เวินจื่อถงทำแก้มป่องส่งเสียงฮึดฮัด พร้อมกับย้ำอีกครั้งว่า "พวกพี่ชายก็ต้องตัดชุดใหม่และทำผ้าห่มใหม่ด้วย ไม่อย่างนั้น ถงเป่าก็จะไม่เอาชุดใหม่เหมือนกัน!"
เวินจื่อซ่างชักมือกลับอย่างจนใจ พร้อมกับอธิบายว่า
"ถงเป่าเด็กดี แม้ตอนนี้พวกเราจะหาเงินได้บ้าง แต่ไม่มีใครรู้ว่าของสิ่งนี้จะถูกคนอื่นเลียนแบบเมื่อไหร่ พวกเรายังต้องเก็บเงินไว้สร้างบ้านใหม่ ดังนั้นส่วนไหนที่ประหยัดได้ก็ต้องประหยัด อีกอย่าง พวกพี่ไม่หนาวหรอก"
ยามนี้เพิ่งจะเริ่มเข้าสู่ต้นฤดูหนาว หิมะยังตกไม่หนัก แต่หากรออีกเดือนหนึ่ง เกรงว่าหิมะคงจะไม่หยุดตกง่าย ๆ
บ้านหญ้าคาแบบนี้ไม่แข็งแรง หากหิมะตกหนักขึ้น เกรงว่าจะถูกกดทับจนพังลงมาได้
ดังนั้นเวินจื่อซ่างจึงตั้งใจว่าควรจะรีบหาเงินเพื่อสร้างบ้านหลังใหม่ให้ได้
ไม่ต้องถึงขั้นบ้านอิฐบ้านกระเบื้อง อย่างน้อยก็น่าจะเป็บ้านดินอัดไม่ใช่หรือ?
อีกทั้ง ร่างกายของเวินจื่อถงเดิมทีก็อ่อนแอ หมอเฉินก็บอกแล้วว่าต้องใช้ยาดีในการบำรุง
แม้ตอนนี้เวินจื่อถงกำลังจะได้กราบอาจารย์หรงฉือ แต่ถึงแม้เขาจะสอนวิชาแพทย์ให้ได้ ทว่าคงไม่สามารถใช้สมุนไพรราคาแพงมารักษาเวินจื่อถงได้ตลอดหรอกใช่ไหม?
ทุกอย่างล้วนต้องใช้เงินทั้งสิ้น เวินจื่อซ่างจึงไม่กล้าใช้เงินฟุ่มเฟือยแม้แต่เหรียญเดียว
เวินจื่อเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็เข้าใจความตั้งใจของเวินจื่อซ่าง จึงเอ่ยปลอบเวินจื่อถงว่า "ถงเป่าเด็กดี พี่สามพูดถูกแล้ว พวกพี่ไม่หนาวหรอก"
"อื้อ! ถงเป่าต้องเป็เด็กดีนะ พี่เจ็ดก็ไม่หนาวเหมือนกัน!"
พอเวินจื่อชีพูดจบ ก็สูดน้ำมูกเสียงดังฟืดใหญ่ เห็นได้ชัดว่าหนาวจนตัวสั่น แต่กลับทำท่าทางไม่ใส่ใจ เพียงแต่ส่งยิ้มซื่อ ๆ ให้กับเวินจื่อถง
เวินจื่อถงมองดูท่าทางของพวกพี่ชาย ในใจทั้งสงสารและตื้นตัน
คนที่โตที่สุดในกลุ่มอายุเพียงสิบสองปีเท่านั้น หากเป็ในชาติก่อน อายุเท่านี้ใครบ้างจะไม่เป็แก้วตาดวงใจของครอบครัว?
เวินจื่อถงจะปล่อยให้พวกเขาหนาวแบบนี้ไม่ได้ หากอากาศเช่นนี้ยังสวมเสื้อผ้าบางเบา เกรงว่าจะหนาวตายจริง ๆ !
ทันใดนั้น ขอบตาของเวินจื่อถงก็เริ่มแดงก่ำ นางเบะปากน้อย ๆ แล้วเริ่มร้องไห้สะอึกสะอื้น
"ฮือ ๆ ๆ ! พี่ชายต้องตัดชุดใหม่ด้วย! ฮือ ๆ ๆ ! ถงเป่าไม่อยากให้พี่ชายหนาวตาย! ถงเป่าไม่มีท่านพ่อท่านแม่แล้ว มีแต่พวกพี่ชายเท่านั้น ฮือ ๆ ๆ ..."
เวินจื่อเอ๋อร์และคนอื่น ๆ เห็นเวินจื่อถงร้องไห้โฮออกมาทันทีก็ปวดใจยิ่งนัก หัวใจของพวกเขาเต้นระรัวตามเสียงร้องของนาง จึงรีบกรูเข้าไปปลอบโยนทีละคน
ทว่า ไม่ว่าพวกเขาจะปลอบอย่างไร เวินจื่อถงก็ไม่ยอมหยุด นางร้องไห้จนหอบหายใจไม่ทัน ราวกับจะสิ้นลมไปเสียให้ได้
"ได้ ๆ ๆ ซื้อ ๆ ๆ ซื้อให้หมดเลย ไว้คราวหน้าที่ไปตลาด พวกเราจะซื้อ ตกลงไหม?"
เวินจื่อซ่างเห็นเวินจื่อถงร้องไห้อย่างหนัก ในที่สุดก็ไร้หนทาง ทำได้เพียงยอมจำนนตกลงไป
เวินจื่อเอ๋อร์ลูบหลังเวินจื่อถงเบา ๆ ด้วยความกังวลว่าการร้องไห้อย่างหนักจะทำให้โรคหัวใจแต่กำเนิดกำเริบ พร้อมกับเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า
"ถงเป่าเด็กดี พวกเราจะทำตามที่เ้าบอก"
"อื้อ ๆ ๆ ! น้องเล็กอย่าร้องเลยนะ ถ้าเ้ายังร้องอีก พี่เจ็ด พี่เจ็ดก็จะร้องตามเ้าด้วยแล้ว"
ยามนี้เวินจื่อชีขอบตาก็แดงก่ำเช่นกัน เมื่อเห็นน้องสาวร้องไห้อย่างหนัก เขาก็ปวดใจจนอยากจะหลั่งน้ำตาตาม
เมื่อเวินจื่อถงได้รับคำยืนยันจากทุกคน เสียงร้องไห้จึงค่อย ๆ เบาลง แต่เพราะเพิ่งร้องไห้อย่างหนัก จึงยังมีอาการสะอึกสะอื้นอยู่บ้าง
"จริง... จริงนะเ้าคะ?"
"จริง!"
"จริง!"
"จริง!"
"พี่ ๆ ห้ามหลอกถงเป่าเด็ดขาดเลยนะ"
เวินจื่อถงรู้ว่าตนเองทำสำเร็จ แต่ก็ยังไม่วางใจจึงเสริมอีกประโยคว่า "ถ้าอย่างนั้นคราวหน้าที่ไปตลาด ถงเป่าจะไปด้วย"
นางต้องไปคอยเฝ้าไว้ เพื่อไม่ให้พวกพี่ชายไม่เชื่อฟังอีก!
อีกอย่าง สิ่งที่เวินจื่อซ่างพูดก็ถูกต้อง ด้วยสถานการณ์ของบ้านในตอนนี้ การเปลี่ยนที่อยู่อาศัยให้ดีขึ้นจะปลอดภัยกว่า ดังนั้นเวินจื่อถงจึงเริ่มพิจารณาถึงความเป็ไปได้ในการขึ้นเขาไปเก็บสมุนไพรมาขายแล้วเช่นกัน
ทุกคนมองดูใบหน้าเล็ก ๆ ที่ซีดเซียวของเวินจื่อถง ใครเล่าจะกล้าพูดคำว่าไม่? ต่างพากันพยักหน้าตอบตกลง
เนื่องจากในบ้านมีแต่ผู้ชาย ย่อมไม่สามารถเย็บเสื้อผ้าเองได้ เวินจื่อซ่างจึงนึกถึงเสิ่นชิวซวง หญิงปักผ้าในหมู่บ้าน
เสิ่นชิวซวงเป็สตรีที่มีฝีมือประณีตที่สุดในหมู่บ้านฉีซาน และเคยทำงานที่ร้านปักผ้าตระกูลฉินอยู่่หนึ่ง
เพียงแต่ต่อมา สามีของนางถูกเสือโคร่งโจมตีขณะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ จนขาขาดทั้งสองข้างและเป็อัมพาตติดเตียงไม่มีคนดูแล เสิ่นชิวซวงจึงต้องกลับมาดูแลสามีของนาง
เสิ่นชิวซวงมีความสัมพันธ์ค่อนข้างดีกับคนตระกูลเวินสายหลัก และปกตินางก็รับงานเย็บปักซ่อมแซมเสื้อผ้าเพื่อหาเงินมาจุนเจือครอบครัวอยู่แล้ว
เพราะเป็คนในหมู่บ้านเดียวกัน ค่าจ้างจึงไม่สูง เสื้อผ้าหนึ่งชุดคิดราคาเพียงสิบกว่าเหวิน ซึ่งเป็ราคาที่ยุติธรรมมาก
เวินจื่อซ่างให้เวินจื่อชีนำของไปส่งที่บ้านของเสิ่นชิวซวง ให้นางช่วยตัดชุดให้เวินจื่อถงสองชุด และทำผ้าห่มอีกหนึ่งผืน พร้อมกับมอบเงินสามสิบเหวินให้เวินจื่อชี
ในขณะเดียวกัน เวินจื่อซ่างก็ได้รู้เื่ที่เกิดขึ้นในวันนี้จากการบอกเล่าของเวินจื่อเอ๋อร์
นอกจากจะรู้สึกโกรธเคืองนางเฉินและเซวียลี่เหนียงแล้ว เขายังรู้สึกภูมิใจในตัวเวินจื่อถงเป็อย่างมาก
"การได้กราบอาจารย์ที่โรงหมอจี๋สื่อถังเป็เื่ดี! ข้าก็ได้ยินมาว่าโรงหมอจี๋สื่อถังนั้นมีความสามารถของจริง ถงเป่าของพวกเราต้องมีอนาคตไกลแน่นอน!"
เวินจื่อซ่างเอ่ยชมพร้อมรอยยิ้ม ก่อนจะชะงักครู่หนึ่งแล้วพูดต่อว่า "ส่วนเื่ของกำนัลกราบอาจารย์ จะทำแบบส่งเดชไม่ได้ เราจะปล่อยให้คนอื่นดูถูกถงเป่าไม่ได้เด็ดขาด เอาอย่างนี้ ข้าจะลองไปถามบ้านอื่นดู แล้วซื้อไข่ไก่เพิ่มอีกหน่อย นำมาเป็ของกำนัลกราบอาจารย์ ดีหรือไม่?"
เวินจื่อเอ๋อร์พยักหน้า ยามนี้ทำได้เพียงเท่านี้ หากมากกว่านี้พวกเขาก็ไม่มีปัญญาจะหามาได้
ทันใดนั้น เวินจื่อซ่างเหมือนจะนึกอะไรขึ้นได้ จึงนำตำรา กระดาษและพู่กันที่นำมาให้เวินจื่อเอ๋อร์ออกมาวางบนโต๊ะ แล้วพูดกับเวินจื่อเอ๋อร์ว่า
"เถ้าแก่บอกว่า พี่รองลายมือสวย คัดหนึ่งแผ่นได้เงินห้าสิบเหวิน"
"แผ่นเดียวตั้งห้าสิบเหวินเลยหรือ? ลายมือพี่รองมีค่าจริง ๆ ด้วย!"
เวินจื่อถงได้ยินดังนั้น ก็อดไม่ได้ที่จะโผเข้ากอดเวินจื่อเอ๋อร์ พร้อมกับมองดูตำราในอ้อมแขนของเขา
เวินจื่อเอ๋อร์ยิ้มบาง ๆ พลางลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเวินจื่อถงแล้วกล่าวว่า
"การคัดตำราไม่ใช่เื่ง่าย ทั้งรูปแบบตัวอักษรและการเลียนแบบต้องมีระเบียบแบบแผน หากเขียนผิดแม้แต่ตัวเดียวก็ต้องเขียนใหม่ทั้งหมด วันหนึ่งคัดได้สองแผ่นก็ถือว่าเก่งแล้ว"
โชคดีที่ร้านตำราจัดเตรียมกระดาษและพู่กันไว้ให้ เพราะปกติการคัดตำรามักจะคัดให้ตระกูลผู้ดี ซึ่งพวกเขามักจะพิถีพิถันเื่คุณภาพของพู่กันและกระดาษ จึงไม่สามารถใช้ของด้อยคุณภาพได้
เวินจื่อเอ๋อร์ถือกระดาษและพู่กันรวมถึงตำราไว้ในมือ ความรู้สึกที่ห่างหายไปนานหวนกลับมาอีกครั้ง เขารู้สึกตื้นตันใจอย่างยิ่งที่ได้สิ่งเหล่านี้กลับมา
เวินจื่อเอ๋อร์แทบจะรอไม่ไหวที่จะเริ่มลงมือเขียน เดิมทีเขาเป็คนรักการอ่านตำรา เมื่อไม่ได้ััสิ่งเหล่านี้มานานจึงรู้สึกกระวนกระวายใจยิ่งนัก
เวินจื่อซ่างและคนอื่น ๆ ย่อมมองออก จึงไม่รบกวนเวินจื่อเอ๋อร์และพากันถอยออกมา
เช้าตรู่วันต่อมา เวินจื่อซ่างและพวกเตรียมตัวขึ้นเขาเพื่อไปตัดฟืนและไม้ไผ่กลับมา
เพราะไม้ไผ่ที่บ้านหมดแล้ว หากไม่หามาเพิ่ม ตลาดนัดในอีกห้าวันข้างหน้าคงไม่มีของไปขาย
ทว่า เมื่อเวินจื่อซ่างตื่นขึ้นมาแล้วเดินไปที่หลังบ้าน กลับพบว่าดินที่หลังบ้านถูกพรวนไปแล้วครึ่งหนึ่ง
"นี่... พี่รอง เมื่อวานพี่พรวนดินหลังบ้านหรือ?"