ณ เมืองเบลลิตเมืองเล็กๆที่อยู่ห่างไกลโพ้นอันเงียบสงบที่เต็มไปด้วยธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ประชากรรวมทั้งหมดเพียงหลักพันคน เมืองซึ่งหญิงสาวคุณหนูตัวน้อยเฟลิเซียอาศัยอยู่เธอเป็หญิงสาวที่มีหน้าตาน่ารักน่าเอ็นดูดั่งตุ๊กตา มีดวงตากลมโตสีเขียวมรกตสุภาพ เรียบร้อย ชอบสวมใส่ชุดโลลิต้า ผมยาวไว้หน้าม้ามีความงดงามในลุคคุณหนูเ้าหญิงน้อยอยู่เสมอเธออาศัยอยู่เมืองนี้ั้แ่เกิดตามรากฐานบรรพบุรุษวงศ์ ‘‘ตระกูล’’ของเธอเธอกำพร้าพ่อแม่ เนื่องจากพ่อแม่ของเธอเสียชีวิตไปแล้วั้แ่เด็ก รวมถึงหัวหน้าพ่อบ้านผู้ซึ่งเปรียบเสมือนบอดี้การ์ดส่วนตัวก็เธอก็ได้จากไปเหลือเพียงแค่เหล่าแม่บ้านในคฤหาสน์ที่คอยปรณนิบัติเธอที่ตั้งของคฤหาสน์ของเธอนั้นห่างไกลจากตัวเมือง อยู่ติดป่ารวมถึงทะเลสาบเธอไม่ได้ออกไปท่องโลกกว้างหรือไปไหนเลย เนื่องจากเหล่าแม่บ้านต่างวิตกกังวลกับเธอต่างบอกเธอเสมอว่าข้างนอกคฤหาสน์นั้นเต็มไปด้วยความอันตรายจึงทำให้เฟลิเซียนั้นไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับเื่โลกภายนอกเลยแม้แต่น้อยเธอไม่เคยรู้ถึงชีวิต ความเป็อยู่ ความสุข หรือความโหดร้ายเธอใช้เวลาอยู่แต่กับตำรา อ่านหนังสือ มีงานอดิเรกคือเล่นเปียโน กับสีไวโอลินและถูกอนุญาตให้ออกมาเดินเล่นชมธรรมชาติบริเวณคฤหาสน์เท่านั้น เธอมักจะชอบพูดกับสัตว์ป่าต่างๆ อาทิเช่น นกน้อย กระต่ายน้อยกระรอกน้อย ถึงแม้เธอจะไม่ได้ยินเสียงหรือเข้าใจสัตว์เ่าั้เลยแต่เธอก็รู้สึกว่าสัตว์เหล่านี้เป็เพื่อนแก้เหงาของเธอได้เสมอ
เช้าวันหนึ่งแม่บ้านคนหนึ่งเอ่ยปากบอกเฟลิเซียว่าจะไปจ่ายตลาดตอนเช้า เฟลิเซียอยากขอไปด้วย
‘‘หนูขอไปด้วยได้มั้ยคะ?’’ เฟลิเซียกล่าวขอร้อง
‘‘ไมได้นะจ๊ะ ข้างนอกอันตราย ผู้คนมากมายอีกทั้งอาจจะมีโจรต้มตุ๋นก็ได้นะจ๊ะ’’ แม่บ้านกล่าวเตือนด้วยความเป็ห่วง
‘‘แต่หนูขอไปด้วยเถอะค่ะให้หนูได้เห็นวิถีชีวิตนอกคฤหาสน์เถอะนะคะ หนูก็อายุ15แล้วหนูโตขึ้นแล้วนะคะ หนูไมได้น่าเป็ห่วงเหมือนตอนเด็กแล้วนะคะ’’ เฟลิเซียขอร้องอีกครั้งพร้อมทำสายตาออดอ้อนน่ารัก ความน่ารักของเธอทำให้แม่บ้านคนนั้นปฏิเสธไมได้
‘‘งั้น.. ก็ได้ แต่ต้องอยู่ตัวติดกับฉันตลอดเวลานะหากเกิดอะไรแย่ๆขึ้นมาละก็ ยุ่งแน่ๆ’’ แม่บ้านกล่าว ไม่สบตาเฟลิเซียด้วยความที่เธอรู้ตัวดีว่าเธอแพ้สายตาอันอ้อนวอนของเด็กสาวคนนี้
‘‘เย้ๆ ดีใจจังเลย ขอบคุณนะคะ คุณแม่บ้าน’’ เฟลิเซียะโกอดเอวจากด้านหลังแม่บ้านจากนั้นเธอจึงจูงมือแม่บ้านเดินออกจากบ้านด้วยความดีใจ
หลังจากนั้นแม่บ้านจึงได้ไปสั่งให้คนขับรถส่วนตัวพาตนและคุณหนูไปจ่ายตลาด …ตลาดที่ไปวันนี้จัดที่ลานกว้างโรส เป็ลานกว้างศูนย์รวมใจกลางของเมืองนี้รอบๆลานกว้างปลูกดอกกุหลาบเรียงรายล้อมรอบสลับสีแดง ชมพู เหลือง ขาวตามลำดับโคมไฟตามเสาต่างๆ ทั้งเสาสูงและเสาต่ำเป็โคมไฟมีทรงหัวเหมือนดอกกุหลาบบนพื้นลานมีพื้นสีโอรสลวดลายเป็ดอกกุหลาบจึงเป็ที่มาของชื่อลานกว้างแห่งนี้ และไม่ว่าจะมีเทศกาล ประเพณี งานค้าขาย และอื่นๆ ผู้คนจะมาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันที่ลานแห่งนี้เสมอตลาดวันนี้เป็ตลาดขายของจำพวก Dairy (หรือที่เรารู้จักในนามนม ชีส) รวมถึงเบเกอร์รี่คุณหนูเฟลิเซียตื่นเต้นมากเนื่องจากเบเกอร์รี่คือสิ่งที่เธอโปรดปรานมากอีกทั้งเธอจำไมได้เลยว่าครั้งล่าสุดที่เธอมาเดินตลาดที่นี่คือเมื่อไหร่แต่อย่างไรก็ตามเฟลิเซียก็มุ่งเน้นโฟกัสแต่โซนเบเกอร์รี่เสมอ…
‘‘คุณแม่บ้านคะที่นี่ขายแต่ของที่น่ากินทั้งนั้นเลยค่ะ’’ คุณหนูเฟลิเซียตื่นเต้นมากกับแต่ละสิ่งที่ได้วางขายในตลาดวันนี้
‘‘คุณหนูอยากกินอะไรเป็พิเศษมั้ยคะ เดี๋ยวซื้อชีสเสร็จ ไปดูด้วยกันดีมั้ยจ๊ะ?’’ แม่บ้านกล่าว ในขณะที่กำลังจ่ายเงินกับคนขายของ
‘‘ได้สิคะ อ้อ วันนี้หนูอยากกินชูครีมมากเลยค่ะ’’ เฟลิเซียผู้ชอบของหวานอยู่เสมอ เธอชี้ไปทางเยื้องข้างหน้าเธอเห็นร้านขายชูครีมอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากจุดที่เธอยืนอยู่
‘‘คุณหนูคะ แหมไม่มีวันไหนที่ไม่ทานของหวานเลยนะคะเนี่ย กลับไปคฤหาสน์เดี๋ยวดิฉันทำให้กินก็ได้นี่คะ’’แม่บ้านตอบพร้อมกับเอามือก่ายหน้าผาก
‘‘ไม่เอา ไม่เอา หนูจะกินชูครีม ชูครีม’’ เฟลิเซียเริ่มงอแงด้วยความขี้เอาแต่ใจ
‘‘ก็แหม ถ้าให้พูดจริงๆคือคุณแม่บ้านทำอาหารไม่อร่อยนี่นา -3-’’ เฟลิเซียเอ่ยเพราะรู้สึกเก็บกดพร้อมกอดอกทำตัวเชิ่ดหยิ่งสไตล์ลูกคุณหนู
‘‘ก็ได้ค่ะ ก็ได้ค่ะ ไม่ต้องงอแงแล้วนะคะคุณหนู’’แม่บ้านรีบตอบเพราะกลัวคุณหนูงอแงลั่นจนคนรอบข้างในตลาดเห็นกันหมดแม่บ้านถอนหายใจ ‘‘จริงๆเล้ย …เลี้ยงมาั้แ่เด็กเองแท้ๆแต่นิสัยด้านนี้ยังเหมือนเดิมเสียจริงๆ’’
‘‘เย้ๆ ชูครีม ชูครีม’’ เฟลิเซียดีใจมากที่ง้อสำเร็จ
ในขณะที่แม่บ้านและเฟลิเซียเดินไปยังโซนเบเกอร์รี่ด้วยกันนั้นทันใดนั้นเอง ทั้งสองได้เห็นการชุลมุนวุ่นวายต่อหน้าต่อตากลุ่มโจรชุดดำกำลังจี้ปล้นพ่อค้าแม่ค้า บางคนถูกขโมยของไปเกือบจะหมดร้านและมีข้าวของที่เสียหายกระจัดกระจายอยู่ตามกองพื้นบางคนโดนทำร้ายร่างกาย บางคนเสียชีวิตแล้วและมีโจรบางส่วนกำลังเอาปืนจี้ต่อหน้าชายยากไร้คนหนึ่งอย่างหวาดกลัวถึงแม้โจรจะเกรงกลัวต่อชายผู้นั้น แต่นิ้วชี้ของโจรนั้นเตรียมเหนี่ยวไกปืนแล้วชายที่ยืนอยู่ต่อหน้าโจรคนนั้นเป็ชายร่างสูง ดวงตาสีเทามีผมสั้นรกรุงรังสีขาวผอมแห้งราวกับกระดูก เล็บยาว สวมเสื้อผ้าขาดๆสกปรกตามตัวมีรอยฟกช้ำและรอยแผลอื่นๆตามร่างกาย มีสายตาเคียดแค้นมีเสียงหายใจเข้าออกที่แรงบวกกับเสียงพึมพำความเคียดแค้นดั่งสุนัขป่าผู้หิวโหยตัวหนึ่งในสายตาของเขาไม่มีความเกรงกลัวต่อโจรใดๆทั้งสิ้นทั้งๆที่เขาไม่มาอาวุธเลยสักชิ้น…
ในขณะนั้นเอง เฟลิเซีย แม่บ้านและชาวบ้านอีกประมาณ 3-5 คนก็ถูกกลุ่มโจรเหล่านี้ล้อมหน้าล้อมหลังไว้หมดแล้ว ทำให้ไม่สามารถหนีไปได้อีกทั้งยังทำให้บรรยากาศ ณ ตอนนั้นเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและเงียบสงัด
‘‘แง่งงงง ..!!!!!’’ เสียงชายคนนั้น สายตาของเขาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น
‘‘ก ..แกเป็ใคร ..!!! ออย่าริอาจก้าวเข้ามาอีกก้าวเชียวนะ ..!!!’’ โจรคนนั้นมือไม้สั่น เหงื่อตกพลั่กๆสายตาลอกแลกกลอกตาไปมา ทันใดนั้นเอง เขาพยักหน้าส่งซิกให้พรรคพวกของเขาคนหนึ่งชกไปยังกลางหน้าท้องของแม่บ้าน
‘‘โอ๊ยยยยย!!!’’ แม่บ้านไอเป็เื สายตาพร่ามัว และล้มลงด้วยความเ็ป
‘‘คุณแม่บ้าน!!!’’ เฟลิเซียกล่าวอุทานด้วยความใ
ในขณะที่สายตาของทุกคนในบริเวณนั้นถูกล่อให้ความสนใจไปยังแม่บ้านแต่เพียงผู้เดียวทำให้เฟลิเซียถูกโจรที่ถือปืนจี้ชายยากไร้จับเป็ตัวประกันแล้ว
‘‘อ อย่านะ..!!!!! ป ..ปล่อยฉันเดี๋ยวนี้นะ!!!’’เฟลิเซียพยายามขยับตัวเพื่อให้สลัดออกจากโจรคนนี้ให้ได้แต่ก็สำเร็จ
‘‘แม่หนูคนนี้น่ารักดีนี่’’ โจรคนนั้นแอบหันหน้าไปหอมเส้นผมของเฟลิเซียฟอดหนึ่ง
‘‘ถ้าแกไม่อยากให้แม่หนูคนนี้เป็อะไรไปล่ะก็ไปให้พ้นซะ!! นี่คือการเตือนครั้งสุดท้าย!! ขืนขยับมาอีกก้าว แม่หนูคนนี้ไม่รอดแน่’’โจรพูดข่มขู่ชายต่อหน้าด้วยความแน่จริง
‘‘ค.. ใครก็ได้ ช่วย… ฉัน.. ด้วย’’ เฟลิเซียร้องไห้ด้วยความหวาดกลัวพร้อมทั้งยังขยับเธอพยายามออกจากการถูกจับตัวตลอด
ทันใดนั้นเอง สีดวงตาของเธอเปลี่ยนไปเป็สีแดงพฤติกรรมที่ร้องไห้เสียงดังของเธอเมื่อสักครู่ก็เปลี่ยนไป เธอยืนนิ่งมือวางลงแนบลำตัว หน้านิ่งตรงเหมือนสาวเ็า ไม่พูดสักคำมองไปยังชายยากไร้โดยอัตโนมัติอีกทั้งยังทำให้ดวงตาของชายยากไร้ที่ยืนตรงข้ามต่อหน้าเธอเปลี่ยนจากสีเทาไปเป็สีแดงเช่นกัน ชายยากไร้ยืนนิ่งราวกับกำลังรอรับคำสั่ง…
‘‘น นี่มัน อะไรกันเนี่ย..!!’’ โจรคนนั้นรู้สึกลนกว่าเดิม
‘‘พวกแก… ได้ยินฉันมั้ยวะ!!!’’ โจรคิดว่าพฤติกรรมของเฟลิเซียและชายยากไร้คือการประชดประชันปราศจากความเกรงกลัว
‘‘ถ้ายังงั้น ฉันจะฆ่านังหนูนี่ซะ!!!’’ ด้วยโทสะ โจรหันปืนมาจี้ที่ศีรษะด้านขวาของคุณหนู
เพียงแค่เสี้ยววินาทีก่อนที่โจรกำลังจะยิงเขาทรุดตัวลงกับพื้น นองเื ตาขวางค้างนิ่งเสียชีวิตคาที่ต่อหน้าต่อตาผู้คนในบริเวณนั้น ร่างของเขาถูกโจมตีมีร่องกลางโบ๋ตรงกลางลำตัวแสดงให้เห็นถึงมีบางสิ่งได้ทะลุร่างเขาไป เขาตายไปแล้ว…คุณหนูเหลือบสายตาอันเ็ามองไปเห็นมือซ้ายของชายยากไร้เต็มไปด้วยเืเือาบเต็มมือและตามซอกเล็บยาวอันแหลมคมกริบของเขา .. ‘เขาเป็คนทำหรือนี่…ทำไมกันนะทำไมเขาถึงมาช่วยเรา’ เสียงภายในใจคุณหนูตั้งคำถามนี้มาเอง ‘นี่มันเกิดอะไรขึ้นอย่างนั้นหรอ’ ….
‘‘ก.. แก!!! แกเป็ตัวอะไรกันแน่!!!’’ โจรอื่นๆเริ่มหันมาโฟกัสชายยากไร้คนนี้
‘‘มันอันตรายเกินไปแล้ว พวกเรา จัดการมันซะ!!’’ หนึ่งในกลุ่มโจรออกปากคำสั่ง
ในขณะที่เหล่าโจรรอบด้านกำลังรวมตัวเข้ามารุมทำร้ายชายยากไร้คนนี้ มีหางสุนัขจิ้งจอกโผล่ออกมา9หางขนแผ่ซ่านสีเทาเงิน แยกเขี้ยวยิงฟันสายตาเต็มไปด้วยความดุเดือดมากขึ้นราวกับสุนัขป่า ยืน4ขาเหมือนท่าสุนัขมีเสียงคำรามข่มขู่ เปล่งคลื่นพลังแสงสีแดงออกมา เขากลายเป็จิ้งจอก9หางไปแล้ว.. โจรเ่าั้หยุดชะงักไม่กล้าขยับ และทำให้สายตาชาวบ้านรอบด้านเ่าั้ถึงกับอึ้งในสิ่งที่ปรากฏต่อหน้าอยู่บางกลุ่มคิดว่าเขาคือผู้พิทักษ์ บางกลุ่มคิดว่าเขาคือพระเ้าแต่ในขณะเดียวกันบางกลุ่มกลับคิดว่าเขาคือฆาตกรที่เต็มไปด้วยความอันตราย
‘นี่คงจะเป็..ตัวตนอีกด้านของคุณสินะ’ .. เฟลิเซียยืนนิ่งตามเดิมคิดในใจนิ่งๆราวกับหัวใจถูกแช่แข็งไร้ความรู้สึก
‘ผมจะ.. ปกป้องคุณหนูครับ’ ชายผู้นั้นตอบนิ่งๆในใจของเขาเอง
‘‘น นี่มันตัวอะไรกันเนี่ย??’’ หนึ่งในกลุ่มโจรอีกคนหนึ่งกล่าว
‘‘ปล่อยไว้ต่อไปไมได้แล้ว พวกเรา!! จัดการมันเลย!!!’’
ไม่ทันขาดคำ ด้วยความว่องไวของการเคลื่อนไหวจากชายยากไร้โจรเ่าั้ไม่ทันตั้งตัว ต่างถูกโจมตีไปตามๆกัน แต่ละคนถูกชำแหละร่างนอนกองนองเืทิ้งไว้เหลือเพียงสภาพร่องรอยาแอันแสนสาหัสนำพาไปสู่การเสียชีวิตตามๆกันส่วนโจรที่อยู่รอบนอกตลาดนั้น ได้ทำการหนีไปด้วยความหวาดผวาต่อพรรคพวกที่ตายไปแล้ว ชาวบ้านตามตลาดในลานกว้างโรสต่างก็รีบวิ่งหนีกลับไปยังบ้านของตัวเองไปตามๆกัน
หลังจากที่ไร้ผู้คนในบริเวณลานแล้วชายยากไร้คนนี้ได้กลับร่างมาเป็ร่างมนุษย์ตามเดิมคลื่นพลังแ่เบาลงดั่งสายลมนิ่งลักษณะภายนอกที่ราวกับสุนัขจิ้งจอกได้กลับมาเป็มนุษย์สมบูรณ์แบบแล้วดวงตาสีแดงได้กับมาเป็ดวงตาสีเทาตามเดิม เขาหายใจหอบ
ในขณะเดียวกันดวงตาของเฟลิเซียจากที่เป็สีแดงกลับมาเป็สีเขียวตามเดิมเช่นกัน
‘‘น…นี่มัน เกิดอะไรขึ้นหรอ??’’ เฟลิเซียมองโดยรอบพร้อมสงสัยกับสิ่งที่เกิดขึ้นเธอมีคำถามขึ้นในหัวของเธอมากมายเหมือนเธอไม่รู้ตัวอะไรที่ได้เกิดขึ้นไปก่อนหน้าเลยแต่เมื่อเธอได้เห็นความเละเทะของตลาด ร่องรอยสิ่งของพัง เธอกลับเริ่มมีน้ำตาคลอมีความรู้สึกอ่อนไหวกับสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นมันช่างโหดร้ายเหลือเกิน เธอไม่เคยเจอัักับประสบการณ์หรือเหตุการณ์แบบนี้มาก่อนเลย รวมถึงเมื่อเธอได้เหลือบไปเห็นรอยเืตามจุดต่างๆกระจายออกไปหรือที่เอ่อนองอยู่นั้นทำให้เธอรู้สึกผวา กลัว เหมือนมันเป็ภาพติดตาเธอไปเสียแล้ว เธอมือไม้สั่นมากขึ้นหัวใจเต้นรัว พร้อมทั้งขาที่ขยับไม่ได้
‘‘ค คุณหนู ไม่เป็อะไรใช่มั้ยคะ?’’ คุณแม่บ้านผู้ซึ่งล้มทั้งยืนถาม พลางเอาผ้ามาเช็ดคราบเืที่ติดตามตัวคุณหนู
‘‘คุณหนูครับ ปลอดภัยดีใช่มั้ยครับ?’’ ชายยากไร้ถามกลับ
‘‘นี่ คุณเป็ใคร?’’ เฟลิเซียถามด้วยความแน่ใจ สายตาระแวง
‘‘ผมชื่อเมอริส ผมเป็ครึ่งคนครึ่งปีศาจตามที่คุณหนูเห็นน่ะแหละครับ’’ เขาตอบด้วยเสียงนุ่มนวลชวนฟัง ส่งสายตาหายห่วงให้แก่เฟลิเซีย
‘‘พลังเมื่อกี๊น่ะคือพลังที่ตอบสนองต่อลางสังหรณ์ของผมว่าจะเกิดอาชญากรรมแถวนี้เมื่อผมตามลางสังหรณ์ของผมมา สิ่งที่มันได้บอกกับตัวผมคือผมต้องช่วยชีวิตคุณหนูครับ’’ เขาคุกเข่าลง 1 ข้างก้มหน้าลงพื้น พร้อมพูดต่ออีกว่า ‘‘ผมขอโทษนะครับหากสิ่งที่ผมทำไปนั้นมันจะรุนแรงเกินไปจนคุณหนูอาจจะรับไมได้’’
‘‘ฉันไม่เคยรู้อะไรแบบนี้มาก่อนเลย’’ เฟลิเซียเกิดอาการสับสนไปหมดว่านี่มันคืออะไรกันแน่
‘‘บางครั้งการเกิดอะไรแบบนี้ขึ้นโดยที่คุณหนูไม่รู้ตัวมันเป็ปกติอยู่แล้วครับ มันเปรียบเสมือนการตอบสนองดั่งเ้านายและผู้พิทักษ์ หากในอนาคตมีอะไรอันตรายเกิดขึ้นกับคุณหนูแบบนี้อีกอาจจะมีคนอื่นที่ไม่ใช่ผม ผู้ซึ่งมีเวททายาทคอยคุ้มครองคุณหนูก็เป็ได้ครับ’’ เมอริสอธิบาย
‘’เวททายาท ยังงั้นหรอ?นี่คุณกำลังพูดถึงเื่อะไรกัน?’’ เฟลิเซียถามด้วยความอยากรู้
‘‘คุณหนูคงเป็คนประจำเมืองเบลลิตนี้สินะครับเนื่องจากคุณหนูเป็คนของตระกูลโดยตรง คุณหนูเองก็มีพลังประจำตระกูลเช่นนะกันครับ’’ เมอริสกล่าว
‘‘ฉันไม่เคยรู้อะไรพรรคนี้เลยฉันเป็แค่เด็กผู้หญิงที่มีชีวิตเรียบๆธรรมดาๆคนนึงโลกนี้จะมีมนตร์วิเศษแบบนี้ได้ยังไงกัน?’’ เฟลิเซียเหมือนไม่เชื่อในสิ่งที่เขาพูด
‘‘สักวัน คุณหนูจะพบคำตอบเองครับ’’ เมอริสถอนหายใจ
เฟลิเซียคิดว่าชายคนนี้คงจะบ้าไปแล้วพูดอะไรพล่อยๆกับเธอ เฟลิเซียไม่เข้าใจกับสิ่งที่เขาพูดเลยแม้แต่น้อยฟังกี่หนๆก็เหมือนกับเทพนิยายแฟนตาซีอะไรพรรคนั้นแหละ มันช่างขัดกับโลกความเป็จริงเสียจริงเฟลิเซียผู้ซึ่งเป็เด็กน้อยที่ไม่ได้ออกมาเจออะไรที่เข้ามาในชีวิตเธอเลยเธอไม่เคยจะเชื่อนวนิยาย นิทานปรัมปรา หรือสิ่งเหนือธรรมชาติทั้งสิ้นในหัวของเธอตอนนี้เต็มไปด้วยคำถามไปซะหมด
‘‘งั้นกลับกันเถอะค่ะ คุณแม่บ้าน’’ เฟลิเซียช่วยพยุงแม่บ้าน
‘‘ค่ะ คุณหนู ฉันไม่เป็ไรค่ะ’’ แม่บ้านตอบกลับพร้อมกับยิ้มไม่อยากให้เฟลิเซียรู้สึกเป็ห่วง
‘‘ผมขอไปด้วยเถอะครับ’’ เมอริสยืนขึ้น พูดขอร้อง
เฟลิเซียกับแม่บ้านของเธอใกับคำถามนี้มาก
‘‘คุณอันตรายเกินไปคุณมากับพวกเราไมได้หรอกค่ะ’’ เฟลิเซียรีบตอบ
‘‘ผมขอไปด้วยเถอะนะครับ’’ เมอริสขอร้องซ้ำ
‘‘เอานี่ไป แล้วไปไกลๆซะ’’ แม่บ้านหยิบขนมปังก้อนหนึ่งจากตะกร้าของเธอและโยนไปไกลๆเพื่อล่อให้เมอริสไปกินเพื่อให้เป็จังหวะที่ถ่วงเวลาพอที่จะให้คุณหนูกับแม่บ้านรีบวิ่งขึ้นรถกลับคฤหาสน์
เมอริสเห็นขนมปังก้อนนั้นตกลงบนพื้นซึ่งห่างจากเขาราวๆ3เมตร ด้วยความที่เมอริสเป็คนไร้บ้าน หิวโหย ไม่ได้กินอาหารมา3 วันเต็มอีกทั้งจะหาของกินได้แต่ละครั้งจะต้องขโมย ชีวิตช่างน่าสงสารอะไรเช่นนี้โดยความหิวโหยติดต่อกันหลายวันนั้น เมอริสทนเห็นขนมปังก้อนนั้นวางบนพื้นที่ปราศจากการแตะต้องไม่ได้เขาจึงรีบพุ่งไปกินขนมปังก้อนนั้นอย่างตะกละตะกลามจนหมดเกลี้ยงไม่เหลือหลอและเมื่อเขาเห็นคุณหนูกับแม่บ้านวิ่งจวนจะถึงรถของพวกเขาเขารีบวิ่งตามไปอย่างรวดเร็วความเร็วของเมอริสนั้นทำให้ไปหยุดอยู่ต่อหน้ารถของคุณหนูก่อนที่คุณหนูและแม่บ้านจะมาถึง
‘‘ผมขอไปด้วยเถอะครับ แค่ให้ผมมีที่พักอาศัยก็พอผมไม่ขออะไรทั้งนั้นแล้วนะครับ’’ เมอริสน้ำตาคลอ สายตาดูโศกเศร้า เขาไม่เหลืออะไรในชีวิตเขาแล้ว ไร้ครอบครัวไร้อาหาร ไร้เพื่อนฝูง และไร้ซึ่งความรัก …..เฟลิเซียหากเธอเลือกที่จะทิ้งเขาไว้ตรงนี้ เธอจะเสียใจไหมเมื่อเห็นคนรอบข้างต้องทรมานอีกเธอไม่สามารถละสายตาของเขาไปได้เลย
สายตาและคำพูดอันน่าสงสารนั้นทำให้ะเืใจกับเฟลิเซียผู้ซึ่งกำพร้าพ่อแม่ ทำให้เธอรู้สึกสงสารเขามากขึ้น
‘‘แต่คุณต้องห้ามก่อความวุ่นวายในบ้านของฉันนะ’’ เฟลิเซียยืนกราน
‘‘ครับ คุณหนู’’ เมอริสกล่าวตอบ
‘‘งั้น เธอไปนั่งท้ายรถเลยนะเราไม่อนุญาตให้มานั่งในรถกับคุณหนู’’ แม่บ้านสั่ง
‘‘ครับ ไม่มีปัญหากับผมอยู่แล้วครับ’’ เมอริสตอบด้วยเสียงแ่เบาพร้อมกับรู้สึกโล่งในใจที่จะมีที่อยู่ใหม่
คนขับรถได้เปิดท้ายรถให้เมอริสเข้าไปซุกด้านในส่วนเฟลิเซียและแม่บ้านได้นั่งในรถกลับคฤหาสน์ตามปกติ ระหว่างที่นั่งรถนั้นเฟลิเซียได้มองสภาพลานกว้างโรส พร้อมกับพยายามทบทวนว่าอะไรที่ได้เกิดขึ้นในวันนี้แต่เธอเองก็นึกอะไรไม่ออกเลย