ในจังหวะนั้นเอง มีชายฉกรรจ์ร่างั์คนหนึ่งเดินฝ่ากลุ่มควันเข้ามา เขาคือ พี่ใหญ่สือ นักแบกซุงที่ท่าเรือผู้มีกำลังวังชาและมักจะหิวโซอยู่เสมอ “เ้าหนู... ควันเยอะช่างมัน ข้าหิวข้าศึกเต็มแก่แล้ว ข้าวจี่ของแกหน้าตาน่ากินดี เอามาให้ข้าลองชิ้นนึง!”
พี่ใหญ่สือควักเงิน 3 อีแปะฟาดลงบนรถเข็น เสี่ยวฟานใจชื้นรีบใช้ใบตองรองข้าวจี่เพลิงโลกันตร์ที่ผิวภายนอกเหลืองกรอบน่าทานยื่นให้ “เชิญครับพี่ใหญ่สือ ชิ้นนี้รับรองอิ่มไปถึงชาติหน้า!”
พี่ใหญ่สือไม่รอช้า อ้าปากกว้างงับข้าวจี่เข้าไปคำโต เคี้ยวตุ้ย ๆ เคี้ยวไปได้สามคำ... ร่างั์ก็ชะงักกึก ดวงตาเบิกโพลงกว้างจนแทบหลุดออกจากเบ้า เส้นเืที่คอปูดโป่ง ใบหน้าแปรเปลี่ยนจากสีแทนเป็สีแดงก่ำ แล้วกลายเป็สีม่วงคล้ำในพริบตา!
ความเผ็ดร้อนของพริกแห้งและขิงบดทะลวงเข้าหลอดลมของพี่ใหญ่สืออย่างรุนแรง
“อั่ก...! กะ... แก...!” พี่ใหญ่สือพูดไม่ออก เขาพ่นเศษข้าวออกมา ควันแทบจะพุ่งออกจากหู ร่างั์ดิ้นพล่าน เอามือกุมคอแล้ววิ่งเข้าใส่ถังน้ำล้างปลาของแผงข้าง ๆ ยกถังน้ำคาวปลาขึ้นดื่มรวดเดียวหมดถังเพื่อดับไฟในทรวง
“เฮ้ย! พี่ใหญ่สือ! นั่นมันน้ำล้างปลานะ!” เถ้าแก่เนี้ยโจวกรีดร้อง
ผลลัพธ์: วันแรกพังพินาศย่อยยับ นอกจากจะขายไม่ได้เพิ่มแล้ว หลินเสี่ยวฟานยังต้องยอมควักเงิน 3 อีแปะคืนให้พี่ใหญ่สือ แแถมยังต้องแจกน้ำชาอุ่น ๆ ในกาของตัวเองเพื่อขอโทษชาวบ้านรอบ ๆ อีกหลายคนเพื่อไม่ให้โดนรุมประชาทัณฑ์ บัญชีวันแรกติดลบค่าถ่านและค่าน้ำมันหมู หน้าแตกละเอียดไม่มีชิ้นดี
เมื่อฝุ่นควันเริ่มจางลง เสี่ยวฟานยืนมองกระเป๋าเงินที่ว่างเปล่าพลางถอนหายใจยาว ทว่าใบหน้าของเขายังคงเชิดขึ้นอย่างทรนง “ช่างมัน! ถือว่าวันนี้ข้าบริจาคทานค่าน้ำชาให้ชาวบ้านได้ตระหนักถึงความร้อนแรงแห่งชีวิต!” เขากล่าวเสียงดังให้คนที่เหลืออยู่ได้ยิน นายน้อยกู้ที่แอบมองอยู่ห่างๆ หัวเราะลั่นอย่างสะใจ “ฮ่าๆๆ จอมยุทธ์เสี่ยวฟาน วันแรกก็เจ๊งไม่เป็ท่าซะแล้ว!” เสี่ยวฟานได้แต่นิ่งเงียบในใจ สัญญากับตัวเองว่าพรุ่งนี้จะต้องกู้หน้ากลับมาให้ได้ร้อยเท่าพันทวี!