อนสักหน่อยเหรอครับ! มีนวดฝ่าเท้าชั้นดีเลยนะครับ!”
“ท่านครับ ที่ร้านผมมีอาหารเลิศรส!”
“ที่นี่มีอพาร์ตเมนต์หรูให้ท่านพักฟรี! ขอแค่ท่านยอมถ่ายรูปกับผมสักสองสามใบก็พอครับ!”
“ท่านครับ ลูกสาวผมยังไม่ได้แต่งงาน พอเห็นท่าทางอันองอาจของท่านปุ๊บ เธอก็ตัดสินใจเลยว่าจะไม่ยอมแต่งกับใครนอกจากท่าน!”
“ท่านคะ อยากได้ภรรยาไหมคะ? ถ้าท่านมีภรรยาแล้ว ฉันเป็น้อยก็ได้ ไม่ต้องมีหน้ามีตาก็ยอมค่ะ!”
ฝูงชนเบียดเสียดกันเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง แต่กลับรักษาระยะห่างจากผู้มีพลังลำดับทั้งสองคนไว้ราวหนึ่งเมตรอย่างรู้กัน
ดูเหมือนว่าผู้มีพลังลำดับทั้งสองคนจะคุ้นเคยกับภาพแบบนี้ดี จึงไม่ได้หยุดอยู่นาน ในที่สุดก็แค่เลือกรับข้อเสนอของเ้าร้านอาหารรสเลิศแห่งหนึ่งกับผู้ดูแลที่พักที่ดูสะดวกสบายอีกแห่งหนึ่ง แล้วก็จากไป
เ้าของร้านสองคนที่ถูกเลือก ใบหน้าแดงก่ำด้วยความตื่นเต้น
ฉินซือหยางมองดูปฏิกิริยาของทุกคนแล้วถึงกับอ้าปากค้าง
เขารู้ว่าผู้มีพลังลำดับเป็ที่ชื่นชมในโลกนี้ แต่ไม่คิดเลยว่าจะเป็ถึงขนาดนี้
ไม่ต้องสงสัยเลยว่าคนเหล่านี้คือคนธรรมดาจากชายขอบของเขตปลอดภัย
พวกเขาฝากความหวังไว้กับการได้เกาะติดผู้มีพลังลำดับสักคนเพื่อหลุดพ้นจากสภาพชีวิตอันแร้นแค้นในปัจจุบัน แล้วย้ายไปอยู่ในที่ที่สุขสบายกว่า
พวกเขาก็เหมือนกับฉินซือหยางที่พยายามจะก้าวข้ามชนชั้น
แต่น่าเสียดายที่ไม่มีใครโชคดีเหมือนเขา และอาจจะไม่มีวันหนีพ้นจากชายขอบของเขตปลอดภัยไปได้ตลอดชีวิต
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ฉินซือหยางก็รู้สึกขอบคุณโชคชะตาขึ้นมาในใจ และตอกย้ำความตั้งใจของตนเองอีกครั้ง
“์มอบพลังลำดับ [ผู้กลืนเทพเ้า] ให้ฉันแล้ว ดังนั้นฉันจะต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้!”
เขาพยายามจะฝ่าฝูงชนเข้าไปใกล้ผู้มีพลังลำดับอีกสิบกว่าคนที่เหลืออยู่ แต่ก็ถูกเบียดออกไปทันที
“ไอ้หนู ถอยไปต่อแถวข้างหลังไป! จะเบียดมาข้างหน้าทำไม!”
ฉินซือหยางตอบ “ผมไม่ได้มาหาผู้มีพลังลำดับ ไม่แย่งธุรกิจพวกคุณหรอก”
เขาเพียงแค่อยากจะไปดูว่ามีซากเทพเ้าตกหล่นอยู่ข้างหน้าบ้างหรือเปล่าเท่านั้น ไม่ได้สนใจตัวผู้มีพลังลำดับเลย
แต่ความคิดของเขา คนอื่นกลับไม่เชื่อ
เมื่อได้ยินคำพูดของฉินซือหยาง คนรอบข้างต่างก็พากันหัวเราะ
“นี่คิดว่ากำลังหลอกใครอยู่ ทุกคนที่อยากจะเบียดมาข้างหน้าก็พูดแบบนี้ทั้งนั้นแหละ”
ฉินซือหยางจนปัญญา จึงทำได้เพียงรออยู่ที่วงนอกสุด
ประตูเหล็กของทางออกเขตปลอดภัยเปิดออกครั้งแล้วครั้งเล่า มีผู้มีพลังลำดับเข้า ๆ ออก ๆ อยู่ตลอดเวลา คนธรรมดาที่รายล้อมอยู่ก็เริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ
จนกระทั่งตกค่ำ ฉินซือหยางถึงได้ขยับมายืนอยู่แถวหน้าได้สำเร็จ
แต่ที่ต่างจากคนอื่นคือ ทุกครั้งที่มีผู้มีพลังลำดับกลับมาจากนอกเขตปลอดภัย
สิ่งที่เขาสนใจกลับไม่ใช่ตัวผู้มีพลังลำดับ แต่เป็ที่อยู่ของซากเทพเ้าในมือพวกเขาต่างหาก
น่าเสียดายที่ซากเ่าั้ทั้งหมดถูกเ้าหน้าที่ตรวจสอบของรัฐบาลสหภาพที่อยู่ข้าง ๆ นำไป เขาจึงไม่สามารถเก็บได้แม้แต่ชิ้นเดียว
ขณะที่ฉินซือหยางกำลังคิดว่าวันนี้คงจะไม่มีอะไรคืบหน้า ก็มีทีมหนึ่งกลับมาจากนอกเขตปลอดภัย
ผู้มีพลังลำดับคนหนึ่งกำลังตรวจสอบของที่ล่ามาได้ ในที่สุดเขาก็โยนหูข้างหนึ่งที่มีหนอนจำนวนมากงอกออกมาทิ้งลงบนพื้นข้าง ๆ
“หยิบมาผิดซะได้ ของแบบนี้ไม่มีประโยชน์ เปลืองพื้นที่กระเป๋าไปหนึ่งช่อง” เขาบ่นอุบ
ฉินซือหยางจ้องมองหูที่มีหนอนงอกออกมานั้น ดวงตาเป็ประกาย กลืนน้ำลายลงคอ และเตรียมจะฉวยโอกาสที่ไม่มีใครสนใจเก็บมันขึ้นมา
ทว่า พนักงานทำความสะอาดคนหนึ่งกลับกวาดหูข้างนั้นใส่ที่ตักผง แล้วเดินจากไป
ฉินซือหยางแทบคลั่ง!
ซากเทพเ้าที่รอคอยมาอย่างยากลำบาก กลับถูกเอาไปต่อหน้าต่อตา!
เขาทิ้งตำแหน่งผู้ชมแถวหน้าของตัวเองแล้วรีบเดินตามพนักงานทำความสะอาดคนนั้นไปทันที หวังว่าจะหาโอกาสฉกหูของเทพเ้ามาให้ได้
พนักงานทำความสะอาดไม่ได้สังเกตเลยว่าจะมีคนสนใจขยะในที่ตักผงของเขาถึงขนาดนี้
เขาเดินไปถึงหัวมุมถนน แล้วเทหูข้างนั้นลงในถังขยะที่สกปรก จากนั้นก็เดินจากไป
ส่วนฉินซือหยางก็แอบมองดูอยู่เงียบ ๆ จนกระทั่งพนักงานทำความสะอาดจากไป
“เยี่ยมไปเลย!”
ฉินซือหยางรู้ว่าโอกาสของเขามาถึงแล้ว!
หลังจากรอจนพนักงานทำความสะอาดไปแล้ว ฉินซือหยางก็ย่องเข้าไปใกล้ ตั้งใจจะหยิบหูข้างนั้นออกจากถังขยะ
เขาเปิดฝาถังขยะ กลิ่นคาวเืที่รุนแรงก็โชยมาปะทะจมูก
ทว่าเมื่อได้เห็นภาพภายในถังขยะ เขาก็ถึงกับตะลึงงัน ข้างในนั้นมีซากชิ้นส่วนของเทพเ้าอยู่มากมาย!!
ฉินซือหยางเบิกตากว้าง หัวใจเต้นรัวไม่เป็ส่ำ
“นี่มัน... งานเลี้ยงเทาเที่ย*[1]เลยนี่หว่า?!!”
*[1] เทาเที่ย อสูรในตำนานจีนโบราณ ที่มีลักษณะเด่นคือ ความตะกละอย่างไม่รู้จักพอ ดังนั้น งานเลี้ยงเทาเที่ยในบริบทนี้จึงเป็การเปรียบเปรยถึงได้อยู่ในเหตุการณ์ที่มีอาหารให้เลือกกินมากมาย