เมื่อพูดจบเขาก็รีบหิ้วกล่องยาเดินจากไปทิ้งให้ผู้าุโติงอยู่ตามลำพัง จนกระทั่งแผ่นหลังของเขาค่อยๆหายลับไปด้านนอกกำแพง ผ่านไปเนิ่นนานผู้าุโติงจึงละสายตากลับมาในใจเขาเต็มไปด้วยความขมขื่น เกรงว่าั้แ่นี้ไปประตูบ้านคงไม่ถูกใครเปิดเข้ามาอีกนาน…
ขณะที่ติงเหว่ยตื่นขึ้นมาก็เป็เวลาที่ท้องฟ้ามืดเสียแล้วนางมองหลังคาโรงเก็บของภายใต้แสงสีเหลืองนวลจากตะเกียงน้ำมัน จู่ๆก็นึกเื่ที่เกิดก่อนหน้านี้ขึ้นมาได้ นางจึงรีบยื่นมือไปจับที่ท้องของตนเองทันทีคิดไม่ถึงว่าจะมีอีกมือมาดึงมือของนางไปและพูดด้วยเสียงแ่ว่า “วางใจเถอะลูกของเ้าปลอดภัยดี”
ติงเหว่ยหันกลับมาเห็นว่าเป็แม่ของนางเองนางจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่เมื่อนางเห็นริ้วรอยบริเวณขอบตาของมารดาที่เหมือนจะชัดขึ้นและบนศีรษะมีผมสีขาวขึ้นมาเป็จุดๆทันใดนั้นความรู้สึกผิดก็ถาโถมเข้ามาในใจอย่างไม่มีที่สิ้นสุด นางละล่ำละลักขอโทษ“ท่านแม่ เป็เพราะข้าไม่ดีเอง ข้าทำให้ท่านต้องทุกข์ใจอีกแล้ว”
แม่นางหลี่ว์กอดลูกสาวแล้วน้ำตาก็ค่อยๆไหลออกมาเป็ครั้งแรก “เอาเถอะ เ้าอย่าพูดราวกับแม่เป็คนอื่นเลย เมื่อปีนั้นที่แม่ตั้งครรภ์เ้าอยู่ก็เกือบจะอายุ30 แล้ว ใครๆ ก็เกลี้ยกล่อมให้แม่ทำแท้งเสีย แต่แม่ทำใจไม่ได้จริงๆลูกเป็ดั่งชีวิตและจิติญญาของแม่เ้าอยากปกป้องเด็กในท้องของเ้าให้ดี…แม่ไม่โทษเ้าหรอก แต่ว่าลูกสาวข้า จากนี้เ้าจะใช้ชีวิตยังไงกัน?”
“ท่านแม่ ได้โปรดอย่าร้องไห้ไปเลย”ติงเหว่ยพยายามยื่นมือไปช่วยเช็ดน้ำตาของท่านแม่ แต่นางเองกลับร้องไห้หนักขึ้น“ท่านแม่ ข้าเป็ลูกศิษย์ของท่านย่าเทวาูเาในอนาคตข้าจะต้องมีอำนาจและร่ำรวยอย่างแน่นอน ข้าจะกตัญญูต่อท่านแน่นอน…”
“แม่ไม่ได้สนใจเื่เหล่านี้เสียหน่อยแม่แค่กลัวว่าเ้าจะต้องยากลำบากต่างหาก!”
สองแม่ลูกกอดกันพูดคุยและร้องไห้เสียงดังไปถึงห้องโถงเมื่อพ่อ พี่ชายและสะใภ้ทั้งสองได้ยินต่างพากันหลั่งน้ำตา
หากไม่พูดถึงว่าคนในครอบครัวสกุลติงจะรู้สึกเศร้าและหดหู่อย่างไรแต่ในขณะเดียวกัน ณ ห้องพักของบ้านเล็กๆ แห่งหนึ่งในเมือง มีพ่อบ้านาุโผู้ร่ำรวยคนหนึ่งเมื่อได้รับข่าวที่ส่งมาจากลูกบุญธรรม เขาพลันรู้สึกมีความสุขมากจนอยากจะตีฆ้องตีกลอง[2]และจุดประทัดชุดใหญ่ [3]
“์ช่างมีตา ิญญาบรรพบุรุษสกุลกงจื้อก็มีอยู่จริง!”พ่อบ้านาุโรู้สึกตื่นเต้นจนน้ำตาไหลอาบหน้า เขาคุกเข่าลงคำนับกับพื้นครั้งแล้วครั้งเล่า
ยวิ๋นอิ่งที่ยืนอยู่ใกล้หน้าต่างฟังไปฟังมาในที่สุดนางก็รีบก้าวไปข้างหน้า พยุงท่านลุงยวิ๋นให้ยืนขึ้น และพูดปลอบใจว่า“ท่านพ่อบุญธรรม ท่านอย่าเพิ่งเสียงดังไปเลย” นางแค่ไม่อยากให้ท่านพ่อบุญธรรมดีใจจนได้รับาเ็แต่คนที่โง่เขลาแต่เกิดอย่างนาง นอกจากสองสามคำนี้ก็ไม่รู้จะใช้คำพูดอย่างไรดี
แน่นอนว่าท่านลุงยวิ๋นรู้นิสัยของบุตรสาวคนนี้ดีเขาเช็ดน้ำตาเล็กน้อยและตบไปที่บ่าของนาง และเอ่ยชื่นชมว่า “เ้าเด็กน้อยอิ่งเื่นี้เ้าทำได้ดีมาก ดีมากจริงๆ”
แววตาของยวิ๋นอิ่งทอประกายแสงอันอบอุ่นทว่ามุมปากของนางกลับขยับเพียงเล็กน้อยเท่านั้น นางพูดด้วยเสียงแ่เบาว่า“นี่ล้วนเป็สิ่งที่ข้าควรทำอยู่แล้ว”
“เ้าเด็กน้อย เ้ารู้เหตุรู้ผลั้แ่ยังเล็ก หากเซียงเซียงได้สักครึ่งหนึ่งของเ้าข้าคงวางใจได้บ้าง”
ยวิ๋นอิ่งนึกถึง“หลานสาว” ผู้ที่ไม่เคยแม้แต่จะสบตานางเลยสักครั้ง สีหน้าของนางเปลี่ยนเป็เ็าอีกครั้งโดยไม่รู้ตัวจากนั้นนางจึงรีบเปลี่ยนเื่และเอ่ยว่า “ท่านพ่อบุญธรรม ตอนนี้มิอาจปล่อยให้ครอบครัวสกุลติงคลาดสายตาไปได้ข้าคงต้องขอตัวกลับก่อน”
“ได้ๆ”ลุงยวิ๋นรีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมกำชับว่า “เื่ทางนั้นคงต้องฝากเ้าด้วยข้าจะพยายามเลือกวันเพื่อย้ายไปที่นั่นโดยเร็วที่สุดต่อไปเ้าจะได้ไม่ต้องเดินทางไกลๆ อีก”
ยวิ๋นอิ่งโค้งคำนับอีกครั้งจากนั้นนางออกจากประตูไป เพียงชั่วพริบตาก็ไม่เห็นแม้แต่เงา
ลุงยวิ๋นเอามือไพล่หลังเดินวนไปมารอบห้องอย่างตื่นเต้นในที่สุดก็ไปห้องครัวเพื่อชงชาดีๆ สักหนึ่งกาด้วยตนเอง เดิมทีเซียงเซียงกำลังเฝ้าอยู่ที่ประตูบ้านอย่างเบื่อหน่ายเมื่อเห็นท่านปู่ก็อดไม่ได้ที่จะบ่นว่า “ท่านปู่ ทำไมเพิ่งมาเอาป่านนี้ ข้าเหนื่อยจะตายอยู่แล้วกงจื่อก็หลับไปแล้วยังไม่ให้ข้าออกไปเฝ้าข้างนอกอีก…”
“หุบปากเ้าสามารถจัดแจงเื่ของนายน้อยได้ตามใจชอบอย่างนั้นหรือ?” เมื่อท่านลุงยวิ๋นได้ยินดังนั้นก็หยุดเดินและตำหนิหลานสาวเสียงเบาสองสามประโยคแต่พอคิดถึงเื่เมื่อครู่ขึ้นมา มุมปากก็อดที่จะยกยิ้มขึ้นมาไม่ได้ เขาไม่ได้เดินเข้าไปในห้องแต่นั่งลงตรงบันไดแล้วเริ่มรินชาออกมาให้ตัวเองลิ้มรสอย่างเอร็ดอร่อย
เซียงเซียงกะพริบตาด้วยความสับสนนางสงสัยว่าทำไมคืนนี้ท่านปู่ถึงทำตัวผิดปกติ แต่ด้วยความที่นางอายุยังน้อยไม่ค่อยคิดอะไรมาก สุดท้ายจึงหาวอย่างง่วงงุนสองสามทีแล้วเดินกลับไปที่ห้องของนาง…
เด็กและผู้ใหญ่ในบริเวณที่ราบนี้ต่างหลบซ่อนตัวอยู่ในบ้านตนเองเป็เวลาหนึ่งวันในที่สุดพวกเขาก็ทนความอยากรู้อยากเห็นไม่ไหว วันที่สองจึงค่อยๆ พากันไปดูเชิงเขาซีชานพวกเขาจึงเห็นกับตาตนเองว่าทางด้านหลังผนังที่เหลืออยู่เพียงครึ่งหนึ่งของวัดชานเฉินถูกฟ้าผ่าแห้ง[4] จริงๆ
กลิ่นไหม้ที่คละคลุ้งอยู่ภายในวัดทำให้ทุกคนรู้สึกกลัวและไม่สบายใจเป็อย่างมากบางคนถึงกับคุกเข่าคำนับกับพื้น บางคนรีบกลับไปผูกผ้าสีแดงไว้ที่ประตูบ้าน [5]พวกเขาต่างรู้สึกตื่นตระหนก หลังผ่านไปหลายวันเมื่อเห็นว่าไม่มีภัยพิบัติใหญ่เกิดขึ้นพวกเขาก็รู้สึกโล่งใจในที่สุด
เพื่อให้ทุกคนสบายใจอู๋ต้าเชิ่งจึงพาชายหนุ่มสองสามคนไปซ่อมแซมผนังกำแพงด้านนั้นหลังจากนั้นก็ทำพิธีเซ่นไหว้ใหญ่โตและเชิญพระภิกษุมาจำนวนหนึ่งเพื่อมาสวดพระคัมภีร์นี่แหละที่เรียกว่าเคารพเลื่อมใสในพระศาสนาอย่างถึงที่สุด และแน่นอนว่าใน่ที่กำลังยุ่งวุ่นวายเช่นนี้ชาวบ้านเองก็หยุดหาเื่ครอบครัวสกุลติงเป็การชั่วคราว
เพียงแต่ทุกคนต่างนึกถึงสิ่งที่แม่นางหลี่ว์พูดในวันนั้นประกอบกับสิ่งที่ติงเหว่ยได้ทำใน่ไม่กี่เดือนที่ผ่านมานี้ ฐานะทางการเงินของครอบครัวสกุลติงดีขึ้นดังนั้นเื่นี้จึงมีส่วนที่น่าเชื่อถืออยู่ไม่น้อย
ทว่าการตั้งครรภ์นอกสมรสถือเป็เื่อื้อฉาวครั้งใหญ่ต่อให้เป็ลูกศิษย์ของท่านย่าเทวาูเาก็ไม่อาจปกป้องติงเหว่ยให้รอดพ้นจากคำวิพากษ์วิจารณ์ไปได้ถึงแม้ผู้คนในหมู่บ้านจะไม่กล้าพูดต่อหน้า แต่พอลับหลังก็พากันพูดจาดูิ่เสียๆหายๆ ลูกสาวของทุกครอบครัวก็ถูกผู้ใหญ่ในบ้านบิดหูตักเตือนและสั่งห้ามไม่ให้ไปมาหาสู่กับลูกสาวครอบครัวสกุลติงอีก แม้จะเผชิญหน้ากันโดยบังเอิญก็ต้องเดินอ้อมหลบไปอีกทาง
แม้จะมีสตรีบางคนที่ใจกว้างอยู่บ้างพวกนางลองคิดๆ ดูแล้ว ปกติติงเหว่ยก็ถือเป็หญิงสาวที่ประพฤติตนอยู่ในจารีตประเพณีพวกนางยังกินซาลาเปาของติงเหว่ยได้ไม่ทันไร น่าเสียดายจริงๆ เด็กสาวนิสัยดีคนหนึ่งจู่ๆ จับพลัดจับผลูตั้งครรภ์ได้อย่างไรกันนะ?
สิ่งสำคัญที่สุดก็คือไม่มีผู้ใดรู้ว่าพ่อของเด็กเป็ใคร!
“ข้าเดาว่าเป็ลูกชายคนเล็กสกุลฉวีในบรรดาครอบครัวที่อยู่ใกล้บ้านสกุลติงมีแค่ลูกชายคนเล็กสกุลฉวีที่ยังไม่แต่งงานไม่แน่บางทีติงเหว่ยอาจต้องตาเขาก็เป็ได้”
เหล่าฮูหยินที่ไม่มีอะไรทำพากันนั่งเย็บปักถักร้อยใต้ต้นไม้พวกนางอดใจไม่ไหวจนต้องเริ่มวิพากษ์วิจารณ์ด้วยเสียงอันเบา ในหมู่พวกนางมีป้าสาม ผู้จับผิดเก่งเป็ที่สุดพูดขึ้นมาอย่างมั่นใจ
“ก็ไม่แน่เสมอไปหรอก ข้าเดาว่าเป็หลางเจียงเชิงคนขายน้ำมันเมื่อวันจงเยวี๋ยน [6] ในขณะที่ข้ากำลังเดินผ่านตรอกแห่งหนึ่งข้าเห็นพวกเขาสองคนยืนคุยกันอยู่ที่มุมหนึ่งในตรอกนั้น ที่นั่นไม่มีคนอื่นเลยใครจะรู้ว่าทำอะไรกันบ้างข้างในนั้น?” ป้าหกโต้กลับ
“ข้ากลับไม่รู้สึกอย่างนั้น ข้าเดาว่าไม่ใช่คนในหมู่บ้านพวกเ้าว่าเป็ไปได้ไม่ว่าจะเป็คนในเมือง? ไม่แน่บางที… ”
ป้าหกกำลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่เห็นผู้าุโติงกำลังเดินออกจากซอยมาทางนี้เสียก่อน นางจึงปิดปากทันทีและใช้มือสะกิดป้าสาม
พลังที่หลงเหลืออยู่ของท่านย่าเทวาูเาหาใช่เื่ล้อเล่นหากนางเกิดทำให้ฟ้าผ่าแห้งอีกครั้ง ไม่แน่ว่าอาจโดนบ้านใครสักคนก็เป็ได้
อย่างไรก็ตามเนื่องจากเหตุการณ์นี้ ร้านของครอบครัวสกุลติงก็ได้รับผลกระทบไม่ใช่น้อยชาวบ้านต่างพากันไม่ไปกินอาหารที่ร้านครอบครัวสกุลติง ไม่ว่าจะเด็ก คนแก่ ผู้หญิงผู้ชายต่างพากันหลบติงเหว่ยราวนางเป็โรคระบาดร้ายแรงก็ไม่ปานทั้งยังปฏิบัติต่อคนในครอบครัวสกุลติงด้วยสีหน้าไม่ดีอีก
นับว่าโชคยังดีอยู่บ้างที่ั้แ่เปิดร้าน่แรกๆกลุ่มลูกค้าหลักเป็รถม้าที่สัญจรผ่านไปมา ดังนั้น แม้ชาวบ้านจะไม่มาที่ร้านก็ไม่สำคัญอะไรมากนัก
ค่ำคืนใน่ปลายฤดูหนาวและต้นฤดูใบไม้ผลิหนาวเหน็บประกอบกับยังไม่มีสายลมอบอุ่นพัดผ่าน ในที่สุดหมู่บ้านในูเาที่เสียงอึกทึกครึกโครมตลอดทั้งวันก็เงียบสงบลงแต่ละครัวเรือนต่างพากันจุดตะเกียงน้ำมัน มองดูดวงดาวเต็มท้องฟ้าจากที่ไกลๆนับเป็ความสวยงามและเงียบสงบที่ต่างออกไป
หลังจากครอบครัวติงกินอาหารเย็นเสร็จก็จะนับรายได้ประจำวันตามปกติกล่องเงินถูกจับคว่ำลงในแผ่นไม้ไผ่มีเสียงดังก๊องแก๊งกระทบกันเล็กน้อย ทว่าเสียงกลับเบากว่าปกติไม่น้อยเลย
แม่นางหวังละโมบในเงินทองเมื่อนางเห็นดังนั้นจึงอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจและกระซิบเบาๆ ว่า “ท่านแม่ วันนี้กิจการเราแย่ลงไปมากเลย!”
ไม่ต้องพูดถึงใน่สองสามวันแรกของการเปิดร้านว่ากิจการเจริญรุ่งเรืองแค่ไหนแม้ต่อมาจะไม่ได้รับสินน้ำใจแต่รายได้ของร้านค้าโดยทั่วไปจะเฉลี่ยอยู่ที่ 500- 600 เหวินต่อวัน แต่ตอนนี้กลับได้เงินไม่ถึง 400 เหวินติดต่อกันมาหลายวันแล้ว ในบางครั้งส่วนต่างเล็กๆ น้อยๆ มักทำให้คนรู้สึกไม่พอใจเสมอ
ติงเหว่ยยืนพิงกับตู้ริมฝีปากของนางซีดขาว แม้ท่านหมอจางจะกำชับให้นางพักผ่อนและห้ามลุกจากเตียง แต่หลังจากที่นางสร้างปัญหามากมายให้แก่ครอบครัวนางก็รู้สึกหดหู่ ทั้งตัวไม่มีความสุขเลย เมื่อได้ยินเช่นนั้นนางจึงตอบว่า “ทั้งหมดเป็ความผิดของข้าเองที่ทำให้ทุกคนต้องลำบาก”
“เมื่อเทียบกับเมื่อก่อนที่ไม่มีเงิน ตอนนี้เราก็ถือว่าดีขึ้นแล้ว” แม่นางหลี่ว์รู้สึกสงสารลูกสาวนางจ้องมองไปที่แม่นางหวังด้วยความไม่พอใจอยู่บ้าง ในที่สุดก็จับมือเย็นๆของลูกสาวไว้แน่นแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ทุกอย่างนี้ต้องขอบใจความคิดดีๆ ของเ้าครอบครัวเราถึงพอมีกำไรแบบนี้ ไม่มีสิ่งใดเลวร้ายไปกว่านี้แล้ว”
แม่นางหวังรู้ตัวว่าสิ่งที่นางพูดนั้นไม่ค่อยดีเท่าไรนางจึงรีบตอบไปว่า "น้องหญิง เป็เพราะพี่สะใภ้รองมีปากแต่ไร้จิตใจ [7]ขอน้องหญิงอย่าได้ใส่ใจเลย”
ติงเหว่ยฝืนยิ้มและตอบอย่างหนักแน่นว่า"ข้ารู้ว่าพี่สะใภ้รักข้า พี่สะใภ้ไม่ต้องกังวลไปข้าจะทำให้ครอบครัวของเรามีชีวิตที่ดีขึ้นอย่างแน่นอน!”
นางััหน้าท้องที่ดูไม่คล้ายคนตั้งครรภ์พลางคิดทบทวนอย่างลึกซึ้งความฝันฤดูใบไม้ผลิในคืนนั้นเป็ประสบการณ์แรกที่นางััได้เมื่อมาที่นี่ แม้มันอาจดูเป็เื่ไร้สาระแต่นางจำความร้อนแรง ความอ่อนโยนภายใต้ความหยาบกระด้างและยังมีความเข้ากันได้ดีของชายคนนั้นได้
ด้วยเหตุนี้เมื่อนางรู้จากท่านหมอจางว่าตนเองตั้งครรภ์ นางจึงพยายามอย่างถึงที่สุดที่จะเก็บเด็กไว้แม้นางจะต้องทนทุกข์ทรมานกับความยากลำบากทั้งหมดนี้ในภายหลัง และต่อให้มีความยากลำบากมากกว่านี้รออยู่ในอนาคตนางก็ไม่คิดถอยหลังกลับ
แม้ว่าคนในครอบครัวสกุลติงจะถูกชาวบ้านก่นด่าทุกวันแต่พวกเขาก็ไม่เคยยอมแพ้และยังพยายามอย่างเต็มที่เพื่อปกป้องนาง ปลอบโยนนางและปฏิบัติต่อนางด้วยความรักอันยิ่งใหญ่ หากนางยังไม่รู้จักผิดชอบชั่วดีก็คงไม่ใช่มนุษย์อีกต่อไปแล้ว!
เคราะห์ดีที่นางมีความรู้ของคนรุ่นหลังและมีความสามารถพิเศษในการทำอาหารนางไม่เชื่อว่านางจะไม่สามารถทำให้ครอบครัวร่ำรวยและไม่สามารถเลี้ยงดูลูกให้เติบโตอย่างแข็งแรงได้!
วันเวลาค่อยๆผ่านไป อากาศเริ่มอุ่นขึ้นเรื่อยๆ คนงานที่ใจร้อนต่างเริ่มเตรียมเครื่องมือและพื้นที่เพาะปลูก
ในเช้าวันหนึ่งกลางเดือนสอง คนนอกที่ซื้อที่ดินสองสามหมู่บนเชิงเขาตงชานในคราเดียวหลังจากคนงานทำงานอย่างหนักมาประมาณหนึ่งเดือน ในที่สุดก็สร้างจวนแห่งนี้ได้สำเร็จไม่มีการประโคมข่าวหรือโอ้อวดใดๆ เ้าบ้านเองก็ย้ายเข้ามาอยู่อย่างเงียบๆ
แม้ว่าชาวบ้านจะอยากรู้อยากเห็นแต่พวกเขารู้ว่าไม่ควรไปยืนอยู่หน้าบ้านของคนอื่นเพื่อโผล่หัวเข้าไปสอดส่อง ดังนั้นพวกเขาจึงแสดงความคิดเห็นเล็กน้อยและปล่อยผ่านไว้ข้างหลัง
กงจื้อิสวมชุดสีเขียวทั้งตัวนั่งพิงอยู่กับผ้าห่มและหันศีรษะมองออกไปนอกหน้าต่างอย่างเหม่อลอยเนื่องจากเขาเพิ่งย้ายเข้ามาจึงพาคนที่ไว้ใจได้มาเพียงไม่กี่คนทุกคนต่างกำลังยุ่งกับงานกองโต ยกเว้นเขาที่เป็นายน้อย แน่นอนว่าแม้เขา้าช่วยก็ไม่สามารถทำได้
ท่านลุงอวิ๋นที่คอยยืนปรนนิบัติอยู่ข้างๆเห็นนายน้องเอาแต่จ้องมองไปข้างนอก เขาเดาไม่ถูกว่านายน้อยคิดอะไรอยู่จึงเอ่ยถามอย่างระมัดระวังว่า “นายน้อย เมื่อตอนออกมาข้ากลัวจะไม่ทันการณ์ตอนนี้กำลังคนจึงอาจขาดแคลนไปสักหน่อย วันหลังถ้าเราอยู่ที่นี่แล้วข้าคิดว่าบางทีอาจต้องหาคนเพิ่มสักหน่อย…”
กงจื้อิค่อยๆถอนสายตากลับมา ใบหน้าไม่ปรากฏอารมณ์ใดๆ และตอบอย่างราบเรียบว่า “ข้าปล่อยให้ท่านลุงอวิ๋นตัดสินใจก็แล้วกัน!”
“ให้ท่านปู่ตัดสินใจก็ดีแล้ว!”เซียงเซียงสาวใช้ตัวน้อยที่ยืนอยู่ด้านข้างพูดแทรกขึ้นโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้นด้วยสีหน้าไม่ยุติธรรม
“คุณชายผู้สูงศักดิ์ การที่พวกเราต้องมาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านห่างไกลเช่นนี้ถือเป็ความอยุติธรรมอย่างยิ่งแน่นอนว่าเราจะต้องหาคนปรนนิบัติรับใช้มาเพิ่มให้เพียงพอ!”
ท่านลุงอวิ๋นจ้องมองหลานสาวอย่างเจ็บใจที่ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็เหล็กกล้า[8] ได้ และตำหนิว่า "ใช่เื่ที่เ้าต้องพูดแทรกเมื่อไรกัน!"
ใบหน้าของเซียงเซียงเต็มไปด้วยความไม่พอใจและโต้กลับว่า"ข้าก็แค่พูดความจริงเท่านั้นเอง"
-------------------—-------------------—-------------------
[1] เชิงิหล่างจี๋ 声名狼藉 คือสำนวนจีน โดยเมื่อก่อนเชื่อว่าฝูงหมาป่ามักจะนอนอยู่บนพื้นหญ้าและเมื่อพวกมันลุกขึ้นก็จะเหยียบย่ำหญ้าเพื่อกำจัดร่องรอย จึงใช้ในการอุปมาอุปไมยว่าบางสิ่งบางอย่างเสียหายเกินที่จะควบคุมได้ในที่นี้หมายถึงเสื่อมเสียชื่อเสียงจนมิอาจแก้ไข
[2] ตีฆ้องตีกลอง 敲锣打鼓หมายถึงเฉลิมฉลองและแสดงความยินดี
[3] จุดประทัดชุดใหญ่ 大放鞭炮 หมายถึงเฉลิมฉลองและแสดงความยินดี
[4] ฟ้าผ่าแห้ง 旱天雷 หมายถึงฟ้าผ่าที่เกิดขึ้นในขณะที่ไม่มีฝนตก มักเกิดใน่ฤดูแล้ง
[5] ผูกผ้าสีแดงไว้ที่ประตูบ้าน หมายถึง ประเพณีผูกผ้าแดง 门挂红布条 ซึ่งเป็ประเพณีพื้นบ้านต้องห้ามในพื้นที่คังจั้ง(康藏)เมื่อผู้หญิงให้กำเนิดบุตรหรือมีคนไข้อาการหนัก มักจะแขวนแถบผ้าสีแดงไว้ด้านนอกเหนือประตูหรือใกล้กับด้านข้างประตูเพื่อป้องกันไม่ให้ิญญาชั่วร้ายเข้ามา
[6] วันจงเยวี๋ยน 中元日 หมายถึงวันสารทจีน
[7] มีปากแต่ไร้จิตใจ 有口无心 หมายถึงพูดไปอย่างไม่คิดให้ดีเสียก่อน
[8]ไม่สามารถหลอมเหล็กให้กลายเป็เหล็กกล้า 恨铁不成钢หมายถึงการตั้งความหวังหรือเข้มงวดกับคนคนนั้นเพื่อหวังว่าคนคนนั้นจะได้ดิบได้ดี