“อย่าเพิ่งสิ้นหวังสิ" เสียงของภรรยาดังขึ้น บาร์ริคสะดุ้งสุดตัวคิดว่าคนรักย้อนกลับมาหา ทว่าเมื่อไม่เห็นใครจึงรู้ว่ามันเป็นเสียงที่อยู่ในใจเขา มันคือคำพูดที่ภรรยาของเขามักพูดอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเจอปัญหาแบบไหน เธอมักเน้นย้ำเพื่อเรียกสติเขา
...ยังไม่จบหรอก ต้องมีทางออกสักวิธีสิ...
ทันใดนั้นความคิดหนึ่งพลันแวบเข้ามา ชาวไร่คว้าตะเกียงและวิ่งออกไป ความหวังนี้ถึงจะริบหรี่เหมือนไฟในตะเกียงแต่เขาก็บอกตัวเองว่าจะละความตั้งใจไม่ได้ เขาวิ่งไปจนถึงสถานีรถโดยสารเวทมนตร์และพบว่ารถรอบสุดท้ายหมดไปแล้ว
บาร์ริคไม่ยอมย้อนกลับเพียงแค่เรื่องนี้ เขาวิ่งต่อไปผ่านเขตการค้า ผ่านจัตุรัส ผ่านสวนสาธารณะ กระทั่งมาหยุดอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่ของหัวหน้าหมู่บ้าน เป็นโชคดีของเขาที่ไฟในบ้านยังเปิดอยู่แม้จะเป็นเวลาดึกมากแล้ว เขาตะโกนเรียกพร้อมกับเคาะประตูอย่างร้อนใจ
“ได้โปรดเปิดประตูด้วยท่านหัวหน้าหมู่บ้าน ข้าต้องการความช่วยเหลือ”
ไม่นานนักผู้ดูแลก็ประตูออกพร้อมพูดด้วยน้ำเสียงไม่ต้อนรับ
“หมดเวลาราชการแล้ว กรุณาติดต่อใหม่พรุ่งนี้”
“ขอให้ข้าได้พบกับท่านหัวหน้าเถิด เรื่องด่วนมากจริง ๆ” บาร์ริคขอร้อง ทว่าอีกฝ่ายกลับยิ่งตีสีหน้าไม่สบอารมณ์
“เฮ้อ ทั้งง่วง ทั้งวุ่นวายเสียจริงวันนี้ พอดีว่าท่านติดแขกสำคัญอยู่ ถึงอย่างไรวันนี้ก็ไม่สะดวกให้เข้าพบ”
ผู้ดูแลยืนกรานปฏิเสธ
อีกด้านหนึ่ง ภายในห้องรับแขกค่อนข้างมีราคา โซฟายาวถูกจับจองด้วยหญิงสาวผู้หนึ่ง ดูจากการแต่งตัวแล้วเธอเหมือนคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์ โดยมีสาวใช้สองคนยืนประกบด้านหลัง อีกฟากหนึ่งเป็นชายท่าทางมีอายุนั่งบนโซฟาบุหนัง เขาดูนอบน้อมกับเด็กสาวทั้งที่ตนอายุมากกว่า
บทสนทนาที่ทั้งคู่คุยกันนั้นเปลี่ยนหัวข้อไปเรื่อย ๆ ราวกับไม่มีสิ้นสุด กระทั่งเด็กสาวอ้าปากหาวและขยี้ตาอย่างงัวเงีย ฝ่ายชายจึงฉุกคิดบางอย่างและก้มมองนาฬิกาข้อมือ
“โอ้ นี่ก็ดึกมากแล้ว คุยจนลืมดูเวลาเลย ขออภัยที่รบกวน ข้าว่าท่านควรกลับไปพักผ่อนดีกว่า”
“ดีค่ะท่านผู้ใหญ่บ้าน วันนี้พอแค่นี้ก่อนก็ได้ค่ะ"
“ต้องขอโทษด้วยนะครับท่านนีเน" ผู้ใหญ่บ้านลุกขึ้นยืนและโค้งให้
ขณะที่ทั้งคู่กำลังเอ่ยคำลากัน ก็มีเสียงเอะอะโวยวายดังมาทางโถงหน้าประตู ก่อนที่เสียงย่ำเท้าปึงปังดังใกล้เขามาทางห้องที่พวกเขาอยู่
“ระวังนะคะ” ยูนิตียืนขวางระหว่างนีเนกับประตูห้องไว้ ถ้ามีสิ่งใดมุ่งร้ายพรวดพราดเข้ามา สิ่งนั้นคงไม่มีชีวิตพ้นคืนนี้เป็นแน่
เสียงคล้ายวัตถุขนาดใหญ่กระแทกกำแพงดังสนั่น ตามด้วยเสียงคล้ายการทุบกระสอบทรายมาจากหน้าห้อง ไม่มีใครรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเพราะนิ่งดูเชิง แต่ก็เดาได้ว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้น
“ไม่เป็นไร น่าจะเป็นฝีมือของผู้ดูแลข้าเอง” ผู้ใหญ่บ้านแม้จะตื่นตกใจแต่ก็ไม่ได้เป็นห่วงนัก ในขณะที่นีเนยืนหลับตาใกล้เข้าเฝ้าเทพแห่งฝันแล้ว
เพียงครู่เดียวเหตุการณ์ก็อยู่ในความสงบ
ประตูห้องเปิดออกพร้อมร่างชายสกปรกถูกโยนเข้ามา
“โอ๊ย!” เขาร้อง
“เกิดอะไรขึ้น ชายผู้นี้คือใคร” ผู้ใหญ่บ้านถามผู้ดูแลซึ่งเดินตามเข้ามาในห้อง
“ขออภัยที่รบกวนครับ พอดีเจ้าหมอนี่ไม่ฟังคำห้ามแล้วยังบุกรุกเข้ามา ข้ากลัวมีอันตรายก็เลยลงไม้ลงมือไปนิดหน่อย เขาเป็นชาวบ้านที่มาร้องทุกข์ยามวิกาลครับ” ผู้ดูแลตอบ
“เมียข้าถูกชิงตัวไป ช่วยข้าด้วยเถอะ" ชายผู้นอนหมอบอยู่กับพื้นร้องขึ้น เสื้อผ้าของเขาเปื้อนดินทรายจนไม่เหลือเค้าสีเดิม เนื้อตัวเต็มไปด้วยรอยเขียวช้ำ มุมปากแตก มือทั้งสองข้างถลอก บาดแผลที่มีนั้นดูไม่น่าเกิดจากฝีมือของผู้ดูแลเพียงคนเดียว
ผู้ใหญ่บ้านนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงหันมาทางนีเน
“เชิญกลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ ธุระของข้าคืนนี้คงอีกนาน ข้าไม่รบกวนท่านแล้ว”
“ไม่เป็นไร เราอยากฟังด้วย เล่ามาได้เลย” หญิงสาวรู้สึกสนใจ อารมณ์ของชายชาวไร่มอซอผู้นี้เต็มไปด้วยความหลากหลาย ทั้งโกรธ ทั้งเสียใจ ทั้งผิดหวัง เพราะเธอไม่เคยเข้าใจว่าการสูญเสียคนรักนั้นเป็นอย่างไร
เมื่อทุกคนเปิดโอกาสให้หนุ่มชาวบ้านพูด เขาจึงเริ่มเล่าเรื่องราวทั้งหมดในขณะที่คนรับใช้ช่วยปฐมพยาบาลเบื้องต้นให้ โดยพยายามเล่าให้กระชับมากที่สุดเพื่อที่จะได้มีเวลาไปช่วยภรรยาของตนให้ทัน
“แบบนี้นี่เอง เจ้าโง่เองไม่ใช่เรอะที่ไปพนันกับเค้า รู้อยู่เต็มอกว่าข้อเสนอนั่นน่าสงสัย เจ้ากลับโลภและหลงกลมัน" ผู้ใหญ่บ้านติติงโดยไม่คิดรักษาน้ำใจ "เจ้าไม่รู้จักสเตชูลารึยังไง ไอ้หมอนั่นเที่ยวหลอกท้าพนันแย่งชิงข้าวของคนอื่นไปทั่ว ใคร ๆ เขาก็รู้"
ชาวไร่รู้สึกเหมือนโดนตบจนหน้าชา วัน ๆ คลุกตัวกับผืนดินกลิ่นหญ้าจึงไม่เคยแม้แต่จะได้ยินชื่อคน ๆ นี้มาก่อน อย่างที่ผู้ใหญ่บ้านพูด เขาผิดและโง่เอง เขาพร้อมจะรับโทษทุกอย่างเองคนเดียว เรื่องแบบนี้ไม่ควรเกิดขึ้นกับภรรยาของเขาเลย
“ไม่ต้องรู้สึกผิดขนาดนั้นหรอก คนที่ควรจะถูกตำหนิคือคนที่เอาเรื่องแบบนี้มาหลอกคนอื่นมากกว่า" โคลอีเอ่ยปลอบ
“ถ้าอย่างนั้นเราจะช่วยพาภรรยาของท่านกลับมาเอง ไม่ต้องห่วงนะ เรื่องมันง่ายนิดเดียว” นีเนให้คำมั่น บัดนี้เธอตื่นเต็มตาแล้ว แผนการบางอย่างผุดขึ้นในใจ
“จริงเหรอ ข้าขอบคุณท่านมาก ท่านผู้มีพระคุณ” บาร์ริคคำนับศีรษะแนบกับพื้น เขาไม่รู้จักหรอกว่าพวกนีเนคือใคร แต่คนที่ผู้ใหญ่บ้านให้ความเคารพเช่นนี้ต้องเป็นคนใหญ่คนโตเป็นแน่
“เรียกทุกคนมารวมตัวเลยไหมคะ" ยูนิตีรู้สึกหึกเหิมตามนายหญิง เธอวาดมือจะร่ายเวทหมายจะส่งข้อความให้กับทุกคนที่ปราสาท
“เราจะไม่ใช่ความรุนแรงจนกว่าจะถึงที่สุดค่ะ" นีเนรีบห้าม เพราะประโยคนี้ทำให้ยูนิตีถึงกับหยิบผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับน้ำตาแสดงความปลื้มปิติอย่างไม่ปิดบัง
"ท่านนีเนของข้าเติบโตเป็นผู้ใหญ่แล้วจริง ๆ ด้วย"
นีเนไม่ได้สนใจท่าทางประหลาดของยูนิตี เด็กสาวโพล่งความคิดของเธอออกมา
"มีปัญหามาจากการพนัน งั้น... จบด้วยการพนันก็แล้วกันค่ะ"
โคลอีเลิกคิ้วขึ้นเมื่อได้ยินความคิดแปลก ๆ ของนีเน ทุกคนคิดพ้องกันว่ามันฟังดูง่ายแต่จะใช้วิธีการใดเล่าถึงจะหลอกนักพนันได้ ทว่าไม่มีผู้ใดเอ่ยขัดออกมา นีเนจึงขอเวลากลับไปเตรียมตัวที่ปราสาทก่อน แล้วรุ่งขึ้นเธอจะไปพบกับชาวไร่ที่บ้านของเขาเอง
แม้จะร้อนใจมากแต่บาร์ริคก็ยอมเชื่อเพราะมันคือความหวังเพียงหนึ่งเดียวของเขา
นีเนใช้เวลาไม่นานอย่างที่เธอว่าไว้ก็มาพบกับชาวไร่ตามสัญญาพร้อมกับขวดแก้วบรรจุของเหลวสีแปลกตา
สีหน้าผิดหวังฉายชัดบนใบหน้าของชาวไร่ เขาคิดว่าเธอจะพานักสู้มือดี หรือผู้เชี่ยวชาญด้านการลอบเร้นเพื่อชิงตัวภรรยากลับมา
“เราขอสิ่งนั้นหน่อยสิ ที่ท่านถืออยู่” นีเนเอ่ยขอพลางชี้มาที่จอบในมือของหนุ่มชาวไร่
“ท่านจะใช้วิธีใดช่วยภรรยาข้า” เขาอดไม่ได้ที่จะถาม แต่ก็ยอมส่งมันให้เธอเสียโดยดี อุปกรณ์ทำมาหากินของเขาอยู่ในสภาพเก่า ด้ามจับทำจากไม้ ส่วนใบจอบก็ขึ้นสนิม
นีเนไม่ตอบ เธอวางจอบสนิมลงบนพื้น เทของเหลวในขวดใส่จอบอย่างช้าๆ ซึ่งน่าแปลก แทนที่มันจะไหลหกเลอะเทอะ มันกลับซึมเข้าผิวไม้และใบจอบจนหมด จากนั้นเธอก็ขอให้เขาหยิบมันมาพิจารณา
แม้จะสงสัยแต่หนุ่มชาวไร่ก็หยิบอุปกรณ์ของเขาขึ้นมา ความเปลี่ยนแปลงแรกที่สัมผัสได้คือน้ำหนักที่เพิ่มมากขึ้น อีกทั้งสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจนั่นคือ ด้ามจับจากเนื้อไม้ในตอนแรกบัดนี้กลายเป็นโลหะมันวาวทั้งอัน และตัวใบจอบส่องประกายระยิบระยับ ดูล้ำค่าราคาแพง
“มันคือโลหะศักดิ์สิทธิ์" ยูนิตีอธิบายแทน "โลหะชนิดนี้มีอยู่ในโลกที่ชื่อซีนเท่านั้น และมีในปริมาณที่เล็กน้อยมาก ต่อให้นำทั้งหมดมารวมกันได้ก็สร้างเป็นอาวุธได้เพียงไม่กี่ชิ้นเท่านั้น"
“ใช่แล้วค่ะ แต่ตอนนี้เราจับเคล็ดลับได้แล้ว ไม่ว่าจะของแบบไหน เราก็สามารถเปลี่ยนมันเป็นโลหะนี้ได้แล้วค่ะ"
ชาวไร่ยังคงจับต้นชนปลายไม่ถูก เขาไม่เข้าใจว่าแล้วโลหะมหัศจรรย์ที่ว่านี้มันจะช่วยอะไรภรรยาของเขาได้
ดิเอโกเห็นสีหน้าของชาวไร่ที่เต็มไปด้วยความสงสัยจึงอธิบายบ้าง
"เจ้าหมอนั่น... สเตชูลาเป็นนักพนันในสายเลือดและเขาก็เชื่อมั่นในดาบของเขามาก นายก็แค่กลับไปท้าพนันอีกรอบโดยใช้เจ้านี่" พ่อบ้านหนุ่มชี้ไปที่จอบใหม่เอี่ยมในมือบาร์ริค
“แบบนี้นี่เอง... ถ้าเอาสิ่งนี่ไปใช้ล่ะก็" ดวงตาของชาวไร่เบิกกว้างขึ้นด้วยความหวัง "ต้องสำเร็จแน่ ๆ ต้องช่วยเมียข้าได้แน่"
“ถ้าเจ้านั่นยอมรับเงื่อนไขนะ โอ้! ข้าคิดอะไรดี ๆ ออกแล้ว" ดิเอโกกระซิบบอกอะไรบางอย่างกับชาวไร่
เมื่อได้ฟังบาร์ริคก็เผยยิ้มกว้าง “ขอบคุณพวกท่านมาก ขอบคุณสำหรับทุกอย่าง"
“เอาเถอะ รีบไปช่วยเมียเจ้าเถอะ ไว้จบเรื่องแล้วค่อยมาขอบคุณก็ได้" โคลอีออกปากไล่ก่อนที่เหตุการณ์ทุกอย่างจะสายเกินไป
ที่หน้าบ้านของสเตชูลา อดีตนักเลงขาใหญ่ออกมาต้อนรับบาร์ริคพร้อมกับเหล่าลูกน้องอีกหลายคน ความกลัวกระตุ้นให้เขาใจฝ่อแต่เมื่อนึกถึงภาพของภรรยาที่อยู่อีกฝากหนึ่งของกำแพง อาจกำลังตกอยู่ในสถานการณ์เลวร้าย เขาจึงก้าวเท้าเผชิญหน้ากับพวกมัน
“ข้าต้องการพบสเตชูลา” บาร์ริคข่มเสียงที่สั่นเอาไว้
“ท่านสเตชูลาไม่ต้องการพบใครทั้งนั้น ตอนนี้เขากำลังมีความสุขกับเมียใหม่อยู่ เสียงเพิ่งเงียบไปเมื่อตอนเช้าตรู่นี่เอง” หนึ่งในนั้นเอ่ยขึ้นด้วยท่าทางน่ารังเกียจ
“หนอย ปล่อยเมียข้าออกมาเดี๋ยวนี้!” บาร์ริคถูกความเดือดดาลเข้าครอบงำ เขาวิ่งเข้าใส่กลุ่มนักเลงอย่างไร้ความเกรงกลัว และแน่นอนว่าถูกชกสวนกลับมาจนล้มกลิ้งไปกับพื้น
พวกมันหัวเราะลั่นอย่างสมใจ และย่างสามขุมเข้าหาเขาพลางดัดนิ้วยืดไหล่ ทว่าก่อนที่หนุ่มชาวไร่จะถูกซ้อม ประตูบ้านก็เปิดออกพร้อมกับใครคนหนึ่งก้าวออกมา
“พวกเจ้าเสียงดังอะไรกัน รบกวนการพักผ่อนของข้า”
เป็นสเตชูลานั่นเอง แต่ทันทีที่เขาสบตากับบาร์ริค รอยยิ้มเจ้าเล่ห์พลันปรากฏขึ้น
“เจ้าจะมาดูใช่ไหม ว่าเมียเจ้ามีความสุขมากขนาดไหนเวลาอยู่กับข้า”
บาร์ริคพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ ไม่หลงไปกับคำยั่วยุนั่นและเอ่ยความต้องการของตน
“ข้าอยากจะท้าพนันอีก รอบนี้ถ้าข้าชนะ เจ้าต้องคืนเมียมาให้ข้า”
“ฮ่า ๆ ๆ อยากท้าพนันเรอะ แล้วเจ้าจะเอาอะไรมาวางเดิมพัน ทรัพย์สินก็ไม่มี ความสามารถก็ระดับชาวไร่ชาวนา ไหนเจ้าว่ามาสิ จะเอาอะไรมาแลก”
ชาวไร่ลืมนึกถึงข้อนี้ ถ้าไม่มีของมีค่าเพื่อใช้วางเดิมพันก็ไม่ครบเงื่อนไขการพนัน
“อย่าบอกนะว่าจะเอาเงินครึ่งนึงที่เพิ่งได้มาใช้เดิมพัน สำหรับข้าแล้วเงินจำนวนแค่นั่นมันมีค่าแค่เศษธุลีเท่านั้นแหละ”
ชาวไร่เข้าใจดี ถ้าสเตชูลาเห็นว่าเหรียญทองครึ่งถุงสำคัญ เขาก็คงไม่ตั้งเงื่อนไขเดิมพันแบบนั้นตั้งแต่แรก
“ชีวิตของข้าไง ถ้าครั้งนี้ชนะก็เอาไปได้เลย"
“ชีวิตเจ้า ข้าจะเอาไปทำไมกัน" สเตชูลาส่ายหน้า สิ่งที่เขาต้องการก็ได้มาแล้วมันไม่มีเหตุผลอะไรเลยที่เขาต้องรับคำท้าอีก แต่ด้วยนิสัยของนักพนันกลับกระตุ้นให้อยากรู้จนต้องถามต่อ
“แล้วนี่คิดจะพนันด้วยวิธีไหนล่ะ"
“ดาบของเจ้า" ชาวไร่ชี้ไปที่ดาบล้ำค่าที่สเตชูลาพกไว้ไม่เคยห่างกาย "และจอบของข้า ถ้าปะทะกันแล้วฝ่ายไหนเสียหายฝ่ายนั้นก็แพ้"
คำพูดของชาวไร่ทำให้สายตาของสเตชูลาเปลี่ยนไปในทันที
“จะล้อเล่นอะไรก็ให้มีขอบเขตซะบ้าง ดาบวิเศษของข้ากับจอบพรรค์นั้น...”
“ไม่ได้ล้อเล่น แต่ถ้ากลัวว่าดาบของเจ้าจะแพ้จอบพรรค์นั้นของข้าล่ะก็...” ชาวไร่หนุ่มจงใจเน้นคำและลากเสียงหวังยั่วยุให้อีกฝ่ายหลงกล ทั้งหมดคือแผนที่ีดิเอโกบอกกับเขา หากต้องการให้คนอย่างสเตชูลาโกรธก็ต้องเล่นงานจากการทำลายศักดิ์ศรีของเขานี่แหละ
“เมื่อกี้บอกว่าจะเดิมพันด้วยชีวิตใช่ไหม" สเตชูลาชักดาบออกมา รังสีมุ่งร้ายพุ่งตรงมาที่ชายชาวไร่อย่างระงับไม่อยู่ ชายนักพนันออกปากสั่งให้ลูกน้องทั้งหมดถอยไป เขายกดาบขึ้นและจ้องเขม็งไปที่ชาวไร่ด้วยสายตาน่ากลัว "ได้ ข้ารับคำท้า แล้วก็ขอชีวิตเจ้าไปด้วยเลยก็แล้วกัน"
โนบอดี พลังงานมีชีวิตนักสอดแนม