ฉากทะเลเพลิงในยามวิกาล ที่กำลังลุกไหม้จนท้องฟ้าแดงฉาน เปลวเพลิงโหมกระหน่ำอย่างรุนแรง จนลุกลามไปทั่วทุกพื้นที่ เถ้าถ่านและควันดำทะมึนพวยพุ่งขึ้นเต็มนภา เสียงครึกโครมวุ่นวายผสานกับเสียงกรีดร้องคร่ำครวญอย่างหวาดกลัว มันเป็ภาพความสิ้นหวังดั่งวันโลกาวินาศที่ทุกชีวิตต้องดับสูญ
ภาพผู้คนมากมายกำลังถูกเข่นฆ่าล้มตาย จนพื้นถูกละเลงไปด้วยสีแดงของเื ในขณะที่ท้องฟ้าถูกย้อมจนแดงฉานไปด้วยแสงจากเปลวเพลิง แม้แต่คนอ่อนแอไร้ทางสู้ทั้งเด็ก สตรี ผู้ชรา ต้องเผชิญกับความเหี้ยมโหด อย่างที่มนุษย์ไม่เคยประสบพบพาน ผู้คนมากมายต้องล้มตายกลายเป็ร่างไร้ิญญา กองทับถมดั่งเนินเขาขนาดย่อม
เสียงร้องคำรามดุจสัตว์ร้ายกระหายเื ผสานกับเสียงคมอาวุธ ที่ดังไปทั่วทั้งอาณาบริเวณ ท่ามกลางเสียงเหล่านี้มีทหารกล้ามากมาย กำลังต่อเข้าสู้กับฝูงสัตว์ร้ายที่มีรูปร่างประหลาดจำนวนมาก แต่ภาพที่ปรากฏไม่อาจมองเป็การต่อสู้ได้ เพราะมนุษย์กลายเป็ผู้ถูกกระทำแต่เพียงถ่ายเดียวอย่างอำมหิต ร่างของทหารมากมายถูกบดขยี้จนแหลกเหลว
สัตว์ประหลาดเหล่านี้มีรูปร่างที่แตกต่างกันไป แต่มีสิ่งเหมือนกันคือ ร่างกายที่กำยำสูงใหญ่กว่าสามเมตร พวกมันรวมฝูงกันเป็จำนวนมากมายมหาศาล เข้ามาโจมตีเข่นฆ่าดั่งคลื่นั์จากท้องทะเล ซัดทำลายชายฝั่งจนพังพินาศ เป็สถานการณ์ที่เหล่าทหารกล้าไม่สามารถใช้กำลังของตนต้านทานกับสัตว์ประหลาดพวกนี้ได้
ถึงแม้จะหวาดกลัวเพียงใด แต่ทหารทุกนายไม่ยอมถอยหนี ต่างยอมพลีชีพของตน เพื่อปกป้องบ้านเมืองและครอบครัวที่ตนรัก ส่วนฝูงสัตว์ประหลาดอันน่าสะพรึง ใช้กรงเล็บที่แหลมคมของมันจับกระชาก จนร่างของบรรดาทหารกล้าฉีกขาดแยกจากกัน เส้นทางที่สัตว์ประหลาดฝูงนี้ได้ก้าวย่างไป มีมนุษย์มากมายต้องสังเวยชีวิตอย่างน่าสยดสยอง
ท้องนภาที่กลายเป็สีแดงฉานจากแสงสะท้อนของเปลวเพลิง ค่อยๆ ถูกเงามืดกลืนกินท้องฟ้า ให้กลับเข้าสู่ความมืดมิดอีกครั้ง มีเสียงคำรามขึ้นประดุจฟ้าร้อง จนกึกก้องไปทั่วอาณาบริเวณ เงาดำทะมึนที่กำลังปกคลุมท้องฟ้า เป็เงาของสัตว์ประหลาดร่างมหึมา ที่กำลังบินเหนือท้องฟ้าด้วยปีกทั้งสองข้างของมัน ปีกที่กระพือขึ้นลงทำให้เกิดเป็กระแสลมราวกับพายุคลั่ง
เ้าสัตว์ประหลาดที่น่าหวาดหวั่นตนนี้ มันมีฟันแหลมคมซ้อนกันเต็มปากดูน่าสะพรึงกลัว ส่วนร่างกายอันมหึมาของมันเหมือนมีพละกำลังไร้ขีดจำกัดจนไม่มีสิ่งใดมาต้านทานได้ ปีกทั้งสองข้างของมันกางออกกว้าง จากนั้นปากที่เต็มไปด้วยฟันแหลมคมเปิดอ้าออก แล้วพ่นเปลวเพลิงขนาดใหญ่พุ่งทะยานเข้าใส่บุรุษในชุดเกราะ
บุรุษสวมใส่ชุดเกราะมองดูสง่างามดั่งเทพบน์ กำลังลอยตัวอยู่เหนือท้องฟ้า เผชิญหน้ากับสัตว์ประหลาดที่น่าหวาดหวั่นตนนี้ ซึ่งอยู่ห่างออกไปราวสามสิบเมตร บุรุษผู้นี้ได้ชูดาบของตนขึ้นเหนือศีรษะ จากนั้นได้บังเกิดแสงสีทองเปล่งประกายออกมาจากดาบเล่มนั้น แสงที่เกิดขึ้นได้พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า
ท้องฟ้าที่มืดมิดจากฝุ่นควันและเมฆหมอก ได้เกิดแสงสว่างขึ้นเหนือท้องนภาอย่างฉับพลัน จนเมฆหมอกและฝุ่นควันอันหนาแน่นไม่อาจปิดกั้นแสง ให้ส่องทะลุผ่านลงมายังฝืนแผ่นดินได้ แสงสว่างที่เกิดขึ้นเหนือท้องฟ้าค่อยๆ เคลื่อนตัวเข้ามารวมกันเป็จุดเดียว จนกลายเป็ลำแสงขนาดใหญ่พุ่งลงจากฟากฟ้า กลับมายังปลายดาบเล่มนั้นดังเดิม ลำแสงเ่าั้ได้ก่อเป็รูปร่างดาบขนาดใหญ่
เมื่อเปลวเพลิงั์พุ่งเข้าหาบุรุษในชุดเกราะ ดาบขนาดใหญ่ที่เกิดจากแสงสว่าง ก็ถูกกวัดแกว่งฟาดฟันปะทะกับเปลวเพลิง ชั่วครู่ต่อมาเกิดเสียงะเิดังกึกก้องกัมปนาท ราวกับฟ้าถล่มดินทลาย การปะทะของพลังทั้งสองได้เกิดการะเิอย่างรุนแรงเหนือท้องฟ้า
การปะทะของพลังทั้งสองเกิดแสงสว่างเจิดจ้าบาดตา ราวกับการจ้องมองดวงอาทิตย์ มีเสียงและการะเิอย่างรุนแรงตามมา จนทำให้แผ่นดินสั่นสะท้านราวแผ่นดินไหว มีคลื่นลมแรงราวมหาวายุทั่วบริเวณ สิ่งมีชีวิตที่อยู่ในระยะใกล้กับการปะทะ ล้วนถูกแผดเผาทำลายสิ้น ปราสาทบ้านเรือนถล่มพังทลายราบคาบ..........
เอ้ก อี๊ เอ้ก เอ๊ก...........ก (เสียงไก่ขัน)
“อืม....ม! คืนนี้ข้าก็ฝันเห็นเหตุการณ์เดิมเื่เดิม ตามเคย”
ข้ามีชื่อว่า "ริท" มีนามเต็มว่า หฤทรา สุริยะวรรณ (หะ-ริด-ทรา) ชื่อของข้ามีความนัยแฝงอยู่หลายชั้น คนทั่วไปอาจเข้าใจว่าเป็ชื่อที่นำคำสองความหมายมาประสมคำกัน นั้นคือ หริต (หะ-ริด) มีความหมายว่า "เขียว" และคำว่า ธรา (ทะ-รา) มีความหมายว่า "แผ่นดิน" เมื่อนำทั้งสองคำมารวมกันจะมีความหมาย "แผ่นดินสีเขียว" หรือ ผืนดินที่อุดมสมบูรณ์
แต่แท้จริงแล้ว ชื่อข้ามาจากคำว่า หฤ (หะ-รึ) หมายความว่า "หัวใจ" และคำว่า ธีระ (ที-ระ) หมายความว่า "นักปราชญ์" ซึ่งมาจากชื่อของเทพโบราณ ผู้เป็สัญลักษณ์แห่งปัญญามีนามว่า เทพีอธีน่า แต่เพื่อให้เหมาะกับเพศชาย จึงแผลงมาเป็ ธีระ เมื่อนำทั้งสองคำมาประสมกันจะมีความหมายโดยนัยว่า "หัวใจนักปราชญ์"
หัวใจนักปราชญ์ เป็ปรัชญาโบราณว่าด้วยเื่ ทักษะของนักปราชญ์หรือบัณฑิตที่พึงมีสี่ประการ ได้แก่การฟัง การคิด การถาม และการเขียน เป็ทักษะสำคัญที่จะช่วยให้ถ่ายทอดความคิด ความรู้ ความเข้าใจ ความรู้สึก และทัศนะของตนเอง ท่านพ่อเป็ผู้ตั้งชื่อให้กับข้า และบอกความหมายเหล่านี้ให้ข้ารับรู้
ข้ารู้สึกชื่นชอบความหมายชื่อของตนเองมาก ท่านพ่อบอกว่าชื่อเป็สิ่งที่อยู่กับเรามาั้แ่กำเนิด และเป็ด่านแรกที่ทำให้คนอื่นรู้จักเรา เพราะชื่อเป็สัญลักษณ์แทนตนเอง เป็สิ่งที่มีอิทธิพลต่อความคิด ดังนั้นการมีชื่อที่ดีก็มีส่วนช่วยทำให้เรา มีความมั่นใจในตนเองและนับถือตนเอง
ั้แ่เริ่มจำความได้ ข้าฝันเห็นเื่ราวเดิมซ้ำๆ วนไปวนมา แบบหาเหตุผลไม่ได้ ตอนอายุห้าขวบก็จำได้แล้วว่าฝันถึงเื่ราวนี้อยู่ตลอดใน่เวลาสองปีที่ผ่านมา ตอนฝันถึงเหตุการณ์นี้ครั้งแรกจำได้ว่า ข้าเกิดใตื่นขึ้นมากลางดึก และร้องไห้ตลอดทั้งคืน แต่ ณ เวลานั้นข้ายังเล็กและไม่รู้ความมากนัก จึงไม่สามารถบอกเล่าเื่ราวให้ท่านพ่อรับฟังได้
ตอนนี้ข้ามีอายุเจ็ดขวบ ความคิดความอ่านมีมากขึ้น เื่ความฝันที่ต้องพบเจอบ่อยครั้งในยามหลับ ทำให้เกิดความเคยชิน จึงไม่รู้สึกหวาดกลัวและไม่ใส่ใจกับมัน เพราะมันไม่ได้มีผลต่อสุขภาพจิตใจของข้า ที่นำไปสู่ความวิตกกังวล ซึมเศร้า หรือกลัวอย่างไรเหตุผล ซึ่งมันอาจส่งผลให้อารมณ์ไม่มั่นคงเปลี่ยนแปลงง่าย จนกลายเป็โรคประสาทได้
ดังนั้นข้าจึงไม่คิดที่จะเล่าความฝันนี้ให้ผู้ใดรับฟัง เพราะเกรงว่าผู้อื่นจะมองว่าข้า มีความผิดปกติเกี่ยวกับระบบประสาท ข้าได้ลองสอบถามเพื่อนหลายคน แต่ก็ไม่เคยมีผู้ใดฝันถึงเื่ราวเดิมซ้ำไปซ้ำมา อย่างมากเพียงแค่สองหรือสามหน ดังนั้นข้าจึงเลือกที่จะเก็บมันไว้ และไม่บอกเล่าให้ผู้ใดรับรู้ เพราะมันไม่ได้มีผลกระทบใดๆ ต่อข้าอีกแล้ว
ตอนนี้เวลาประมาณตีสี่ใกล้รุ่งท้องฟ้ากำลังจะสาง เป็เวลาตื่นนอนของข้า เมื่อลุกขึ้นจากเตียงจะออกกำลังกายเล็กน้อย เพื่อยืดกล้ามเนื้อใช้เวลาประมาณ 10 นาที จากนั้นจึงออกไปวิ่งใช้เวลาประมาณ 30 นาที ก่อนออกไปวิ่งข้าจะใช้น้ำสะอาดล้างหน้าล้างตา เพื่อให้ร่างกายเกิดความรู้สึกสดชื่นตื่นตัว
การวิ่งออกกำลังกายของข้า จะใช้เส้นทางไปยังสวนผักเพื่อรดน้ำแปลงผักที่ข้าได้ปลูกไว้ เพื่อไม่ให้เสียเวลาเปล่า จนเวลาใกล้ถึงหนึ่งโมงเช้าจึงค่อยกลับเข้าบ้าน ข้าอาศัยอยู่กับท่านพ่อเพียงสองคน อาหารเช้าท่านพ่อจะเป็ผู้เข้าครัวลงมือปรุงอาหาร ส่วนข้ากลับเข้าบ้านมาอาบน้ำแต่งกาย และมาทานอาหารเช้าพร้อมกับท่านพ่อ จากนั้นแต่งกายและเตรียมออกเดินทางไปโรงเรียน
ท่านพ่อสอนให้ข้าตื่นนอน่เช้ามืด เพื่อออกกำลังกายและทำงานในตอนเช้า อย่างการดูแลรดน้ำแปลงผัก พืชผักเหล่านี้ส่วนหนึ่งได้นำมาปรุงเป็อาหาร และส่วนที่เหลือจะนำไปขายที่ตลาดในหมู่บ้าน ท่านพ่อยังสอนให้รู้จักวางแผน และแบ่งเวลาในการทำงานอย่างถูกต้อง หากปล่อยให้วันเวลาผ่านพ้นไปแล้ว จะไม่หวนคืนมาใหม่ ดังนั้นข้าจึงพยายามบริหารเวลา และทำกิจวัตรเช่นนี้ในทุกๆ เช้า ตลอดใน่หนึ่งปีที่ผ่านมา
“ท่านพ่ออาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยหรือยัง”
“เรียบร้อย! เ้ามานั่งกินให้อิ่ม แล้วรีบเดินทางไปโรงเรียน”
“ท่านพ่อจะทานพร้อมกันหรือไม่ ข้าจะได้ตักข้าวให้ท่านด้วย”
“อื่ม! เ้าตักให้ข้าสักครึ่งชามก็พอ”
ในแทบทุกเช้า ข้ากับท่านพ่อจะนั่งรับประทานอาหารร่วมกัน ยกเว้นวันที่ท่านพ่อมีธุระ ต้องไปคุ้มคนงานเพาะปลูกที่สวน ใน่ฤดูเก็บเกี่ยว ซึ่งจะออกจากบ้านไปั้แ่เช้ามืด ใน่นั้นข้าต้องรีบกลับเข้าบ้านก่อนเวลา เพื่อมาทำอาหารเช้าทานเอง
ท่านพ่อของข้ามีนามว่า ภัสรุณ สุริยะวรรณ อายุ 47 ปี ถือครองวรรณะ "เกษตรยะ" มีหน้าที่เป็ผู้เพาะปลูกพืชพรรณต่างๆ และยังมีงานเสริมเป็หมอยาสมุนไพรประจำหมู่บ้าน ท่านพ่อไม่สามารถเปิดโรงหมอได้ เพราะไม่ได้ศึกษาและผ่านเกณฑ์คุณสมบัติผู้ถือครองวรรณะ "แพทยะ" จากสถาบัน ดังนั้นจึงไม่ได้รับอนุญาตให้เปิดสถานรักษา
ถึงแม้ท่านพ่อจะไม่ได้รับอนุญาตจากสถาบันโดยตรง แต่ได้ผ่านการอบรม และได้การรับรองความรู้ทักษะทางการแพทย์ จากศูนย์การแพทย์ปฐมภูมิของหมู่บ้านซึ่งทางการได้ตั้งขึ้น จึงได้รับหน้าที่เป็หมออาสาประจำหมู่บ้าน สามารถตรวจรักษาและจ่ายยาเบื้องต้นได้
หมออาสาในหมู่บ้าน ส่วนใหญ่เป็หมอยาสมุนไพร ยาสมุนไพรได้จากการพึ่งพาธรรมชาติ และผู้ที่มีความรู้ความสามารถ รู้สรรพคุณในการใช้สมุนไพรรักษาโรค โดยใช้กรรมวิธีตามภูมิปัญญาโบราณที่ได้รับสืบทอดมา ซึ่งมีความสำคัญมากสำหรับหมู่บ้านที่อยู่ห่างไกลจากตัวเมือง ดังนั้นชาวบ้านจึงมักพึ่งพายา จากหมอยาสมุนไพรเป็หลัก เพราะด้วยราคาที่ถูกและเข้าถึงได้ง่าย
ส่วนตัวข้ายังไม่ได้ถือครองวรรณะใด จนกว่าจะเรียนจบหลักสูตรและผ่านเกณฑ์ผู้ถือครองวรรณะจากทางสถาบัน วรรณะก็คือหน้าที่แบ่งตามความสามารถ และความถนัดของแต่ละบุคคล เพื่อแบ่งหน้าที่ผู้คนในสังคมหรือเรียกว่าอาชีพก็ได้ และยังบอกถึงชนชั้นสถานะทางสังคมได้อีกด้วย
แต่มีเพื่อนข้าหลายคน ได้ถือครองวรรณะตามบิดามารดาั้แ่อายุเพียงหนึ่งขวบ โดยมีกฎเกณฑ์ว่าบิดามารดาต้องถือครองวรรณะเดียวกัน และเด็กที่ถือครองวรรณะตามบิดามารดา จะได้รับการดูแลจากทางการเป็กรณีพิเศษ
สิ่งที่ข้าสังเกตเห็นคือ เด็กที่ได้รับการสนับสนุนจากทางการ จะได้สิทธิพิเศษมากมาย เช่นทรัพยากรและทุนทรัพย์สนับสนุนเพื่อการศึกษา หลักสูตรการเรียนและการอบรมเป็กรณีพิเศษ ทำให้เด็กๆ เหล่านี้มีทักษะความรู้ความสามารถ มากกว่าเด็กที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน เรียกว่า เป็เด็กฉลาด หรือเด็กอัจฉริยะ เลยทีเดียว
ข้ายังไม่ได้เรียนรู้เื่ของระบบวรรณะ เพียงรับรู้จากการสอบถามและสังเกตลักษณะการแต่งภายนอก ในแต่ละวรรณะจะมีเครื่องแบบเครื่องแต่งกาย อันเป็เอกลักษณ์ของแต่ละวรรณะ จุดสังเกตได้เด่นชัดที่สุดคือเื่สีสันของชุดแต่งกาย เช่นท่านพ่อของข้าครองวรรณะเกษตรยะ จะมีสีของชุดแต่งกายเป็สีเขียวโทนเข้ม
ส่วนนักเรียนระดับปฐมอย่างข้าก็มีเครื่องแบบเช่นกัน โรงเรียนที่ทางการสร้างขึ้น จะกำหนดชุดเครื่องแบบแต่งกายให้เป็รูปแบบเดียวกันทั้งหมด ในทุกโรงเรียนของทางการทั่วทั้งอาณาจักร ชุดแต่งกายของนักเรียนชายเป็เสื้อคอแบะสีขาว ในส่วนปกคอเสื้อเป็สีดำ กระดุมผ่าด้านหน้าตลอด ปล่อยเอวแขนสั้น ส่วนกางเกงเป็สีดำขาสั้นสูงเหนือเข่าเล็กน้อย
ส่วนชุดแต่งกายนักเรียนหญิงเป็ชุดกระโปรงติดกัน ลักษณะในการตัดเย็บส่วนบนเป็เสื้อแขนสั้น และส่วนล่างเป็กระโปรง ทั้งสองส่วนต่อกันเย็บรวมเป็ชิ้นเดียว ส่วนบนมีสีขาวส่วนล่างมีสีดำ ปกคอเสื้อเป็คอบัวมีสีดำ ส่วนของกระโปรงยาวต่ำกว่าเข่าเล็กน้อย
เครื่องแบบนักเรียนชายและนักเรียนหญิง ในชั้นเรียนระดับปฐม จะมีลักษณะรูปแบบการตัดเย็บพื้นฐานเหมือนกัน จะแตกต่างกันตรงที่แต่ละโรงเรียน มีการปักตราสัญลักษณ์ประจำโรงเรียนของตน ไว้บริเวณหน้าอกเสื้อด้านซ้าย
ยังมีสัญลักษณ์ที่ใช้แบ่งขั้นของระดับปฐม ต้องมีเหมือนกันทุกโรงเรียน ไม่ว่าจะเป็โรงเรียนของทางการ หรือโรงเรียนของเอกชน จะต้องใช้ตราสัญลักษณ์การแบ่งขั้นที่เหมือนกัน นั้นคือสัญลักษณ์รูปดาวห้าแฉกที่มีสีทองแดงประกายแวววาว
นักเรียนทุกคนจะได้เข็มกลัดขนาดเล็ก เพื่อติดบริเวณปกคอเสื้อด้านขวา ในระดับปฐมชั้นเอกจะได้เข็มกลัดรูปดาวหนึ่งดวง แต่เมื่อสอบผ่านการเลื่อนขั้นเป็ปฐมชั้นโท จะได้เข็มกลัดรูปดาวเพิ่มจากทางโรงเรียนอีกหนึ่งดวง เมื่อนำรวมกับเข็มกลัดเดิม จะกลายเป็ดาวสองดวง และเมื่อเลื่อนขั้นเป็ชั้นตรี ก็จะได้ดาวเพิ่มอีกหนึ่งดวง รวมเป็ดาวสามดวง
ส่วนระดับมัชณิมา ก็จะเปลี่ยนเป็สัญลักษณ์เป็ดาวห้าแฉกสีเงิน จะได้เข้มกลัดเพิ่มขั้นละหนึ่งดวง แบบเดียวกับระดับชั้นปฐม และยังมีระดับปัจฉิมจะได้สัญลักษณ์เป็ดาวสีทอง
ทางการบังคับให้เด็กทุกคนต้องเรียนหนังสือ ในโรงเรียนที่ทางการสร้างขึ้น จะมีการแบ่งสายการเรียนออกเป็สองสายคือ สายวิชาชีพ และสายวิชาการ โดยมีระดับชั้นปฐมเป็ชั้นเรียนเริ่มต้นทั้งสองสาย
หากเลือกสายวิชาชีพ เมื่อศึกษาเล่าเรียนจนจบระดับปฐมชั้นตรีแล้ว นักเรียนสามารถไปศึกษาต่อในสถาบันชั้นต้น เพื่อเรียนรู้วิชาชีพต่างๆ เช่นสถาบันเกษตรยะ สถาบันพลกรยะ สถาบันพิริยะ เป็ต้น ส่วนสายวิชาการ จำเป็ต้องศึกษาให้จบจนถึงระดับปัจฉิมชั้นตรี เพื่อเข้าไปศึกษาต่อในสถาบันชั้นสูง
แต่ถ้าไม่เข้าศึกษาต่อในสถาบันชั้นสูง เมื่อเรียนจบระดับปัจฉิม ก็สามารถเข้าศึกษาต่อในสถาบันชั้นกลาง เพื่อเรียนรู้วิชาชีพอาทิ สถาบันวาณิชยะ สถาบันอานันทยะ สถาบันแพทยะ เป็ต้น ซึ่งขึ้นอยู่กับความรู้ความสามารถของแต่ละคน ที่จะสามารถไปได้ไกลแค่ไหน