เมื่อสังเกตเห็นถึงความกังวลของซ่งจินเหยา โม่หงเชินจึงพูดออกมาในที่สุด “ข้าเอง”
เขาเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะพูดต่อ “ขอโทษด้วย…ข้าลืมว่ายกห้องนี้ให้กับเ้า”
ซ่งจินเหยารู้สึกผ่อนคลายลง พอรู้ว่าเป็โม่หงเชินก็ไม่ได้ถือสาอะไร บ่นพึมพำว่า “ไม่เป็ไร” แล้วล้มตัวลงตั้งใจจะนอนต่อ
นางนอนนิ่งอยู่ครู่หนึ่ง เมื่อรู้สึกว่าโม่หงเชินยังไม่ได้จากไป นางจึงยกศีรษะขึ้นมาถามอีกครั้งว่า "ท่าน...หิวไหม?"
ในหมู่บ้าน ผู้ชายจะออกไปทำงาน พอกลับมาก็รอแค่จะได้กินข้าวเท่านั้น ตอนเย็นแม้นางจะให้สองพี่น้องนำอาหารไปส่งให้เขาแล้วก็จริง แต่ของเหลือจากมื้อนั้นก็ไม่ได้มากนัก อีกทั้งตอนนี้ก็ผ่านไปนานมากแล้ว เกรงว่าเขาอาจจะหิวอีก
ถ้าเขาหิว…นั่นก็หมายความว่านางต้องลุกขึ้นไปทำอาหารใช่หรือไม่?
ในวันที่หนาวเย็นเช่นนี้ นางไม่อยากลุกจากเตียงเลยจริง ๆ!
แต่เมื่อคิดถึงเงินหกตำลึงนั้น ซ่งจินเหยาก็กัดฟันแน่น…คิดว่าทนอีกสักหน่อยก็คงไม่เป็ไร
“ไม่หิว” โม่หงเชินเว้นจังหวะเล็กน้อย แล้ววางของในมือลงข้างตัว จากนั้นก็เดินไปที่หีบเสื้อผ้า หยิบเสื้อออกมาสองชุด
ในขณะที่เขาเคลื่อนไหว ซ่งจินเหยาก็ได้กลิ่นเหล้าโชยมาทันที “ท่านดื่มมาหรือ? ไม่สิ ท่าน...ท่านเอาเหล้ากลับมาด้วยหรือ?”
ดวงตาของนางพลันเปล่งประกาย
“อืม พรุ่งนี้ข้าว่าจะเอาไปให้อาสะใภ้ห้า…” กล่าวจบก็เอ่ยถาม “เ้าดื่มเหล้าไหม?”
“จิบนิดหน่อยเป็ครั้งคราว ข้าไม่ใช่คนดื่มหนัก”
แม้ว่ากลิ่นจะไม่แรงนัก แต่ซ่งจินเหยาก็บอกได้ว่ามันเป็เหล้าหมักเองคุณภาพดี เมื่อคิดว่ามันจะถูกมอบให้อาสะใภ้ห้า เฮ้อ...สิ้นเปลืองจริง ๆ
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากนางเพิ่งมาถึง การพูดจาไม่ดีเกี่ยวกับอาสะใภ้ห้าจึงไม่ใช่เื่ที่เหมาะสมนัก
นางจึงลุกขึ้นมาสวมเสื้อคลุม และเดินไปที่ไหเหล้า ย่อตัวลงดมกลิ่น ก่อนจะพึมพำว่า “ระยะเวลาในการหมักสั้นไปหน่อย ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานกว่านี้กลิ่นจะหอมเข้มข้นขึ้น”
โม่หงเชินไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนัก เขาสังเกตเห็นว่าในหีบมีเพียงเสื้อผ้าของเขาเท่านั้น ส่วนเสื้อผ้าของนางวางซ้อนกันอย่างเป็ระเบียบบนชั้นวางใกล้ ๆ
“ข้าจะย้ายเสื้อผ้าไปไว้ในห้องเจิ้งตงกับเจิ้งหนาน ตอนนี้เ้าก็ใช้หีบใบนี้ไปก่อน ข้าจะให้คนมาทำหีบใบใหม่ให้ทีหลัง”
คำพูดนี้ช่างนุ่มนวลและใส่ใจยิ่งนัก ซ่งจินเหยารีบถามกลับ “ให้ข้าออกแบบเองได้ไหม?”
โม่หงเชินหันกลับมาด้วยท่าทางประหลาดใจ แต่เมื่อเห็นว่าเสื้อนอกของนางสวมคลุมเพียงลวก ๆ และเสื้อชั้นในก็หลวมโพรก เผยให้เห็นลำคอขาวผ่องและ่ไหล่ที่เนียนนุ่มอย่างชัดเจน ซึ่งสะดุดตาและเย้ายวนเป็อย่างยิ่ง
ใบหูของเขาก็เปลี่ยนเป็สีแดงโดยไม่รู้ตัว
ในวัยนี้ เขาพบเจอกับเื่ราวและประสบการณ์มามากมาย
แต่ผู้หญิงตรงหน้ากลับงดงามอย่างแท้จริง และดูเหมือนว่านางจะไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองมีเสน่ห์เพียงใด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้หญิงที่กล้าอยู่ร่วมชายคากับผู้ชายโดยไม่แสดงท่าทีขวยเขินเลยแบบนี้ แทบจะไม่มีให้เห็น
แน่นอนว่าเื่พวกนี้ ซ่งจินเหยาไม่เคยใส่ใจมาก่อน นางไม่ได้มาจากยุคสมัยนี้ แม้ว่าจะมีความทรงจำของเ้าของร่างเดิมอยู่บ้าง แต่มันก็ไม่ได้ฝังแน่นและลึกซึ้งนัก
ตอนนี้เสื้อผ้าด้านในของซ่งจินเหยาสวมเรียบร้อย เสื้อคลุมด้านนอกก็ทับอย่างมิดชิด
“ได้สิ” โม่หงเชินเบือนสายตาไปทางอื่น “เ้า...ข้าจะให้เวลาเ้าคิดอีกสิบวันเกี่ยวกับสถานการณ์ของครอบครัวข้า หากเ้าไม่เต็มใจ ข้าจะให้คนไปส่งเ้า…”
นี่คงเป็คำพูดที่เขาพูดกับนางยาวที่สุดในวันนี้แล้ว
ซ่งจินเหยาชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเข้าใจว่าเขาหมายถึงเื่แต่งงาน
นางเงยหน้าขึ้น “แล้วเงินสินสอดล่ะ?”
“ไม่จำเป็”
ซ่งจินเหยาไม่ได้แปลกใจอะไรนัก โม่หงเชินไม่ได้ยากจนอย่างที่ใคร ๆ คิด แต่เงินห้าสิบตำลึงก็ไม่ใช่น้อย ๆ…ใครจะอยากให้เงินของตัวเองสูญเปล่ากันล่ะ
เนื่องจากตระกูลฉางไม่ยอมส่งตัวเ้าสาวให้ เช่นนั้นก็ต้องคืนเงินสินสอดอยู่แล้ว
แต่ตอนนี้นางมาอยู่ที่นี่แล้ว แสดงให้เห็นถึงจุดยืนของตระกูลฉางและตระกูลหลี่ —พวกเขาส่งคนมาแล้ว แต่จะไม่คืนเงินเด็ดขาด
อย่างไรก็ตาม โม่หงเชินเองก็ไม่ได้คิดจะไปเอาเื่กับผู้หญิงตัวเล็ก ๆ อย่างนาง
แต่สำหรับซ่งจินเหยาแล้ว นางไม่ได้คิดจะจากไปเลย
เมื่อดูจากสถานการณ์ปัจจุบันของตนเอง จะให้นางกลับไปบ้านตระกูลหลี่งั้นหรือ? เป็ไปไม่ได้
ส่วนตระกูลฉางนั้น นางไม่มีความสัมพันธ์ใด ๆ กับพวกเขาเลย อีกทั้งลูกสาวของพวกเขาเองยังขายได้ การกลับไปที่นั่นก็คงไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวตาย
เมื่อพิจารณาดูแล้ว บ้านตระกูลโม่ถือเป็สถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด
ซ่งจินเหยากำลังจะเอ่ยตอบอะไรบางอย่าง แต่พอเงยหน้าขึ้น ก็พบว่าโม่หงเชินเดินจากไปแล้ว
ผู้ชายคนนี้ประหลาดจริงเชียว
แต่เพื่อเงิน…นางทนได้!
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
ซ่งจินเหยาตื่นขึ้นมาเพราะโม่ซีซีต้องเข้าห้องน้ำ
หลังจากจัดการตัวเองเสร็จแล้วเดินออกมาข้างนอก นางก็พบว่าโม่หงเชินออกไปนานแล้ว โม่เจิ้งตงและโม่เจิ้งหนานกำลังทำอาหารเช้าอยู่ในครัว พอเห็นซ่งจินเหยาอุ้มโม่ซีซีเดินเข้ามา โม่เจิ้งตงก็หยิบมันเทศสองหัวโยนเข้าไปในเตาเพิ่ม
ซ่งจินเหยาเอ่ยถาม “แล้วอาสะใภ้ห้าล่ะ?”
โม่เจิ้งหนานยังคงหวาดกลัวจากเื่ที่ได้ยินเมื่อวานและไม่กล้าพูดคุยกับนางมากนัก
โม่เจิ้งตงจึงเอ่ยตอบ “ท่านย่าห้าจะมาสาย ๆ"
ซ่งจินเหยาถามต่อ “แล้วพวกเ้าต้องไปเรียนตอนไหน?”
“สิ้นยามเหม่าขอรับ”
สิ้นยามเหม่า? ตอนนี้ก็เลยกลางยามเหม่ามาแล้ว ถ้ารอให้อาสะใภ้ห้ามาถึง เกรงว่าเด็กสองคนนี้คงต้องวิ่งเท่านั้นถึงจะไปเรียนทันเวลา
นั่นก็หมายความว่าอาสะใภ้ห้าไม่ได้ทำอาหารเช้าให้พวกเขาอย่างนั้นหรือ? แค่มาดูแลโม่ซีซีและทำอาหารสองมื้อให้เด็ก ๆ แค่นั้น?
“พวกเ้ามักจะทำอาหารเช้ากันเองหรือ? ท่านพ่อของพวกเ้าไม่สนใจหรือยังไง?”
เด็กทั้งสองนิ่งเงียบ
ซ่งจินเหยาเอ่ยถามอีกครั้ง "นางมักจะมาถึงกี่โมง?"
โม่เจิ้งตงเอ่ยตอบ “ก็ราว ๆ นี้ขอรับ”
ซ่งจินเหยาเข้าใจทันที…อาสะใภ้ห้านี่จงใจถ่วงเวลา คิดจะหาเื่กลั่นแกล้งนางแน่นอน
ซ่งจินเหยาแค่นเสียงเ็า ก่อนจะส่งโม่ซีซีให้โม่เจิ้งตง จากนั้นจึงหยิบไข่และแป้งที่เหลือไปทำเป็แป้งทอดไข่ ให้เด็กสองคนกินก่อน
“กินมันเทศมากเกินไปท้องจะอืดเอาได้ พวกเ้าต้องไปเรียน ดังนั้นอย่ากินมันเทศในตอนเช้า กินนี่ก็แล้วกัน”
โม่เจิ้งหนานมองดูมองแผ่นแป้งทอดไข่ตรงหน้า แม้ว่ามันจะไม่ได้ยัดไส้ด้วยเนื้อเหมือนเมื่อวาน แต่มันก็ทำจากไข่และมีกลิ่นหอมน่ากิน
น่าจะอร่อยเหมือนกัน…
เมื่อคืนนี้เขายังฝันถึงอาหารจนเลียริมฝีปาก ถ้าพวกเขาได้กินอาหารอร่อยแบบนี้ได้ทุกวันคงดีไม่น้อย…
แต่...มันจะมีพิษไหมนะ?
โม่เจิ้งตงหยิบแป้งทอดให้น้องชายหนึ่งชิ้น เขารู้ว่าน้องระแวง จึงกัดให้ดูคำหนึ่งก่อนพูดว่า “่สาย ๆ ท่านพ่อจะให้คนเอาเนื้อกลับมา บางทีก็มีอย่างอื่นมาด้วย ถ้าไม่มี...ก็ยังมีข้าวสารอยู่ตรงนั้น”
"ทุกวันหรือ?"
เมื่อซ่งจินเหยาได้ยินดังนั้นก็โกรธจัด นางรู้ว่าอาสะใภ้ห้าไม่ใช่คนดี ที่แท้เนื้อที่ว่านั้นมีมาส่งทุกวัน แต่กลับถูกนางแอบลักขโมยไปจนหมด!
หลังจากกินข้าวเช้าเสร็จ ซ่งจินเหยาก็ออกไปส่งเด็กทั้งสอง “รีบไปล่ะ อย่าไปสาย เดี๋ยวจะถูกอาจารย์ทำโทษ”
ส่วนนางก็เดินเตร่ไปตามเส้นทางหลังบ้าน เมื่อวานนี้ นางสังเกตเห็นว่าด้านหลังบ้านของโม่หงเชินมีแปลงผักอยู่แปลงหนึ่ง ผักในนั้นก็เติบโตงอกงามดี แต่ไม่รู้ว่าเป็ของบ้านใคร นางต้องไปถามให้แน่ชัด
มีบ้านหลังหนึ่งอยู่ใกล้กับแปลงผักนั้น ตอนเช้านางเห็นว่ามีคนลุกขึ้นมาทำงานแล้ว ซ่งจินเหยาจึงอุ้มโม่ซีซีเข้าไปทักทาย
หญิงเ้าของบ้านเปิดประตูออกมา เมื่อเห็นซ่งจินเหยาก็ยิ้มตาหยี “โอ้ เป็เ้านั่นเอง เ้าต้องเป็ภรรยาของน้องโม่แน่ ๆ เลย ใช่ไหม?”
เป็ผู้หญิงคนเดียวกับเมื่อวาน ซ่งจินเหยาตั้งใจจะเรียกนางว่า ‘ท่านป้า’ ด้วยความสุภาพ แต่เมื่อได้ยินอีกฝ่ายเรียกโม่หงเชินว่า ‘น้องโม่’ นางจึงเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่าจะเรียกอีกฝ่ายว่าอย่างไรดี
ผู้หญิงคนนั้นเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “สามีข้าทำงานให้น้องโม่ เขาจะเรียกข้าว่าพี่กุ้ยเซียง”
“คารวะพี่กุ้ยเซียง”
.
.
.