หัวหน้าค่ายหมาป่าดำมองลูกน้องสองคนที่นอนหมดสติอยู่บนพื้น ก่อนเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มตรงหน้า
สีหน้าที่เคยหยิ่งผยองเปลี่ยนเป็ระมัดระวัง
เมื่อครู่เขาเห็นชัดเจนว่าอีกฝ่ายแทบไม่ได้ขยับตัวด้วยซ้ำ
เพียงการเคลื่อนไหวไม่กี่ครั้ง ลูกน้องของเขาก็พ่ายแพ้อย่างง่ายดาย
“เ้าเป็ใครกันแน่?”
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำถามเสียงต่ำ
ชายหนุ่มเอียงคอ
“ข้าก็บอกแล้วว่าเป็คนผ่านทาง”
“คนผ่านทางที่มีฝีมือเช่นนี้?”
“บังเอิญน่ะ”
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำกำด้ามดาบแน่น
ชายหนุ่มกลับชี้ไปยังลูกน้องที่นอนอยู่
“พวกเขายังไม่ตาย”
“อีกไม่นานก็คงฟื้น”
เขาหันกลับมา
“เพราะฉะนั้นเรามาคุยกันดี ๆ ดีกว่า”
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำหรี่ตา
“เ้า้าอะไร?”
“ข้าไม่ได้้าอะไร”
“แล้วเหตุใดถึงเข้ามายุ่ง?”
ชายหนุ่มครุ่นคิด
“จริง ๆ ก็ไม่ได้อยากยุ่ง”
เขาหันไปมองชาวบ้าน
“แต่เห็นพวกเ้ามาเก็บเงินจากคนที่ไม่มีทางสู้ ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบายใจ”
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำหัวเราะเยาะ
“นี่คือยุทธภพ!”
“คนอ่อนแอก็ต้องถูกคนแข็งแกร่งกว่าข่มเหง!”
“เป็กฎที่ทุกคนรู้ดี!”
ชายหนุ่มพยักหน้า
“พูดถูก”
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำชะงัก
ไม่คิดว่าอีกฝ่ายจะยอมรับง่าย ๆ
แต่ชายหนุ่มกลับพูดต่อ
“เพราะฉะนั้นถ้าพวกเ้าจะเก็บเงินจากคนที่อ่อนแอกว่า ข้าก็คงห้ามไม่ได้”
หัวหน้าค่ายหมาป่ายิ้มอย่างพอใจ
“รู้ตัวก็ดี”
“แต่…”
ชายหนุ่มยกนิ้วขึ้น
“ข้าก็สามารถเก็บเงินจากคนที่อ่อนแอกว่าข้าได้เหมือนกัน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของหัวหน้าค่ายหมาป่าหายไปทันที
“เ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ชายหนุ่มยิ้ม
“พวกเ้ามีเงินไหม?”
“…”
“ถ้ามี ก็เอามา”
“ถ้าไม่มีก็เอาของมีค่าออกมา”
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำหน้าแดงด้วยความโกรธ
“เ้า!”
ชายหนุ่มยักไหล่
“ข้าก็แค่ทำตามกฎของยุทธภพไม่ใช่หรือ?”
ชาวบ้านที่แอบฟังอยู่ต่างพยายามกลั้นหัวเราะ
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำมองไปรอบ ๆ แล้วรู้สึกเสียหน้าอย่างหนัก
เขาะโขึ้น
“จัดการมัน!”
ชายฉกรรจ์สองคนสบตากัน ก่อนพุ่งออกไปทันที
ครั้งนี้พวกมันไม่ได้โจมตีพร้อมกันอย่างสะเปะสะปะ
คนหนึ่งแยกไปทางซ้าย
อีกคนอ้อมไปทางขวา
ทั้งสองพยายามปิดทางหนีของชายหนุ่ม
คนหนึ่งยกดาบฟันจาก้า
อีกคนแทงเข้าหาชายโครง
การประสานงานของทั้งสองถือว่าไม่เลว
แต่ในสายตาของชายหนุ่ม…
ยังช้าเกินไป
เขาไม่ได้ถอยแม้แต่ก้าวเดียว
เพียงเอนตัวหลบคมดาบแรก
จากนั้นยื่นมือออกไปคว้าข้อมือของคนที่สองเอาไว้
“แรงดี”
ชายหนุ่มกล่าวอย่างสบาย ๆ
“แต่พวกเ้าสองคนยังประสานจังหวะกันไม่ดีพอ”
เขาหมุนตัวเล็กน้อย
ชายที่ถูกจับข้อมือเสียหลักพุ่งเข้าชนสหายของตน
พลั่ก!
ทั้งสองล้มลงกองกับพื้น
ยังไม่ทันได้ลุก ชายหนุ่มก็ใช้ปลายเท้าเขี่ยดาบของทั้งคู่ให้กระเด็นออกไป
“พอได้แล้ว”
ทั้งสองมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง
พวกเขาไม่ทันรู้ด้วยซ้ำว่าแพ้ได้อย่างไร
ชายหนุ่มปัดฝุ่นบนแขนเสื้อ
แล้วหันไปมองหัวหน้าค่ายหมาป่าดำ
“ลูกน้องของเ้าฝีมือไม่เลว”
“แต่ดูเหมือนจะขาดอาจารย์ที่ดี”
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำหน้าเปลี่ยนสี
“เ้า!”
เขาะโลงจากหลังม้า
ชักดาบออกจากฝัก
“ข้าจะเป็คนจัดการเ้าเอง!”
ชายหนุ่มมองดาบในมือของอีกฝ่าย
“ก็ดี”
“ข้าเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าเ้าจะเก่งกว่าลูกน้องของเ้าสักแค่ไหน”
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำไม่พูดอีก
ร่างของเขาพุ่งออกไปทันที
ดาบในมือแทงตรงเข้าหาหน้าอกของชายหนุ่ม
ฉึก!
ปลายดาบแหวกอากาศอย่างรวดเร็ว
ชายหนุ่มเบี่ยงตัวหลบ
คมดาบเฉียดเสื้อของเขาไปเพียงเล็กน้อย
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำเปลี่ยนกระบวนท่าอย่างรวดเร็ว
ดาบกวาดออกด้านข้าง
ชายหนุ่มก้มตัวลง
คมดาบผ่านศีรษะไปเพียงคืบเดียว
“กระบวนดาบนี้ใช้ได้”
ชายหนุ่มพูดขึ้น
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำชะงัก
“แต่ตอนออกดาบ เ้าลงน้ำหนักเท้ามากเกินไป”
“เ้าจะรู้ได้อย่างไร!”
“ดูจากการเคลื่อนไหวก็รู้แล้ว”
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำกัดฟัน
“หุบปาก!”
ดาบแทงออกมาอีกครั้ง
ชายหนุ่มกลับไม่หลบ
เขายกสองนิ้วขึ้นคีบตัวดาบเอาไว้
กึก!
ดาบหยุดนิ่ง
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำพยายามดึงกลับ แต่ไม่ว่าจะออกแรงเพียงใด ดาบก็ไม่ขยับ
ดวงตาของเขาเต็มไปด้วยความตกตะลึง
“นี่มัน…”
ชายหนุ่มมองดาบระหว่างนิ้วของตน
“เ้าฝึกดาบมานานแล้ว”
“แต่พื้นฐานยังมีช่องโหว่อยู่หลายจุด”
“เวลาถูกกดดัน เ้าจะลงน้ำหนักเท้าขวามากกว่าซ้าย”
“หากคู่ต่อสู้จับจังหวะได้ เ้าจะเสียสมดุลทันที”
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำไม่ยอมฟัง
เขาปล่อยมือจากดาบ แล้วหมุนตัวใช้ฝ่ามือซัดเข้าหาชายหนุ่ม
ชายหนุ่มเบี่ยงตัวหลบ
ฝ่ามือเฉียดใบหน้าไปเพียงเล็กน้อย
เขาถอนหายใจ
“ใจร้อนจริง ๆ”
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำโจมตีต่อเนื่อง
หมัด
ฝ่ามือ
ทุกกระบวนท่าถูกใช้ติดต่อกันอย่างรวดเร็ว
แต่ชายหนุ่มกลับหลบได้ทั้งหมด
บางครั้งเพียงเอียงศีรษะ
บางครั้งขยับเท้าเพียงครึ่งก้าว
และบางครั้งก็ใช้สองนิ้วปัดการโจมตีออกไปอย่างง่ายดาย
คนรอบข้างเริ่มมองด้วยความตื่นตะลึง
ชายหนุ่มไม่ได้ดูเหมือนกำลังต่อสู้
เขาราวกับกำลังอ่านตำราเล่มหนึ่ง
ทุกการเคลื่อนไหวของคู่ต่อสู้ล้วนถูกมองออกอย่างทะลุปรุโปร่ง
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำเริ่มหอบ
เหงื่อไหลเต็มใบหน้า
ในที่สุดเขาก็ตระหนักว่า…
ตนเองกำลังถูกอีกฝ่ายอ่านทางอยู่ฝ่ายเดียว
“เ้า…เป็ใครกันแน่?”
ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ
“ข้าบอกแล้ว”
“เป็เพียงคนผ่านทาง”
“แต่เหตุใดเ้าถึงรู้วิชาของข้า?”
“ก็วิชาของเ้าไม่ได้ซับซ้อนอะไร”
คำตอบนั้นทำให้หัวหน้าค่ายหมาป่าดำแทบกระอักเื
เขารวบรวมกำลังทั้งหมดแล้วพุ่งเข้าโจมตีเป็ครั้งสุดท้าย
ชายหนุ่มมองการเคลื่อนไหวตรงหน้า
ครั้งนี้เขาไม่หลบ
ฝ่ามือของทั้งสองปะทะกัน
ตูม!
ร่างของหัวหน้าค่ายหมาป่าดำลอยกระเด็นออกไปหลายวา
เขากระแทกพื้นอย่างแรง
เืไหลออกจากมุมปาก
พยายามยันตัวลุกขึ้น แต่ร่างกายกลับไม่เชื่อฟัง
ชายหนุ่มเดินเข้าไปหา
“ยอมแพ้หรือยัง?”
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำกัดฟัน
เขามองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างไม่อยากเชื่อ
ั้แ่เริ่มต่อสู้จนถึงตอนนี้…
อีกฝ่ายยังคงสงบนิ่ง
ไม่มีความหวาดกลัว
ไม่มีความรีบร้อน
ราวกับทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของเขา
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำรู้ดีว่า หากฝืนต่อไป คนที่ต้องตายอาจเป็ตัวเขาเอง
“พวกเราถอย!”
เขาะโ
ลูกน้องรีบเข้าไปช่วยพยุงหัวหน้าของตนขึ้นมา
ไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก
แต่ก่อนที่พวกมันจะจากไป ชายหนุ่มกลับเรียกเอาไว้
“เดี๋ยวก่อน”
ทุกคนหยุด
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำหันกลับมา
“ยังมีอะไรอีก?”
ชายหนุ่มชี้ไปที่ถุงเงินข้างเอวของเขา
“เงินค่าคุ้มครอง”
“…”
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำมองเขาอย่างไม่อยากเชื่อ
“เ้าจะเอาอีก?”
ชายหนุ่มยิ้ม
“ถือเสียว่าเป็ค่าคุ้มครองของพวกเ้าเอง”
“คุ้มครองจากข้า”
ชาวบ้านที่อยู่ใกล้ ๆ ถึงกับหลุดหัวเราะออกมา
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำหน้าแดงด้วยความอับอาย
แต่เมื่อเห็นสายตาของชายหนุ่ม เขาก็ไม่กล้าขัดขืน
เขาถอดถุงเงินออกจากเอวแล้วโยนลงพื้น
ชายหนุ่มเดินไปเก็บขึ้นมา
เปิดดูเล็กน้อย
จากนั้นก็เก็บเข้าไว้กับตัว
“ถือว่าไม่เลว”
หัวหน้าค่ายหมาป่าดำกัดฟัน ก่อนพาลูกน้องออกจากหมู่บ้านทันที
เมื่อพวกมันจากไปแล้ว ชาวบ้านจึงค่อย ๆ เปิดประตูออกมา
เสียงพูดคุยดังขึ้นทั่วหมู่บ้าน
บางคนมองชายหนุ่มด้วยความเลื่อมใส
บางคนถึงกับเข้ามาคุกเข่าขอบคุณ
ชายหนุ่มรีบโบกมือ
“ไม่ต้องคุกเข่า”
“ข้าไม่ชิน”
ผู้ใหญ่บ้านเดินเข้ามาหา
ชายชราผมขาวโค้งคำนับด้วยความเคารพ
“ท่านจอมยุทธ์ช่วยชีวิตพวกเราทั้งหมู่บ้านเอาไว้”
“พวกเราจะตอบแทนท่านอย่างไรดี?”
ชายหนุ่มกำลังจะตอบว่าไม่ต้อง
แต่สายตากลับเหลือบไปเห็นหญิงชราคนหนึ่งกำลังถือถาดอาหารเดินออกมาจากบ้าน
บนถาดมีไก่ต้มหนึ่งตัว
ข้าวสวยหนึ่งชาม
และสุราหนึ่งไห
คำพูดที่กำลังจะออกจากปากพลันเปลี่ยนไปทันที
“ถ้าอย่างนั้น…”
ชายหนุ่มยิ้ม
“ขอกินข้าวสักมื้อก็พอ”
ผู้ใหญ่บ้านหัวเราะ
“ได้แน่นอน!”
ชายหนุ่มเดินตามชาวบ้านไป
แต่ระหว่างทาง เขากลับเหลือบเห็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งยืนอยู่ท้ายกลุ่ม
เด็กหนุ่มอายุราวสิบแปดปี รูปร่างสูงโปร่งแต่แข็งแรง ไหล่กว้าง แขนขายาว กล้ามเนื้อไม่ได้มากมาย แต่เห็นได้ชัดว่าร่างกายแข็งแรงกว่าคนวัยเดียวกัน
ใบหน้าคมคาย ผิวคล้ำจากแดด ดวงตาสงบนิ่ง และมีรอยแผลเล็ก ๆ บริเวณคิ้วขวา
เสื้อผ้าเก่าซีดและมีรอยปะหลายแห่ง แต่สะอาดเรียบร้อย
ชายหนุ่มจำได้ว่าเมื่อครู่ เด็กคนนี้เป็หนึ่งในคนที่ยืนดูการต่อสู้อยู่ไม่ไกล
สิ่งที่ทำให้เขาสะดุดตาไม่ใช่รูปร่าง
แต่เป็สายตา
แม้เด็กหนุ่มจะมีความหวาดกลัว แต่เขากลับไม่ได้หลบหนีั้แ่แรก
ตรงกันข้าม…
เขาพยายามมองการต่อสู้ทุกกระบวนท่าอย่างตั้งใจ
ราวกับกำลังจดจำสิ่งที่เห็น
ชายหนุ่มมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง
เด็กหนุ่มเองก็เงยหน้าขึ้นมาสบตา
ทั้งสองมองกันเงียบ ๆ
เด็กหนุ่มไม่ได้รีบหลบสายตา
ชายหนุ่มยิ้มบาง ๆ
“เด็กคนนี้น่าสนใจ”
แต่เขายังไม่ได้คิดอะไรมากไปกว่านั้น
อย่างน้อย…
ตอนนี้เขาหิวมากกว่า
ชายหนุ่มหันกลับไปมองถาดอาหาร
ดวงตาพลันเป็ประกาย
“ไก่ต้ม…”
เขาเร่งฝีเท้าขึ้นเล็กน้อย
เด็กหนุ่มมองตามแผ่นหลังของเขา ก่อนเดินตามชาวบ้านไปเช่นกัน