ช่วงบ่ายเฉินอันหลานขับรถไปหาบิดามารดาของเหลียงลั่วหยิน เมื่อสามีภรรยาชาวเขาคู่หนึ่งสังเกตเห็นเฉินอันหลาน ดวงตาทั้งสองข้างของพวกเขาก็แดงก่ำขึ้นมาทันที ฝ่ายมารดาของเหลียงลั่วหยินถึงกับร้องไห้สะอึกสะอื้นออกมายกใหญ่
เดิมทีเฉินอันหลานตั้งใจจะพาคนทั้งคู่ไปพักที่โรงแรมก่อน แต่สองสามีภรรยากลับยืนกรานปฏิเสธความหวังดีนั้น พวกเขาเอาแต่พร่ำพูดว่าจากนี้คงไม่ได้เจอหน้าลูกอีกแล้ว เฉินอันหลานไม่อาจปฏิเสธความต้องการของคนทั้งคู่ได้ ชายหนุ่มจึงต้องขับรถพาพวกเขาไปพบลูกชายที่สถานีตำรวจในที่สุด
เมื่อมาถึงประตูนิติเวชของสถานีตำรวจ คุณพ่อเหลียงวัยหกสิบกว่าปีก็ไม่อาจสะกดกลั้นน้ำตาแห่งความเจ็บปวดจากการสูญเสียแก้วตาดวงใจเอาไว้ได้อีกต่อไป หลังจากร้องไห้จนเหนื่อยหอบคนทั้งคู่ก็ตัดสินใจเดินเข้าไปภายในห้องรักษาศพ และทันทีที่ถุงเก็บศพถูกลากออกมา สองสามีภรรยาก็กอดกันปล่อยโฮอีกครั้งด้วยความปวดร้าว
เมื่อผ้าคลุมศพถูกเลิกออก คุณแม่เหลียงก็โผเข้าหาร่างไร้วิญญาณของลูกชายพร้อมหยาดน้ำตาที่ไหลรินอาบแก้ม คุณพ่อเหลียงในฐานะผู้ชายคนหนึ่ง แม้จะผ่านการร้องไห้อย่างหนักมาเช่นกันทว่าในใจก็ยังอดเป็นห่วงร่างกายของผู้เป็นภรรยาไม่ได้ อยู่ดี ด้วยเหตุนั้นมือหยาบกร้านข้างหนึ่งจึงเฝ้าโอบประคองร่างของภรรยาไม่ห่าง ในขณะที่อีกข้างก็แอบยกขึ้นเช็ดน้ำตาตัวเองป้อย ๆ เหตุการณ์เศร้าโศกแสนหนักอึ้งตรงหน้าพลอยทำให้คุณหมอนิติเวชที่เคยเห็นความตายมานักต่อนักอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสะเทือนใจขึ้นมาเช่นกัน
“คุณหมอหลิว ผมขอคุยอะไรด้วยสักหน่อยได้ไหมครับ?”
“เชิญข้างนอกดีกว่าครับ”
เฉินอันหลานเดินตามคุณหมอหลิวของแผนกนิติเวชออกจากห้องเก็บศพไป หลังจากพ้นประตูห้องมาได้ ชายหนุ่มก็เอ่ยกับคุณหมอที่เดินนำตัวเองอยู่ด้วยเสียงที่พยายามกดให้เบาลง
“คุณหมอหลิวครับ ผมเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจของหน่วยปราบปรามการค้าของเถื่อน ผมอยากรบกวนสอบถามสักหน่อยว่าผมสามารถนำศพของเหลียงลั่วหยินออกไปวันนี้เลยได้ไหมครับ?”
คุณหมอหลิวรุนหลังเฉินอันหลานให้เดินขึ้นมาข้างหน้าพลางกล่าวตอบ
“เจียงหยางโทรมาเล่าเรื่องราวคร่าว ๆ ให้ผมฟังแล้วครับ ตามกฎแล้ว หลังจากคดีสิ้นสุดลงและเบื้องบนได้ทำการอนุมัติเป็นลายลักษณ์อักษรเรียบร้อย ก็สามารถรับศพกลับบ้านได้เลยครับ แต่เพราะตอนนี้หัวหน้าหยางเจ้าของคดีไม่อยู่ เห็นว่าออกไปปฏิบัติการภาคสนาม ถ้าไม่ได้ลายเซ็นจากเขา ทางเราก็คงไม่สามารถอนุญาตให้นำศพกลับได้ครับ”
“หัวหน้าหยางออกไปปฏิบัติการภาคสนามที่ไหนครับ?”
“เรื่องนี้เราบอกไม่ได้ครับ”
“แล้วพรุ่งนี้เขาจะเซ็นให้เราได้ไหมครับ?”
“น่าจะได้นะครับ เดี๋ยวผมช่วยโทรตามให้อีกแรง พรุ่งนี้ค่อยให้พ่อกับแม่ของผู้ตายมารับศพกลับไปนะครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ขอบคุณมาก ๆ นะครับ”
เฉินอันหลานยืนพูดคุยกับคุณหมอหลิวอีกสองสามประโยคคุณพ่อเหลียงก็เดินออกมาจากห้องเก็บศพ ชายชราคุกเข่าลงกับพื้น ร้องไห้โดยไร้เสียง ดูเจ็บปวดอย่างสุดซึ้ง เมื่อคุณหมอหลิวเห็นดังนั้นก็รีบเดินเข้าไปประคองทันที เฉินอันหลานไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรในสถานการณ์แบบนี้จึงเดินไปหยุดที่หน้าประตูห้องเก็บศพแล้ว ลองผลักเข้าไปมองเหตุการณ์ด้านใน เป็นคุณแม่เหลียงที่กำลังฟุบหน้าลงร้องไห้กับศพของเหลียงลั่วหยินจนเหนื่อยหอบ เห็นดังนั้นเฉินอันหลานก็พลันรู้สึกเป็นห่วงสุขภาพของเธอขึ้นมา
“คุณหมอหลิว...”
จู่ ๆ เสียงหนึ่งที่ฟังดูคุ้นเคยก็ดังขึ้นมาจากระเบียงทางเดิน
“เสี่ยวลู่ นายมาแล้ว”
“คุณหมอหลิว คุณหมอยุ่งอยู่ไหมครับ?”
ยิ่งได้ยินเสียงนั้นชัดขึ้นก็ยิ่งรู้สึกคุ้นหูมากขึ้น เฉินอันหลานจึงตัดสินใจ หันกลับไปมองและแล้วก็พบกับหมอหนุ่มที่เพิ่งเจอกันในโรงพยาบาลคนนั้น ที่ชื่อว่า ‘ลู่ฮหวาย’
ในตอนนั้นเองดูเหมือนลู่ฮหวายจะเห็นเขาเช่นเดียวกันจึงได้หันหน้ามามอง แต่เฉินอันหลานไม่ได้สนใจและผลักประตูเข้าไปดูแลคุณแม่เหลียงภายในห้องเก็บศพ
ลู่ฮหวายเองก็ไม่ได้ถือสา เขาเดินมาช่วยคุณหมอหลิวประคองคุณพ่อเหลียงให้ลุกขึ้นมาจากพื้น
“เสี่ยวลู่ นายช่วยประคองคุณลุงท่านนี้ไปก่อนนะ เดี๋ยวฉันไปหยิบข้อมูล ในห้องทำงานมาให้นาย”
“ขอบคุณมากครับคุณหมอหลิว”
“จะมาขอบคงขอบคุณอะไรกัน”
คุณหมอหลิวแตะไปบนบ่าของลู่ฮหวาย หลังจากที่ฝากคุณพ่อเหลียงให้ ลู่ฮหวายช่วยดูแลแล้วก็รีบวิ่งไปหยิบข้อมูลจากในห้องทำงานทันที
“คุณลุงครับ มานั่งพักตรงนี้ก่อนนะครับ” ลู่ฮหวายประคองคุณพ่อเหลียง มานั่งลงบนม้านั่งตัวหนึ่งที่อยู่ด้านข้าง จากนั้นก็ล้วงไปหยิบผ้าเช็ดหน้าจากในกระเป๋าออกมายื่นให้กับอีกฝ่าย หลังจากที่พูดปลอบใจไปสองสามประโยค สภาพจิตใจของคุณพ่อเหลียงก็ค่อย ๆ กลับมาคงที่
ชายชรายกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาปิดตาพร้อมกับสะอึกสะอื้นอยู่บนม้านั่ง ลู่ฮหวายช่วยลูบแผ่นหลังของอีกฝ่ายเบา ๆ เพื่อให้หายใจได้คล่องขึ้น หลังจากที่ดีขึ้นบ้างแล้วก็ชายตามองไปทางเฉินอันหลานที่กำลังประคองคุณแม่เหลียงอยู่ภายในห้องเก็บศพ พลันแววตาก็ค่อย ๆ อ่อนโยนลง
คุณแม่เหลียงร้องไห้จนแทบไร้เรี่ยวแรงจะหยัดยืน เฉินอันหลานเป็นห่วงสุขภาพร่างกายของอีกฝ่ายจึงได้ประคองเธอออกมาพักด้านนอก หลังจากที่เดินพ้นกรอบประตูออกมาได้ไม่ไกล สายตาก็ปะทะเข้ากับลู่ฮหวายที่กำลังนั่งประคองคุณพ่อเหลียงอยู่บนม้านั่งด้านนอก เมื่อคุณหมอหนุ่มสังเกตเห็นเขาก็ส่งยิ้มมาให้ เฉินอันหลาน ชายตามองฝ่ายนั้นด้วยสายตาเย็นชาจากนั้นก็ประคองคุณแม่เหลียงไปนั่งข้าง ๆ สามี
ลู่ฮหวายที่เห็นเฉินอันหลานไม่ได้สนใจตัวเองก็ไม่ได้นึกโกรธ เขายังคงยิ้มและดูแลคุณพ่อเหลียงต่อไป
ไม่นานคุณหมอหลิวก็ถือเอกสารบางอย่างเดินกลับมาอย่างรีบร้อนก่อนจะยื่นให้กับลู่ฮหวาย
“เสี่ยวลู่ นี่เป็นข้อมูลที่นายโทรศัพท์มาขอฉันเมื่อวาน ฉันเตรียมเอาไว้ให้นายเรียบร้อยแล้ว นายลองเอากลับไปดูก่อนนะ ถ้ามีอะไรขาดตกบกพร่องก็โทรศัพท์ มาบอกฉันได้ทุกเมื่อ”
“ขอบคุณครับคุณหมอหลิว” ลู่ฮหวายรับข้อมูลเหล่านั้นมาจากคุณหมอหลิวพร้อมกับกล่าวคำขอบคุณ
“คุณเฉินครับ พาคุณลุงคุณป้าทั้งสองท่านไปนั่งในห้องทำงานเถอะครับ เรื่องการรับศพกลับ ผมยังมีเรื่องที่ต้องกำชับกับพวกท่านทั้งสองอีกเล็กน้อย” คุณหมอหลิวพูดขึ้น
เฉินอันหลานพยักหน้าจากนั้นก็พูดกับคุณแม่และคุณพ่อเหลียงอีก สองสามประโยค ไม่นานก็ช่วยประคองคุณแม่เหลียงให้ลุกขึ้น
“เดี๋ยวผมช่วยครับ” เมื่อลู่ฮหวายเห็นสถานการณ์ตรงหน้าก็ลุกขึ้นยืนแล้วเอื้อมมือไปช่วยประคองคุณพ่อเหลียงให้ลุกขึ้นตาม
เฉินอันหลานก็ยังคงไม่สนใจเขาเช่นเดิมและยังคงประคองคุณแม่เหลียง เดินตามคุณหมอหลิวเข้าไปในห้องทำงาน
※※※※※※※※※※
สามีภรรยาเหลียงพูดคุยกับคุณหมอหลิวอยู่ในห้องทำงานของคุณหมอ ส่วนเฉินอันหลานนั้นไม่ได้เข้าไปด้วย เขายังคงยืนรอทั้งสองท่านอยู่ที่เดิม
“ดื่มน้ำหน่อยไหม”
เฉินอันหลานคิดว่าลู่ฮหวายนั้นกลับไปนานแล้ว นึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะยัง โผล่หน้ามาให้เขาเห็นอีกแถมยังถือกาแฟที่ไม่รู้ว่าไปซื้อมาจากที่ไหนมาตั้งสองแก้ว ไว้ในมืออีกด้วย หมอหนุ่มเดินเข้ามาและยื่นแก้วหนึ่งให้กับเฉินอันหลาน
“ลงไปซื้อมาจากชั้นล่าง” ลู่ฮหวายยื่นแก้วให้กับเฉินอันหลาน
เฉินอันหลานชายตามองลู่ฮหวายแวบหนึ่งก่อนจะยอมรับกาแฟแก้วนั้น มาจากมือของเขาและทิ้งสะโพกพิงกำแพง สายลับหนุ่มยกแก้วกาแฟขึ้นดื่มช้า ๆ ลู่ฮหวายยิ้มแล้วเดินเข้ามาข้าง ๆ เฉินอันหลานก่อนพูดขึ้น
“เราสองคนนี่บังเอิญจังเลยนะครับคุณเฉิน”
“คนทั่วไปไม่ค่อยมาทำธุระอะไรที่นี่อยู่แล้วครับ ถ้าไม่มีเรื่อง”
เฉินอันหลานดื่มกาแฟไปอีกอึก ก่อนจะเอ่ยประโยคต่อไปด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“และคงไม่มีใครอยากให้ตัวเองต้อง ‘บังเอิญ’ เข้ามาอยู่ในสถานการณ์แบบนี้ด้วย”
ลู่ฮหวายนิ่งงันไปในทันที ไม่นานก็คลี่ยิ้มแล้วกล่าวขอโทษ
“ขอโทษนะครับ ดูเหมือนว่าผมจะพูดอะไรผิดไป”
เฉินอันหลานไม่ได้สนใจเขา และยังคงดื่มกาแฟที่อยู่ในมือต่อไป
“สองคนที่อยู่ในนั้นคือ?”
“ดูเหมือนว่าคุณจะค่อนข้างสนใจเรื่องของผมเป็นพิเศษนะ”
“ผมอยากเป็นเพื่อนกับคุณเฉินครับ”
“เวลาคุณเจอใครก็มักจะพูดแบบนี้ตลอดเลยเหรอ?”
“ไม่ใช่อย่างนั้นแน่นอนครับ”
ลู่ฮหวายยิ้มจากนั้นก็พูดกับเฉินอันหลานที่กำลังยืนพิงกำแพงต่อ
“ผมเพิ่งกลับมาจากต่างประเทศได้ไม่นาน ยังไม่มีเพื่อนสักคนเลย ดังนั้นพอเจอคนที่รู้สึกว่าเข้ากันได้ก็อยากจะปฏิสัมพันธ์ด้วยเท่านั้นครับ”
เฉินอันหลานแค่นยิ้มอย่างเย็นชา
“เข้ากันได้ดีเหรอครับ?”
“ผมรู้สึกว่าคุณเฉินเป็นคนที่ไม่เลวเลย”
“คุณเคยเจอผมกี่ครั้งกันเชียวครับ?”
“สองครับ โรงพยาบาลแล้วก็ที่นี่” ลู่ฮหวายยิ้ม
“แต่จริง ๆ ก็น่าจะนับเป็นครั้งที่สามได้แล้วนะครับ เพราะเราเจอกันในโรงพยาบาลตั้งสองรอบ”
เฉินอันหลานหันหน้าไปมองลู่ฮหวายโดยไม่ได้พูดอะไร
ลู่ฮหวายก็หันมาประจันหน้ากับอีกฝ่ายเช่นกัน เขามองไปทางเฉินอันหลาน ใบหน้าคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
“ดูเหมือนคุณเฉินจะไม่ชอบให้ใครมาซักถามนะครับ”
“แล้วแต่คนครับ”
“ผมล่ะ?”
“ไม่ชอบครับ” เฉินอันหลานยืดตัวขึ้นจากนั้นก็นำแก้วกาแฟที่อยู่ในมือทิ้งลงไปในถังขยะที่อยู่ด้านข้าง
“ผมไม่ชอบคนที่ตีเนียนมารู้จักกัน ไม่อยากได้เพื่อน และยิ่งไม่ชอบพูดคุยกับคนแปลกหน้าด้วย”
พูดจบเฉินอันหลานก็เอื้อมมือไปเคาะประตูจากนั้นก็เดินเข้าไปในห้องทำงานของคุณหมอหลิวทันที
ลู่ฮหวายมองตามด้วยแววประหลาดใจที่วาบผ่านนัยน์ตาแวบหนึ่ง แต่เพียงไม่นานนัยน์ตาคู่นั้นก็กลับมาเป็นปกติ เขายิ้มออกมาแล้วเก็บแก้วกาแฟที่เฉินอันหลานเพิ่งทิ้งลงถังขยะเมื่อครู่ขึ้นมา นิ้วหัวแม่มือลูบไล้บริเวณที่เฉินอันหลานจรดริมฝีปากดื่มกาแฟด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์
‘ครืน ครืน——’
ในตอนที่ลู่ฮหวายกำลังเหม่อลอยกับแก้วกาแฟอยู่นั้น จู่ ๆ โทรศัพท์มือถือก็สั่น เมื่อล้วงหยิบโทรศัพท์จากในกระเป๋าออกมาดู และเห็นว่าเป็นคนคุ้นเคย ใบหน้าหล่อเหลาจึงได้คลี่ยิ้มออกมาทันที เขาโยนแก้วกาแฟของตัวเองลงถังขยะแต่กลับนำแก้วของเฉินอันหลานติดมือไปด้วย คุณหมอหนุ่มเดินไปยังลิฟต์พร้อมกับรอยยิ้มและกดรับโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเบิกบาน
“ผมกำลังคิดถึงคุณชายใหญ่อยู่พอดี คิดว่าเมื่อไหร่คุณชายจะโทรศัพท์มาหาผมสักทีน้า”
(ฉันอยู่ด้านล่างของสถานีตำรวจแล้ว)
“คุณชายใหญ่ต้องมีพลังมหัศจรรย์แน่เลย โอเคครับ ผมกำลังจะลงไปหาคุณชายใหญ่เดี๋ยวนี้แหละ”
ลู่ฮหวายวางสายจากนั้นก็มองไปทางห้องทำงานของคุณหมอหลิวเล็กน้อย เขาคลี่ยิ้มอีกครั้งแล้วลงลิฟต์ไปหาคนที่กำลังรอตนอยู่
※※※※※※※※※※
ด้านนอกสถานีตำรวจ
“คุณลู่ครับ”
เมื่อออกมาจากประตู เสียงใครคนหนึ่งก็เอ่ยเรียกลู่ฮหวายเอาไว้
ลู่ฮหวายยิ้มพร้อมกับกวาดตามองไปทางรถคันหนึ่งที่จอดอยู่ด้านล่างบันได
“คุณชายใหญ่ของพวกนายล่ะ?”
“รอคุณอยู่ในรถครับ”
“มานานแค่ไหนแล้ว”
“สักสิบนาทีได้แล้วครับ”
ลู่ฮหวายคลี่ยิ้มอีกครั้ง มือข้างหนึ่งตบลงบนบ่าของคนขับรถอย่างพึงพอใจ จากนั้นเปิดประตูรถเข้าไปนั่งข้างใน
ชายที่อยู่ในรถกำลังนั่งพลิกอ่านแฟ้มเอกสารบางอย่างอยู่พอดี เมื่อเห็น ใครคนหนึ่งก้าวเข้ามาในรถ เขาก็ละสายตาจากสิ่งที่อยู่ในมือแล้วหันไปมองหน้า ผู้มาใหม่
“ออกจากที่ทำงานแล้วก็ยังต้องยุ่งขนาดนี้อีกเหรอครับ ผมว่าคุณชายหักโหมเกินไปหน่อยนะครับ” ลู่ฮหวายพูดขึ้นเพื่อเรียกความสนใจจากอีกฝ่าย
“เอาล่ะ หยุดล้อฉันได้แล้ว” เฉินหยิ่นหลินวางเอกสารในมือลง
“เลือกร้านเลย ฉันเลี้ยงนายเอง”
ลู่ฮหวายยิ้ม
“ช่างเถอะ ฉันกลับมาตั้งสี่ห้าวันแล้ว นายเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าต้องเลี้ยงต้อนรับฉัน ดูไม่ค่อยมีความจริงใจเท่าไหร่เลยนะ?”
“ช่วงนี้ฉันค่อนข้างยุ่ง ปลีกตัวออกมายาก”
“หึ งานคงสำคัญกว่าเพื่อนเสียล่ะมั้ง”
“นายหึงอย่างนั้นเหรอ?”
“ใช่ ฉันกำลังหึง นายได้กลิ่นน้ำส้มบ้างไหม ฉุนเชียวล่ะ...”
เฉินหยิ่นหลินตบลงบนบ่าของลู่ฮหวายโดยไม่ได้พูดคุยอะไรกับอีกฝ่ายต่อ นอกจากสั่งให้คนขับออกรถ
“หยิ่นหลิน ฉันขอถามนายสักเรื่องได้ไหม?” ระหว่างทางลู่ฮหวายก็หาโอกาสพูดคุยกับเฉินหยิ่นหลินไปด้วย
“เรื่องอะไร?”
“อันหลานมีคนรักแล้วเหรอ?”
เมื่อเฉินหยิ่นหลินได้ยินก็ผงะไปเล็กน้อย จากนั้นก็หันไปมองลู่ฮหวาย
“นายไปได้ยินมาจากใคร?”
“อย่าเพิ่งทำท่าทางจริงจังขนาดนั้นสิ ฉันก็แค่ถามดูเท่านั้นเอง”
ลู่ฮหวายยิ้มพร้อมกับเกาะไหล่ของเฉินหยิ่นหลิน
“สรุปมีหรือไม่มี?”
“ทำไมจู่ ๆ นายก็สนใจเรื่องของเฉินอันหลานขึ้นมาเสียอย่างนั้น? นายเคยเจอเขาเหรอ?”
“อื้อ เคยเจอมาแล้ว ในโรงพยาบาลเมื่อเช้า แต่เขาจำฉันไม่ได้”
“อันหลานไปโรงพยาบาล?”
“อย่าเพิ่งกังวลไป เขาแค่ไปเยี่ยมเพื่อนเขาน่ะ” ลู่ฮหวายพูดขึ้นจากนั้นก็ มองไปทางเฉินหยิ่นหลินที่กำลังกะพริบตาทั้งสองข้างมองตน
“สรุปแล้วมีหรือไม่มีล่ะครับ?”
เฉินหยิ่นหลินแกะมือที่เกาะอยู่บนไหล่ของตัวเองออก
“น่าจะไม่มี”
“ไม่มีเลยเหรอ?” ดวงตาใต้กรอบแว่นสะท้อนรอยยิ้มจาง ๆ
“แต่เมื่อกี้ฉันเห็นสีหน้าของเฉินอันหลานไม่ค่อยดีเท่าไหร่เลยนะ บางทีอาจจะเกิดเรื่องอะไรสักอย่างขึ้นในช่วงนี้ก็ได้”
“เมื่อก่อนอันหลานเคยให้การช่วยเหลือดูแลเด็กที่ตายคนนั้นน่ะ”
“เหลียงลั่วหยินน่ะเหรอ?”
“อืม”
“นี่คงจะเป็นชนวนระเบิดลูกใหญ่เลยสินะ... จริงสิ หยิ่นหลิน เมื่อสองสามวันก่อน อันหลานได้กลับไปบ้านบ้างไหม?”
“นายไม่ต้องสนใจอันหลานหรอก”
“พูดอะไรอย่างนั้นล่ะ เห็นฉันเป็นคนแบบไหนกัน?” ลู่ฮหวายคลายเนกไทออกเล็กน้อย จากนั้นก็เอนกายลงไปบนเบาะรถด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“แต่จะว่าไปอันหลานก็ไม่ใช่เด็ก ๆ แล้ว ถ้าเขาชอบฉันขึ้นมาจริง ๆ ฉันก็คงจะไม่ปฏิเสธเขา นายก็รู้ว่าฉันน่ะชอบอันหลานที่สุด”
เฉินหยิ่นหลินไม่ห่วงเลยสักนิดว่าลู่ฮหวายจะสามารถพาตัวน้องน้อยของเขาไปได้ ชายหนุ่มจึงเพียงแค่นั่งฟังเงียบ ๆ เท่านั้น
“นายมั่นใจเหรอว่าอันหลานจะไม่ตกหลุมรักฉัน?”
“เขาไม่ตกหลุมรักนายแน่นอน ฉันมั่นใจ”
“ไม่เสียแรงจริง ๆ ที่เป็นเพื่อนกับนาย หวังว่านายจะช่วยรักษาคนดี ๆ ไว้ให้ฉัน”
“นั่นมันน้องชายฉัน”
“น้องชายฉันเหมือนกัน แต่คิดมากกว่านั้นนิดหน่อย”
“เพ้อเจ้อแล้ว เลือกได้หรือยังว่าจะไปกินที่ไหน?”
ลู่ฮหวายยิ้มออกมาจากนั้นก็ขยับเข้าไปใกล้เฉินหยิ่นหลิน
“จะกินข้าวทำไม ไปหาหยินชิงก่อนดีกว่า ฉันไม่ได้เจอเขามานานแล้ว ไม่รู้ว่านิสัยของเขาจะดีขึ้นบ้างหรือยัง”
เฉินหยิ่นหลินมองไปทางลู่ฮหวายด้วยสายตาเย็นชาโดยไม่คิดจะพูดอะไรตอบกลับ