หลิ่วอี๋ที่เหงื่อเย็นชุ่มไปทั้งตัว พอได้ยินเช่นนั้น ร่างกายที่ตึงเครียดก็ผ่อนคลายลงทันที
แม้แผนการจะล้มเหลว และต้องสูญเสียทุกอย่างที่มีไป... แต่ไม่ว่าอย่างไร ท้ายที่สุดก็ยังรักษาชีวิตเอาไว้ได้!
ขอเพียงยังมีชีวิตรอดต่อไป วันหน้าย่อมมีทางออกอื่นเสมอ!
ทว่าวินาทีต่อมา กลับได้ยินชายชราที่นั่งอยู่ตำแหน่งประธานเอ่ยด้วยน้ำเสียงทรงพลัง "ทว่า คนที่คิดจะทำร้ายหลานสาวข้า ต่อให้ตายเป็ร้อยครั้งก็ไม่พอดับความแค้นในใจข้า ต่อให้ละเว้นชีวิตเ้าไว้หนึ่งครั้ง เ้าก็ยังต้องตายอีกเก้าสิบเก้าครั้งอยู่ดี..."
อย่างมากเพียงแค่เห็นแก่บิดาที่ตายไปของนาง ถึงเวลาจะให้คนจัดการให้นางตายอย่างเ็ปน้อยที่สุด นั่นก็นับเป็ความเมตตาสูงสุดของเขาแล้ว
คนที่เคยเอาชีวิตเข้าแลกในสนามรบมาไม่รู้ตั้งกี่ครั้ง ย่อมรู้ซึ้งถึงภัยแฝงของการตัดหญ้าไม่ถอนรากดีกว่าใคร
หลิ่วอี๋หายใจติดขัด ตัวสั่นเทิ้มไปทั้งร่าง
...นี่มันครอบครัวแบบไหนกันแน่!
"มัดตัวนางแล้วพาออกไป!" เจิ้นกั๋วกงสั่งการทันที
ส่วนเื่ที่เหลือ มอบหมายให้ลูกสะใภ้เป็คนจัดการซักถามก็พอ
หลิ่วอี๋ที่ใบหน้าไร้สีเืถูกลากตัวออกไป เนื่องจากตกอยู่ในความหวาดกลัวอย่างหนัก ร่างกายจึงหมดเรี่ยวแรงโดยสิ้นเชิง ชั่วขณะนั้นกระทั่งเสียงร้องขอความเมตตาอีกครั้งก็ยังเปล่งไม่ออก
"เื่นี้ต้องขอบใจที่เจาเจาระมัดระวังตัวมากพอ" เมื่อหันมาเผชิญหน้ากับหลานสาว น้ำเสียงของสวี่ฉีเหวยก็อ่อนโยนลงมาก "เวลาดึกมากแล้ว เจาเจากลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ"
"เ้าค่ะ" สวี่ิอี้ลุกขึ้นอย่างว่าง่าย
สวี่ฉีเหวยหันไปมองหลานชาย "ิสือก็กลับไปเถอะ"
สวี่ิสือรับคำ
"ในเมื่อสืบสวนเื่ราวกระจ่างแล้ว เช่นนั้นข้าก็กลับไปนอนบ้างดีกว่า" สวี่อวิ๋นหาวหวอด พลางลุกขึ้นจากเก้าอี้
หากเวลานี้เขายังไม่ไป ประเดี๋ยวเกรงว่าจะต้องโดนตาเฒ่าด่าอีกแน่
สวี่ฉีเหวยี้เีแม้แต่จะปรายตามองลูกชายคนรองที่ไม่เอาไหน เขาโบกมืออย่างรำคาญใจ บนใบหน้าราวกับเขียนคำโต ๆ เอาไว้สองคำว่า— ไสหัวไป
สวี่อวิ๋นได้ทีก็รีบทำความเคารพแล้วถอยออกไป
สวี่ิอี้เดินตามเขาออกจากโถงด้านหน้าไปพร้อมกัน
"เจาเจาบ้านเราตอนนี้ฉลาดขึ้นมากเลยนะ" สวี่อวิ๋นเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
เด็กสาวหันไปมองเขา "ความหมายของอารองคือ เมื่อก่อนข้าโง่มากหรือเ้าคะ"
สวี่อวิ๋นหัวเราะแห้ง ๆ สองเสียง "จะเป็ไปได้อย่างไร เจาเจาย่อมเป็คนหัวไวมาตลอดอยู่แล้ว สกุลสวี่ของเรานอกจากพ่อของเ้า ก็ยังไม่เคยมีคนโง่ออกมาเลยนะ"
สวี่ิอี้ไม่เห็นด้วยนัก ในสายตาของนาง บิดาที่มีจิตใจเมตตากว้างขวางไม่ได้โง่เขลาเลยสักนิด
แน่นอนว่า เมื่อเทียบกับอารองผู้เป็อัจฉริยะสามารถแต่งกวีได้ั้แ่อายุห้าขวบ ก็คงต้องบอกว่า 'โง่' กว่ามากจริง ๆ
"เพียงแต่เมื่อก่อนหัวไวก็ส่วนหัวไว ทว่าไม่เคยเห็นว่าจะเฉียบแหลมเหมือนครั้งนี้เลย" สวี่อวิ๋นเอ่ยชมหลานสาว ในแววตาแฝงความครุ่นคิดอยู่บ้าง
สวี่ิอี้ยิ้มรับ ฉลาดเฉียบแหลมหรือ นางกลับไม่รู้สึกเช่นนั้น ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนเป็คนฉลาดได้ในชั่วข้ามคืนหรอก
เมื่อเห็นว่าอารองคล้ายกำลังรอให้นางตอบ สวี่ิอี้จึงตอบด้วยน้ำเสียงจริงจัง "คงเป็เพราะโตขึ้นมานิดหน่อยเท่านั้นกระมัง"
บิดาเคยบอกกับนางว่า คนเราน่ะ ขอเพียงใช้ใจในการใช้ชีวิต ล้วนต้องเติบโตขึ้นทั้งนั้น
ตอนอายุสิบห้าสิบหก บางครั้งเมื่อนึกย้อนกลับไปถึงเื่ที่เคยทำเมื่อสองปีก่อน ส่วนใหญ่มักจะรู้สึกว่าโง่เขลาเหลือทน ยิ่งไปกว่านั้นยังน่าอับอายจนต้องมุดหน้าหนีลงไปในผ้าห่ม ขมวดคิ้วกุมขมับถามตัวเองว่า— ์ ตอนนั้นนางทำเื่แบบนั้น พูดจาแบบนั้นออกมาได้อย่างไร คนที่โง่เง่าปานนั้นคือตัวนางจริง ๆ หรือ ตอนนั้นในสายตาของผู้หลักผู้ใหญ่ นางคงจะดูเหลวไหลน่าขันสุด ๆ เลยสินะ... น้ำที่อยู่ในหัวตอนนั้น หากระบายออกมา อย่างน้อยก็คงพอช่วยให้แคว้นต้าชิ่งรอดพ้นจากความแห้งแล้งไปได้สักสิบปีเลยกระมัง!
และเมื่อถึงอายุยี่สิบ ครั้นลองนึกถึงตอนอายุสิบห้าสิบหก ก็จะรู้สึกว่ามันช่างไร้เดียงสาเหลือเกินจนไม่อยากจะนึกถึงเช่นเดียวกัน
ดังนั้น ต่อให้รวมเวลาหกปีที่ได้ 'มีชีวิตเพิ่ม' นั้นมา ตอนนี้นางก็คงเป็ได้แค่โตขึ้นมาอีกนิดหน่อยเท่านั้น
เวลานี้บางทีอาจเป็เพราะได้กลับมาเดินบนเส้นทางเดิมที่เคยเดินผ่านมาอีกครั้ง อาศัยประสบการณ์ที่แลกมาด้วยบทเรียนราคาแพงเ่าั้ ถึงทำให้ก้าวเดินได้มั่นคงขึ้นอีกสักหน่อยก็เท่านั้น
ส่วนเส้นทางสายนี้ จะเป็เส้นทางที่เหมือนเดิมทุกประการจริง ๆ หรือไม่ ตอนนี้นางก็ยังไม่อาจแน่ใจได้
แน่นอนว่า ไม่ว่าใช่หรือไม่ใช่ นางก็ต้องตั้งสติและเดินต่อไปให้ดี— ทันทีที่ความคิดนี้สิ้นสุดลง สวี่ิอี้ก็อดไม่ได้ที่จะหาวออกมาหวอดหนึ่ง
สวี่อวิ๋นคล้ายจะตระหนักอะไรขึ้นมาได้ "จริงสิ เจาเจาอายุสิบเจ็ดแล้ว เป็หญิงสาวเต็มตัวแล้วจริง ๆ อารองยังคงมองเ้าเป็เด็กอายุสิบขวบอยู่เรื่อยเลย"
เขาใช้ชีวิตอย่างสะลึมสะลือเกินไปแล้ว บางครั้งแม้กระทั่งตัวเองอายุเท่าไรในปีนี้ และฤดูกาลหน้าจะอุ่นขึ้นหรือเย็นลง ก็ยังต้องคิดอยู่ครู่หนึ่งถึงจะนึกออก
ไม่ทันรู้ตัวเลยว่า เพียงชั่วพริบตาเจาเจาก็อายุสิบเจ็ดแล้วหรือนี่
"..." สวี่ิอี้ที่ไม่แน่ใจไปชั่วขณะว่าตกลงใครกันแน่ที่จำผิด นางใช้ความคิดอยู่ครู่หนึ่งจริง ๆ ก่อนจะเอ่ยว่า "อารองเ้าคะ แต่วันนี้ข้าเพิ่งจะฉลองวันเกิดอายุครบสิบหกปีไปเองนะเ้าคะ"
สวี่อวิ๋นตระหนักได้อีกครั้ง อย่างนี้นี่เอง
"ถึงอย่างไรก็ห่างกันแค่ปีเดียวเองนี่นา" เขาเอามือไพล่หลัง ซ่อนแขนเสื้อกว้างเอาไว้ หัวเราะร่วนอย่างไม่ถือตัวว่าเป็ผู้าุโ "มีอยู่ครั้งหนึ่งอารองจำอายุตัวเอง ยังจำผิดไปตั้งห้าปีเชียวนะ"
คำพูดสัพเพเหระในครอบครัวเหล่านี้ กลับทำให้สวี่ิอี้ฟังแล้วรู้สึกเบิกบานและสบายใจยิ่งนัก
นางอารมณ์ดีมาก ยิ้มรับคำพูดว่า "จากเื่นี้เห็นได้ชัดว่าอารองใส่ใจข้ามากกว่าใส่ใจตัวเองเสียอีกนะเ้าคะ"
สวี่อวิ๋นฟังแล้วก็หัวเราะเสียงดังฮ่า ๆ ออกมา แล้วกล่าวอีกว่า "หากเจาเจาตั้งใจจะทำให้คนเบิกบานใจ ก็คงไม่มีใครไม่อารมณ์ดีได้หรอก"
สวี่ิอี้หันกลับไปมองโถงด้านหน้าที่อยู่เื้ั— นั่นก็เพราะทุกคนในครอบครัวรักนางและใส่ใจนางอย่างจริงใจต่างหากล่ะ
เมื่อเห็นสวี่ิสือเดินตามหลังมาในระยะไม่ใกล้ไม่ไกล นางจึงชะลอฝีเท้าลง
สวี่อวิ๋นเห็นดังนั้น ก็ชิงเดินนำหน้าไปก่อนหนึ่งก้าว
พี่น้องสองคนทะเลาะกันเป็เื่ปกติ จากประสบการณ์แล้ว ผู้ใหญ่ห้ามปรามไปก็ไม่เป็ผล สู้หลบไปไกล ๆ หน่อยดีกว่า จะได้ไม่ลุกลามไปถึงตาเฒ่าแล้วพลอยเดือดร้อนมาถึงเขาด้วย
เมื่อเห็นชัดเจนว่านางกำลังรอตนอยู่ สวี่ิสือยังคงเดินเข้ามาด้วยจังหวะไม่ช้าไม่เร็ว
พอเดินมาถึงข้างกายสวี่ิอี้ เขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะเปิดปากพูดเลยสักนิด
วันก่อน ๆ เวลาที่เขาเจอกับสวี่ิอี้ กฎข้อแรกที่รู้กันอยู่เงียบ ๆ ก็คือ ใครเริ่มพูดก่อนคนนั้นแพ้
แต่ครั้งนี้ สวี่ิอี้ยังคงเหมือนกับหลายวันที่ผ่านมา คือยอมแพ้อย่างราบคาบและเต็มใจ เวลานี้จึงเป็ฝ่ายเอ่ยปากถามเขาก่อนว่า "วันนี้เ้าไปเจอหลิ่วอี๋ได้อย่างไร"
"นางอวดฉลาดมาหาข้าเอง" สวี่ิสือไม่ได้เล่ารายละเอียดให้ฟัง แต่กลับขมวดคิ้วมองนาง "เ้ารู้เื่ที่ตัวเองถูกวางพิษตั้งนานแล้วหรือ ทำไมถึงต้องปิดบังข้าแค่คนเดียวด้วย"