บทที่18
สุนัขล่าเนื้อ ทหารผ่านศึก
พ่อครัว พี่เลี้ยงเด็ก
“ข้าน้อยยังจำวินาทีที่ตัวเองเปลี่ยนกลับไปใส่ชุดพลเรือนได้ตอนนั้นข้าน้อยเพิ่งเสียเพื่อนทั้งหมด นายท่านไถ่ตัวข้าน้อยออกมาจากกองทัพและพากลับมายังที่พักในเทียนซูข้าน้อยถอดชุดทหารเป็ครั้งแรกในรอบปี ใส่ชุดพลเรือนที่ไม่พอดีตัว และจากนั้นข้าน้อย...กินอาหารเหมือนอดอยากมาสิบปีนายท่านนั่งมองเด็กอายุสิบหกสวาปามอาหารทุกอย่างที่ขวางหน้า...ท่านอมยิ้มด้วยความรู้สึกแบบใดไม่ทราบได้ แต่ท่านอาจไม่รู้ว่าจังหวะแรกที่ข้าน้อยนั่งโต๊ะในร้านข้าน้อยได้มองเอาไว้แล้วว่าทางออกที่ใกล้สุดอยู่ที่ใด บริเวณใดมีที่กำบังในกรณีเกิดการต่อสู้และข้าน้อยเลือกโต๊ะที่ชิดกำแพงจะได้นั่งหันหลังให้กำแพงและไม่มีใครย่องมาโจมตีจากทางด้านหลังได้”
เขาใช้นิ้วถูคราบหยดน้ำบนโต๊ะมันถูไม่ออก
“จำได้ว่าตอนใส่ชุดทหารในเมืองคนที่ผ่านไปมาปรบมือให้ และข้าน้อยรู้สึกว่าตัวเองกำลังทำอะไรบางอย่างที่น่าชื่นชมแต่พอเปลี่ยนไปใส่ชุดพลเรือน ข้าน้อยก็เป็คนธรรมดา มันเหมือน...ทุกอย่างเป็แค่เื่หลอกลวงเหมือนมีบางอย่างไม่ถูกต้อง...ไม่ถูกต้องอย่างมากข้าน้อยอยู่ในกำแพงที่พยายามแทบตายเพื่อให้ได้กลับเข้ามา แต่ข้าน้อยระแวง...มีคนมากไป มีพื้นที่เปิดโล่งมากไป มีจุดดักซุ่มโจมตีมากไป...ต้องใช้เวลาปีครึ่งกว่าข้าน้อยจะหยุดระแวง ระหว่างนั้นข้าน้อยไม่รู้สึกเลยว่าตัวเองเป็พวกเดียวกับคนพวกนี้ไม่รู้ว่าโลกของพลเรือนเป็อย่างไร ลืมกระทั่งวิธีพูดคุยแบบปกติกับคนวัยเดียวกันสุดท้ายข้าน้อยเพียงอยู่กับนายท่านและยึดถือท่านเป็ที่พึ่งทางจิตใจ แต่...”
ซูเหลียงกำหมัด
“...ใน่แรกข้าน้อยรู้สึกว่าท่านไม่สามารถให้สิ่งที่ข้าน้อย้า นายท่านเป็คนแสดงความรู้สึกไม่เก่งถึงตอนนี้ก็ยังเป็แบบนั้นและนั่นทำให้ตอนแรกข้าน้อยไม่เห็นถึงเจตนาที่แท้จริงของท่าน”
ใน่นั้นระหว่างเขากับหนิงหลงเกิดอะไรขึ้น?
“ข้าน้อย้าคำสั่งตลอดเวลา”เขาพูดต่อ “ในกองทัพ ไม่ว่าจะกินหรือนอนก็ต้องมีคนออกคำสั่งเราทุกคนใช้ชีวิตโดยยึดถือคำสั่งเป็ที่สุด ทำตามโดยไม่มีข้อกังขาเมื่อออกมาแล้วข้าน้อยยัง้าคำสั่งเช่นนั้น พยายามขอคำสั่งจากนายท่านตลอดเวลาขอคำสั่งด้วยขอรับ... ขอคำสั่งด้วยขอรับ... หากนายท่านบอกให้ไปยืนตากฝนทั้งคืนก็จะทำแต่เมื่อท่านตอบมาว่าทำอะไรก็ได้ตามใจข้าน้อยรู้สึกเหมือนพื้นใต้เท้าถล่ม... อะไรก็ได้คืออะไร?ข้าน้อยไม่รู้อีกต่อไปว่าการทำตามใจตัวเองเป็เช่นไร”
“นายท่านพยายามให้เข้าเรียนโรงเรียนที่พี่ชายของข้าน้อยได้เรียนระหว่างข้าน้อยไปรบแต่แค่เข้าไปก้าวแรก ข้าน้อยรู้ว่าตัวเองอยู่ที่นี่ไม่ได้ ทุกคนแตกต่างเกินไปคนพวกนี้อยู่กันคนละโลก และพวกเขาทุกคนรู้ว่าข้าน้อยต่างออกไป ยิ่งเมื่อเห็น...”
ซูเหลียงถกกางเกงขึ้น น่องเขามีแผลเป็ยาว
“ไม่มีใครรู้ว่าควรคุยกับอดีตทหารอย่างไร”เด็กหนุ่มหัวเราะ “พวกเขาไม่เข้าใจและไม่กล้าคุยด้วย แต่ข้าน้อยอยากให้พวกเขาพูด...บางที่เวลานั้นอาจง่ายขึ้นสำหรับข้าน้อยก็ได้”
“แล้วผ่านมันมาได้ยังไง?”
“ตอนแรกข้าน้อยเป็เหมือนเครื่องจักรอยากได้คำสั่ง เก็บความรู้สึกตัวเองไว้ เพราะถ้าไม่ทำเช่นนั้นอาจตัดสินใจพลาดและตายแต่พอออกมา... ข้าน้อยไม่รู้จะแสดงอารมณ์อย่างไร มันยังอยู่ตรงนั้น เจ็บอยู่ในใจแต่ข้าน้อยไม่รู้จะปล่อยมันออกมาอย่างไร” เขาอมยิ้ม “อะไรก็ได้ของนายท่านคือความพยายามที่จะบอกว่าข้าน้อยไม่ใช่ทหารอีกต่อไปแล้ว เป็เพียงเด็กหนุ่มอายุสิบเจ็ดสิบแปดทั่วไปเพราะฉะนั้นข้าน้อยจะทำอะไรก็ได้ ข้าน้อยจะเป็ใครก็ได้และไม่ต้องรับคำสั่งจากเบื้องบนอีกข้าน้อยเข้าใจเจตนานั้น แต่ยังไม่อาจปรับตัวกลับไปเป็คนธรรมดาได้ จนกระทั่งถิงถิงมา”
การมาของถิงถิงทำให้เขาเรียนรู้ที่จะสื่อสารอีกครั้งจนกระทั่งเป็เขาอย่างที่เห็นในทุกวันนี้
“ข้าน้อยเรียนรู้ที่จะรักถิงถิงเรียนรู้ที่จะรักท่านหนิงหลง และกำลังเรียนรู้ที่จะรักท่าน” เขาพูด “แต่ถึงมันจะผ่านมาสามปีแล้วส่วนไหนสักส่วนของข้าน้อยยังอยู่ที่นั่น นอกกำแพงนั้น”
ฉันนึกขึ้นมาได้ว่าใน่ที่เขามานอนห้องข้างๆจะได้ยินเสียงกุกกักตอนกลางคืน แต่คิดว่าเขาคงจะลุกมาทำอะไรสักอย่างอาจจะเข้าห้องน้ำหรืออาจจะตรวจดูรอบด้านจึงไม่ได้ใส่ใจ
“หมายความว่าบางทีซูเหลียงเคยฝันว่าตัวเองอยู่นอกกำแพงด้วย?”
“...แน่นอนขอรับ” เขาตอบหลังเงียบไปอึดใจหนึ่ง“ข้าน้อยฝันว่าตัวเองยังลาดตระเวนอยู่ บางทีสะดุ้งตื่นมาคว้าดาบข้างหมอน แต่พออยู่บ้านนี้ข้าน้อยไม่พกดาบแล้ว พอหาไม่เจอเลยสติแตก ต้องใช้เวลาอีกนานกว่าจะใจเย็นลงได้ ปลอบตัวเองว่าข้าน้อยไม่ได้อยู่ที่นั่นแล้ว”
เขาตื่นขึ้นมาและกลัวที่จะกลับไปนอน
มันเ็ปขนาดนั้น
เขาจะนั่งอยู่ตรงนั้น ในห้องมืดๆและคิดว่าจะทำให้มันจบเลยดีไหม
ในคืนแบบนั้น อยู่ดีๆหนิงหลงจะมาเคาะประตู นั่งคุยกับซูเหลียงหลายชั่วโมง นั่งอยู่ตรงนั้น ชงชาให้ดื่มนั่งฟัง กอดเขา
และเพราะมีหนิงหลง...เพราะมีถิงถิง...บ้านหลังนี้จึงกลายเป็บ้านของเขาเป็สถานที่ซึ่งเขาอยากจะกลับมาและ้าจะกลับมาอย่างที่สุด
“ใครสักคนต้องตายเพื่อให้ข้าน้อยกลับบ้าน”เขาพูด “พวกเราเป็เพียงคนธรรมดาที่สถานการณ์รอบตัวบีบบังคับให้ต้องฆ่ากันเองเพราะฉะนั้นข้าน้อยไม่เกลียดใคร สุดท้ายแล้วทุกคนแค่อยากกลับบ้านเท่านั้นข้าน้อยเพียงโชคดีกว่าคนอื่น”
ฉันจับมือเขา
“...ขอบคุณที่ฟัง”เด็กหนุ่มกล่าวเสียงเบา“บทเรียนล้ำค่าที่ข้าน้อยได้จากทั้งหมดนี่คงเป็...เื่ที่ว่าสุดท้ายเมื่อมันผ่านไปแล้วเราก็เดินต่อไปข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็ก้าวที่เล็กและช้าแค่ไหนก็ยังเป็ก้าวหนึ่ง”
“ข้าอาจจะมาอยู่ได้ไม่นานก็จริง” ฉันเขียนจากนั้นจึงลบและเขียนต่อ “แต่ข้าว่าซูเหลียงมีความสุขที่นี่”
“ใช่ข้าน้อยมีความสุขกับการอยู่ที่นี่ สิ่งที่ผ่านมาแล้วจะไม่หายไปไหนแต่ข้าน้อยจะใช้ชีวิตต่อไป” เขาลุกขึ้น “และได้เวลาไปทำอาหารเย็นสักทีท่านจะช่วยไหม?”
ฉันเป็ลูกมือช่วยซูเหลียงทำกับข้าวเหมือนปกติอาหารเย็นวันนี้มีไก่ตุ๋น นี่เป็ไก่ซื้อไม่ใช่ไก่ของถิงถิงนอกจากไก่แล้วยังมีผัดผักอีกหลายอย่าง และมีน้ำซุปกระดูกหมูที่ใส่ผักดองจนเปรี้ยวเข็ดฟันยังมีรากบัวทอดที่ฉันมีหน้าที่เอารากบัวไปคลุกแป้ง
ซูเหลียงบอกให้ฉันไปตามถิงถิงขณะเขายกอาหารให้ไปให้ชายหนุ่มที่ยังคุยงานกันส่วนเหล่าผู้ติดตาม เด็กหนุ่มยกข้าวกับผัดผักไปให้บวกด้วยผักดองสุดเปรี้ยวคงเพราะความหมั่นไส้ส่วนตัว
ฉันแซวว่าถ้าเขาหมั่นไส้พวกผู้ติดตามนักทำไมไม่เอาผลไม้โปะข้าวไปให้เลยล่ะ ซูเหลียงทำตาโตและปรบมือกับความคิดนั้นและฉันต้องบอกขอโทษเหล่าผู้ติดตามในใจ
พอได้ฟังเื่ของซูเหลียงฉันเริ่มเข้าใจว่าทำไมเขาถึงไม่ชอบพวกผู้ติดตามพวกเขาพูดออกมาโดยที่ไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับซูเหลียงเลย
แล้วฉัน... ไม่เข้าใจอะไรเกี่ยวกับหนิงหลงเลยแม้เขาจะบอกเื่ของตัวเอง แต่ฉันยังไม่รู้สึกว่าฉันเห็นเขาจริงๆ
ถึงรับรู้ความรู้สึกของคนอื่นได้ถึงใช้เหตุผลและตรรกะคาดเดาความรู้สึกของคนได้ แต่ฉันเข้าไม่ถึงชายหนุ่มคนนั้นเลย
ในที่สุด การคุยงานของชายทั้งสองจบลงผู้มาเยือนกลับเข้าห้องไปพักผ่อน และเหล่าผู้ติดตามได้ห้องของตัวเองเรียบร้อยซูเหลียงหอบหมอนย้ายมานอนห้องข้างฉันอีกครั้ง
ฉันนึกอยากให้รับรู้ความรู้สึกเขาข้ามห้องได้ไม่อย่างนั้นในคืนที่เขาตื่นขึ้นมากลางดึกอาจจะช่วยอะไรเขาได้บ้าง
“ไม่ต้องเป็ห่วงข้าน้อยอยู่กับมันมานาน รู้วิธีรับมือดี” เด็กหนุ่มพูดเหมือนอ่านใจฉันออก“ถ้าไม่ไหว ข้าน้อยจะขอความช่วยเหลืออยู่แล้ว บางทีอาจพังประตูเข้าไปในห้องท่านข้าน้อยรู้ดีว่าตัวเองไม่ได้เก่งเลิศ—นายท่าน?”
ฉันมองตามสายตาของซูเหลียงก็เห็นเ้าของบ้านเดินมา
“ข้าได้ของขวัญมา หวังว่าเ้าจะชอบ”
หนิงหลงเดินมาหาฉันและวางพัดกระดาษสีขาวพร้อมพู่กันด้ามหนึ่งใส่มือฉันเงยหน้าส่งสายตาถามเขาว่าสิ่งนี้คืออะไร
“เป็พัดกระดาษของฝากจากทูตของโทโคโยะ” เขาพูดถึงแขกในวันนี้ “ลองใช้หมึกเขียนบนพัดดู”
ฉันสับสนแต่ยังทำตาม ลองเขียนคำว่าราตรีสวัสดิ์
พู่กันไม่ได้จุ่มหมึกแต่กลับเขียนติด
“ทีนี้ลองรวบพัด”
ฉันต้องสับสนกับคำขอนั้นแต่ลองรวบพัดดู จากนั้นจึงคลี่ใหม่
...ปรากฏว่าคำที่ฉันเขียนก่อนหน้านี้หายไปแล้วฉันพลิกพัดไปมาแต่หาไม่เจอ
“ข้าเห็นว่าเ้ามีฝุ่นติดมือแถมยังต้องล้างกระดานบ่อยคิดว่าแบบนี้สะดวกกับเ้ามากกว่า” หนิงหลงยิ้มนุ่มนวล ฉันเบิกตากว้าง ก้มหัวขอบคุณเขาหลายครั้งฉันชอบเสียงเวลาคลี่กับหุบพัดกระดาษมากๆ
ฉันเขียนถามว่ามันสามารถใช้ได้กี่ครั้งหนิงหลงไม่แน่ใจแต่ถ้าอยากได้อีก เขาสามารถสั่งซื้อเพิ่มได้เสมอ
น้ำใจนั้นทำให้ฉันรู้สึกผิดที่ไปสงสัยเขาหวังว่าเื่การย้ายมิติจะเป็การที่ฉันฟุ้งซ่านไปเองเพราะอยู่บ้านแล้วเบื่อ บางทีฉันควรจะทำตัวเองให้ยุ่งไว้เหมือนซูเหลียงจะได้ไม่มีเวลาคิดมาก
“ซูเหลียง ช่วยตรวจบ้านด้วย”หนิงหลงกล่าวก่อนจะหมุนตัวไป แต่แล้วเขาหยุดและหันกลับมา “...ราตรีสวัสดิ์ เหมยฟาง”
ฉันพยักหน้าและมองเขากับซูเหลียงแยกกันเดินตรวจตราบ้านก่อนเข้าห้องสำหรับคืนนี้
วันนี้ฉันเริ่มเข้าใจที่ซูเหลียงเคยพูดว่ารู้จักกันสิบปีบางทีเหมือนไม่รู้จักกันเลย ฉันไม่เคยรู้เลยว่าทุกวันนี้หนุ่มผมหางม้าคนนั้นยังต้องเผชิญกับอะไร
ถ้ามันทำให้ฉันได้ตระหนักอะไรบางอย่างนั่นคือเื่ที่ฉันควรใจดีกับคนอื่นให้มากๆไม่ใช่แค่เพราะการทำแบบนั้นจะทำให้ความรู้สึกแย่ของคนอื่นไม่ไหลเข้ามาในตัวแต่เพราะเราไม่รู้เลยว่าใครผ่านอะไรมาและกำลังต่อสู้กับอะไรอยู่บ้าง