“คุณหญิงยายกำลังนั่งคิดสิ่งใดกันครับผมเรียกตั้งหลายครั้งก็เห็นคุณหญิงยายนิ่งเฉย”
เสียงของชายหนุ่มขัดภวังค์ความคิดจนคุณหญิงเฟื้อสะดุ้งเล็กน้อยทันทีที่เหลียวมองไปยังผู้เรียก เห็นว่าเป็เทียนเก้าผู้มีศักดิ์เป็หลานในไส้เฉกเดียวกับเดือนสิบในฐานะแฝดผู้พี่...เธอก็เลยถอนใจด้วยความโล่งอกและผ่อนคลาย
“ฉันมันแก่แล้วกระมังหูถึงได้ตึง ไม่ทันได้ยินเสียงของพ่อเทียนเรียกหา”
ชายหนุ่มที่ยืนเยื้องอยู่ทางด้านหลังคนสูงวัยจึงขยับตัวเข้าไปใกล้พลางโอบรอบร่างกายที่เล็กกว่าไว้ในวงแขนแล้วประจบเสมือนอย่างที่เคยทำมาแต่เล็กแต่น้อย ดวงตาฉายแววทะเล้นขณะพูดหยอกเอาใจ
“ใครกันหนอกล่าวหาคุณหญิงยายว่าเป็คนแก่หูตึงประเดี๋ยวผมจะไปจัดการให้...คุณหญิงยายของผมทั้งสวยทั้งสง่าแล้วก็ยังใจดีใครเห็นก็ต้องนึกว่าปีนี้ยังไม่พ้นห้าสิบเสียด้วยซ้ำ...เอ หรือว่าเป็ยายเดือน”
“อย่ามาปากหวานกับคนแก่หน่อยเลยฉันไม่ใช่สาวๆแล้วนะพ่อคุณพ่อมหาจำเริญ...เก็บคำป้อยอเอาไว้บอกกล่าวกับผู้หญิงของพ่อเทียนเถอะ...อย่างรายแม่มัสยานั่นไง”
เมื่อเอ่ยถึงสตรีอีกผู้หนึ่งที่คุณหญิงเฟื้อทราบดีว่า‘หล่อนผู้นั้น’พึงใจในตัวเทียนเก้า ชายหนุ่มก็เลยถอนวงแขนออกพลางปั้นสีหน้านิ่งขรึมขึ้นมาแทนที่ “ผมว่าเปลี่ยนเื่คุยดีกว่าครับว่าแต่ว่าคุณหญิงยายมีธุระกับผมเื่ใดกันครับ”
“พอวกมาถามไถ่เื่สาวๆครั้งใดพ่อเทียนก็เลี่ยงไปคุยเื่อื่นเสียทุกครั้งเทียวนะ...อย่างไรก็อย่าลอยชายเป็พ่อพวงมาลัยให้ความหวังสาวๆตามเบี้ยใบ้รายทางจนเต็มกระบุงโกยละประเดี๋ยวจะยุ่งอีนุงตุงนังจนสับรางไม่ทัน”
พูดจบคุณหญิงเฟื้อก็ค้อนลมค้อนแล้งตามประสาแล้วขยับตัวลงนั่งที่เก้าอี้ไม้สักเนื้อดี ค้อมตัวเอื้อมไปเปิดลิ้นชักบนสุดของตู้ขนาดสูงตรงหน้าถอดกุญแจทองเหลืองหนึ่งในสองดอกที่คล้องอยู่ในห่วงกลมแล้วยื่นให้กับชายหนุ่มที่ทรุดกายลงนั่งที่เก้าอี้ข้างกัน
“นี่มันกุญแจห้องส่วนตัวที่เรือน‘กาลเวลา’ ของคุณหญิงยายมิใช่หรือครับ แล้วมอบให้ผมทำไมกัน”
คุณหญิงเฟื้อยิ้มอ่อนเย็น...เป็รอยยิ้มที่บ่งว่ายามนี้ในใจกำลังนิ่งสงบเหมือนหาทางออกบางอย่างให้แก่ชีวิตได้“ปีนี้ฉันอายุไม่น้อยกว่าหกสิบแล้วนะ ยังไม่รู้ว่าจะตายวันตายพรุ่งเมื่อไรยิ่ง่หลังเมื่อยเนื้อเมื่อยตัว ปวดเศียรเวียนเกล้าออกจะบ่อย ก็ยิ่งทำให้ฉันตระหนักว่าต้องคิดอ่านเื่อนาคตของพวกเธอสองคนบ้างแล้ว...ในชีวิตฉันเองก็หามีญาติพี่น้องที่ปรองดองจนสนิทสนมไม่ข้าเก่าของท่านพ่อแต่ละคนก็ล้มหายตายจากกันไปตามกาลเวลา ทั้งแม่นมแช่มทั้งลุงสุขแล้วก็ใครต่อใคร ที่ยังเหลืออยู่ก็หาได้มีใครที่ฉันรักและผูกพันเท่ากับเธอสองพี่น้องอีกแล้ว...ถึงพวกเธอจะไม่ใช่หลานแท้ๆของฉันแต่ฉันก็ไม่เห็นว่าใครที่เหมาะสมจะดูแลข้าวของเก่าเก็บของฉันได้ดีไปกว่าพ่อเทียนกับแม่เดือน”
เทียนเก้าย่อตัวลดเข่าลงจากเก้าอี้ที่นั่งสู่พื้นห้องเอื้อมมืออันแข็งแรงขึ้นกอบกุมมือข้างหนึ่งที่เหี่ยวย่นพลางปลอบประโลม“คุณหญิงยายอย่าพูดเช่นนั้นนะครับ...เพราะคุณหญิงยายจะต้องอยู่กับผมแล้วก็ยายเดือนไปอีกตราบนานแสนนานคุณหญิงยายยังแข็งแรงขนาดนี้”
เมื่อความหวังเกิดขึ้นในแววของดวงตาผู้เป็หลานคุณหญิงเฟื้อจึงพยักพเยิดไปตามนั้น “ถ้าพ่อเทียนอยากให้ฉันเบาใจหมดห่วง นับจากนี้ไปฉันขอมอบกุญแจดอกนี้ให้เธอเป็ผู้ของเก่าเก็บไม่ว่าชิ้นน้อยใหญ่ฉันมอบให้เธอเป็เ้าของและดูแลแทนฉันต่อไปให้เหมือนอย่างที่ฉันดูแลมาตลอดหลายสิบปีเพราะฉันมีความประสงค์บางอย่าง”
คุณหญิงเฟื้อปลดห่วงในอกออกจากตัวเมื่อพูดจบก่อนเลื่อนสายตาไปจับยังภาพพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของ ‘เหนือเกล้าแห่งปวงชน’ ที่ติดอยู่ฝาผนังห้องนึกไปถึงพระราชดำรัสของพระองค์ในครั้งหนึ่งที่จดจำได้ไม่ลืม...ใจความนั้นสื่อถึงการทำดีโดยไม่จำเป็ต้องออกหน้าดั่งเช่นการปิดทองหลังพระ
“แล้วคุณหญิงยายประสงค์จะทำอย่างไรหรือครับถึงตั้งใจให้ผมเป็ผู้ดูแลข้าวของในเรือนนั้น”
คุณหญิงเฟื้อนึกถึงมูลนิธิ‘สู่ศิลป์’ ขึ้นมาในพริบตานั้นทันที
///////////////////////////////////////////////////จบบทที่ ๒