คิ้วของเย่เจียงเฉินขมวดเล็กน้อย เมื่อสายตาปะทะกับแววตาแข็งกร้าวของชายแปลกหน้า เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็ใครหรือ้าอะไร แต่จากท่าทีที่แสดงออก บ่งบอกชัดเจนว่าคงไม่ได้มาดีแน่
"มีธุระอะไร?"
ชายสวมเชิ้ตแดงแสยะยิ้ม มุมปากยกขึ้นอย่างเ้าเล่ห์ บนแขนของเขามีรอยสักลวดลายคล้ายเปลวเพลิงสีดำ เสื้อเชิ้ตสั่งตัดจากผ้าเนื้อดี รวมถึงนาฬิกาข้อมือแบรนด์หรูเรือนทอง บ่งบอกถึงฐานะอันมั่งคั่งของเขา บางทีอาจเป็ลูกชายเศรษฐีสักคนในเมือง
"ธุระของฉันก็คือมาจัดการกับปากเน่าๆของแกยังไงล่ะ”
โจวซือหาวเดินมาด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง ดวงตาของเขาฉายแววดูถูกเหยียดหยาม ใบหน้าของทั้งสองห่างกันไม่ถึงคืบ โจวซือหาวใช้มือกระชากคอเสื้อเย่เจียงเฉินอย่างแรง
เย่เจียงเฉินไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย ดวงตาคมกริบของเขาจ้องตอบกลับอย่างสงบนิ่ง ทว่าภายใต้ความเงียบงันนั้นกลับมีแรงกดดันบางอย่างแผ่ซ่านออกมา
การแสดงออกของเย่เจียงเฉินทำให้โจวซือหาวรู้สึกเหมือนถูกยั่วยุ ความมั่นใจของอีกฝ่ายไม่ต่างจากการท้าทายเขาต่อหน้าผู้คน
"ได้ยินว่าแกเคยพิการ แต่ไม่คิดว่าพอเดินได้จะอวดดีขนาดนี้ ดูเหมือนฉันต้องทำให้ขาแกพิการอีกรอบถึงจะเจียมตัวได้"
แววตาเย่เจียงเฉินยังคงสงบเยือกเย็น หากเป็เขาเมื่อก่อนคงรีบวิ่งหนีไปแล้ว แต่ตอนนี้ระบบกำลังควบคุมสารเคมีในสมอง ทำให้เขาไม่รู้สึกหวาดหวั่นชายเบื้องหน้าเลยแม้แต่น้อย
"ถ้าทำได้ก็ลองดูสิ" เย่เจียงเฉินกล่าวท้าทาย น้ำเสียงของเขาหนักแน่นและมั่นคง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น โทสะของโจวซือหาวก็พร้อมปะทุ ผิวหน้าของเขาแดงก่ำ เส้นเืที่ขมับเต้นตุบๆ เดิมทีเขาตั้งใจแค่จะมาข่มขวัญเย่เจียงเฉินเท่านั้น ไม่คิดว่าจะกล้าท้าทายเขาถึงเพียงนี้
พลังปราณทั่วร่างโจวซือหาวไหลเอ่อขึ้นมาอย่างรุนแรง ราวกับพายุที่กำลังก่อตัว เขาคำรามลั่น ก่อนจะใช้มืออีกข้างต่อยไปยังใบหน้าเย่เจียงเฉินอย่างเต็มแรง หมัดของเขาแหวกอากาศด้วยความเร็วสูง ก่อให้เกิดเสียงดังสนั่น ความรุนแรงนั้นราวกับปืนใหญ่พร้อมที่จะทำลายทุกสิ่งที่ขวางหน้า
เย่เจียงเฉินปัดมือที่กำคอเสื้อออกอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเบี่ยงตัวหลบหมัดได้อย่างหวุดหวิด หมัดของโจวซือหาวเฉียดใบหน้าเขาไปเพียงเล็กน้อย แรงลมจากหมัดนั้นปะทะใบหน้าของเย่เจียงเฉินอย่างจัง ทำให้ผมของเขาปลิวไสว
[กำลังประเมินความแข็งแกร่งของอีกฝ่าย]
[ความแข็งแกร่งอยู่ในระดับนักสู้ฝึกหัดขั้นกลาง]
เสียงของเจ็นดังขึ้น
เย่เจียงเฉินเพิ่งเคยรับมือนักสู้ฝึกหัดขั้นกลางเป็ครั้งแรก พละกำลังและความเร็วของโจวซือหาวแตกต่างจากตอนที่เขาจัดการหานเฟิงอย่างสิ้นเชิง มันทรงพลังและรวดเร็วกว่าที่เขาคิดมาก
ใบหน้าของโจวซือหาวเต็มไปด้วยความประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด เขาพุ่งเข้าหาเย่เจียงเฉินด้วยความเร็วที่น่าเหลือเชื่อ พลังปราณสีแดงเข้มปกคลุมทั่วร่างของเขา หมัดของเขาแต่ละหมัดอัดแน่นไปด้วยพลังทำลายล้าง มุ่งหวังที่จะบดขยี้เย่เจียงเฉินให้แหลกเป็จุณ
เย่เจียงเฉินพยายามหลบหลีกการโจมตีของโจวซือหาวอย่างสุดความสามารถ เขาสามารถหลบได้หลายครั้ง แต่ก็ถูกโจมตีเข้าที่สีข้างอย่างจัง ทำให้ร่างของเขากระเด็นไปเล็กน้อย
"หึ! นึกว่าจะแน่!" โจวซือหาวหัวเราะเยาะเย่เจียงเฉินด้วยความมั่นใจ
เย่เจียงเฉินกัดฟันลุกขึ้นมาด้วยความยากลำบาก เขารู้สึกเ็ป แต่ก็พยายามที่จะรวบรวมสติและเตรียมพร้อมสำหรับการต่อสู้ต่อไป เขาสังเกตว่าความเร็วและพลังของโจวซือหาวนั้นเหนือกว่าเขาเพียงเล็กน้อย
โจวซือหาวไม่รอช้า พุ่งเข้าหาเย่เจียงเฉินอีกครั้งด้วยความเร็วที่เพิ่มขึ้น หมัดของเขาแต่ละหมัดรวดเร็วและรุนแรงยิ่งกว่าเดิม แต่เย่เจียงเฉินก็สามารถหลบหลีกและปัดป้องได้ดีขึ้น
การต่อสู้ดำเนินไปอย่างสูสี ทั้งสองปะทะกันด้วยความเร็วและความรุนแรงที่เหนืุ์ แต่โจวซือหาวก็ยังคงได้เปรียบอยู่เล็กน้อย
สีหน้าของเย่เจียงเฉยเผยแววความเหนื่อยล้า ในขณะที่ชายหนุ่มกำลังหาทางตอบโต้ ตำรวจที่เดินลาดตระเวนอยู่บริเวณนั้นก็สังเกตเห็นพวกเขา
"เฮ้ ตรงนั้นมีอะไรกัน!"
ตำรวจนายหนึ่งรีบก้าวเข้ามาอย่างรวดเร็ว มือวางใกล้ปลายด้ามกระบองที่ข้างเอว น้ำเสียงเด็ดขาดพร้อมแววตาเคร่งขรึม สายตาเหลือบมองเย่เจียงเฉินกับโจวซือหาวสลับกัน ราวกับกำลังประเมินว่าใครเป็ฝ่ายก่อเื่
โจวซือหาวขบกรามแน่นด้วยความไม่พอใจ เขาไม่กลัวตำรวจ แต่ก็ไม่อยากที่จะเสียเวลาไปโรงพัก อีกทั้งตอนนี้เขายังโดนพ่อตัวเองคุมความประพฤติ หากรู้ว่าเขาออกมามีเื่ชกต่อยกับเด็กนักเรียน เขาคงถูกกักบริเวณไปหลายวัน
"พวกเราแค่ออกกำลังกายกันนิดหน่อย มีปัญหาอะไรหรือเปล่าครับคุณตำรวจ?" โจวซือหาวฝืนยิ้มออกมาอย่างเป็มิตร
ตำรวจนายนั้นมองโจวซือหาวด้วยสายตาที่เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ก่อนจะหันมาทางเย่เจียงเฉิน "จริงอย่างที่เขาว่าไหม?"
เหวินเทาที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เตรียมจะอ้าปากพูดบางอย่าง แต่เย่เจียงเฉินยกมือปรามไว้เสียก่อน
"ตามนั้นเลยครับคุณตำรวจ พวกผมแค่ลองซ้อมมือกันนิดหน่อยเท่านั้นเอง" เย่เจียงเฉินตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
ตำรวจนายนั้นยังคงมีแววความสงสัยอยู่ในสายตา แแต่เมื่อไม่พบพิรุธเขาจึงพยักหน้าแล้วเดินจากไป
"คราวหน้าแกไม่รอดแน่" โจวซือหาวโน้มตัวมากระซิบด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม เขาเดินไปนั่งบนรถสปอร์ตแล้วปิดประตูอย่างแรง ก่อนจะขับออกไปอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน เหวินเทาที่แอบเฝ้าดูอยู่ห่าง ๆ ก็ถอนหายใจอย่างโล่งอก เขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดเย่เจียงเฉินถึงไม่ยอมบอกความจริงกับตำรวจ แต่ก็คาดว่าเพื่อนของเขาคงมีเหตุผลของตัวเอง
"หมอนั่นเป็ใครกัน?" เย่เจียงเฉินถาม
"เหมือนว่าฉันจะเคยห็นหน้าเขามาก่อนนะ ถ้าจำไม่ผิดเขาน่าจะชื่อโจวซือหาว เป็คนที่คอยตามจีบเสี่ยวเหม่ย"
เย่เจียงเฉินเริ่มเข้าใจแล้ว เสี่ยวเหม่ยอาจเป็คนอยู่เื้ัเื่นี้ ซึ่งนั้นหมายความว่าเธอเป็คนเ้าคิดเ้าแค้นมากเลยทีเดียว
อพาร์ตเมนต์ราคาถูกในย่านแออัดยังคงวุ่นวาย เสียงค้อนตอกโลหะดังระงม คนงานหลายคนกำลังซ่อมแซมอาคารที่เสียหายจากการโจมตีของสัตว์อสูร เย่เจียงเฉินได้ยินมาว่าหลังจากกำแพงพื้นที่ชั้นนอกพังทลาย กลุ่มนักสู้ได้เข้าควบคุมสถานการณ์ทันที ทำให้พื้นที่พักอาศัยได้รับความเสียหายเพียงบางส่วน
เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไป กลิ่นอาหารจาง ๆ ลอยมาต้อนรับ
"กลับมาแล้วเหรอ ที่สถาบันเป็ยังไงบ้าง?" เย่ลั่วเฉินเงยหน้าขึ้นจากโซฟา ดวงตาคล้ายมีแววอ่อนล้า ใบหน้าเต็มไปด้วยร่องรอยความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนัก แต่เมื่อเห็นลูกชาย สีหน้าก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย พร้อมกับเผยรอยยิ้มอบอุ่น
"ก็ดีครับพ่อ... อ้อ วันนี้ผมผ่านการทดสอบ ได้เป็นักสู้ฝึกหัดแล้วครับ"
เย่ลั่วเฉินลุกพรวด สีหน้าตกตะลึงก่อนจะเปลี่ยนเป็ยิ้มกว้าง มือทั้งสองจับไหล่ลูกชายแน่น
"ลูกว่าอะไรนะ... ไม่ได้ล้อพ่อเล่นใช่มั้ย?"
เสียงล้างจานในครัวเงียบลง กวนเหม่ยหลิงเดินเข้ามาโอบกอดเขาแน่น ใบหน้าที่เปื้อนคราบน้ำมันมีรอยยิ้มเปี่ยมสุข น้ำตาที่รินลงมาไม่ใช่เพราะเศร้า แต่มันคือความภาคภูมิใจที่เอ่อล้น
เย่เจียงเฉินยืนนิ่ง ปล่อยให้ความอบอุ่นไหลซึมเข้าสู่หัวใจ
เขารู้ดีว่าหากเป็นักสู้ระดับสูง รัฐจะดูแลครอบครัวอย่างดี และนั่นคือเป้าหมาย เขาต้องแข็งแกร่งขึ้นอีกให้ได้
"มีอะไรกันเหรอคะ?" เด็กสาววัยสิบสี่เดินออกมาจากห้อง เสียงเจี๊ยวจ๊าวดึงดูดความสนใจของเธอ
"ชิงหลัว พี่ชายของลูกได้เป็นักสู้ฝึกหัดแล้วล่ะ!" เย่ลั่วเฉินหัวเราะร่า
"เป็ไปได้ไง... ขาพี่เพิ่งจะหายดีเองนะ!" เย่ชิงหลัวอ้าปากค้าง ความใฉายชัดในดวงตา
ไม่กี่วันก่อน พี่ชายของเธอยังเดินกระเผลกอยู่เลย แต่ตอนนี้เขากลับกลายเป็นักสู้ฝึกหัด มันเหนือความคาดหมายเกินไป
"แบบนี้ต้องฉลอง!" เย่ลั่วเฉินตบเข่าดังปัง แล้วหันไปบอกให้กวนเหม่ยหลิงออกไปซื้อของมาทำอาหาร
เย่เจียงเฉินมองใบหน้าของทุกคน เขาไม่เคยเห็นพ่อมีความสุขขนาดนี้มาก่อน บ้านหลังนี้เคยเงียบงันและหนักอึ้งด้วยความเศร้า แต่วันนี้แววตาที่เคยมองเขาอย่างหดหู่ กลับเปล่งประกายขึ้นอีกครั้ง
"เจ็น ขอดูรายละเอียดเคล็ดวิชาในคลังข้อมูลหน่อย"
เมื่อเย่เจียงเฉินเข้ามาในห้อง เขาก็สั่งให้เจ็นเปิดรายการทักษะขึ้นมา หลังจากการประลองกับโจวซือหาว เขาก็รู้ว่าตนเองยังขาดเทคนิคการต่อสู้ที่ทรงพลัง
[กำลังค้นหาเคล็ดวิชาที่เหมาะสำหรับนักสู้ฝึกหัดขั้นต้น]
[จากการประมวลผลตามสไตล์การต่อสู้ ขอแนะนำเคล็ดวิชา ย่างก้าวอัสนีขั้นต้น และ ฝ่ามือหยกขาวขั้นต้น]
[ย่างก้าวอัสนี]
ประเภท: เคล็ดวิชาเคลื่อนไหว / วิชาตัวเบา
ระดับ: D
คุณสมบัติเด่น: เร่งความเร็วชั่วพริบตา, เคลื่อนไหวไร้ร่องรอย
คำอธิบาย: "ย่างก้าวอัสนี" คือสุดยอดเคล็ดวิชาเคลื่อนไหวที่เลียนแบบความเร็วและพลังของสายฟ้าฟาด ผู้ใช้สามารถะเิพลังปราณออกจากจุดฝ่าเท้าในชั่วเสี้ยวลมหายใจ ผลักร่างให้พุ่งทะยานด้วยความเร็วเหนือการมองเห็น ราวกับสายอัสนีที่ฉีกฟากฟ้า
[ฝ่ามือหยกขาว]
ประเภท: เคล็ดวิชาฝ่ามือ / พลังโจมตีรุนแรง
ระดับ: D
คุณสมบัติเด่น: เพิ่มพลังทำลายที่ฝ่ามือ
คำอธิบาย: "ฝ่ามือหยกขาว" เป็เคล็ดวิชาโบราณที่ขึ้นชื่อเื่พลังโจมตีรุนแรงเฉพาะจุด ฝ่ามือของผู้ใช้จะเปล่งแสงขาวนวล แต่ภายใต้ความงามนั้นกลับแฝงไว้ซึ่งพลังทำลายล้าง
เย่เจียงเฉินพิจารณาเคล็ดวิชาที่เจ็นถ่ายทอดมาให้ในหัวอย่างละเอียด แม้จะเป็เพียงเคล็ดวิชาระดับต้น แต่ท่วงท่าการเคลื่อนไหวที่เน้นความรวดเร็วและการหลบหลีกนั้น สามารถเข้ามาเสริมจุดอ่อนด้านความคล่องแคล่วของเขาได้อย่างดีเยี่ยม
รุ่งอรุณวันใหม่สาดแสงเข้ามาในห้องเรียน บรรยากาศสดใสด้วยรอยยิ้มหวานของเสี่ยวเหม่ยที่ทักทายเพื่อนชายอย่างกระตือรือร้น ราวกับเมื่อวานไม่มีเื่ราวใดเกิดขึ้น
ทว่า...เมื่อสายตาคู่สวยนั้นปะทะเข้ากับร่างของเย่เจียงเฉินที่นั่งอยู่ประจำที่ รอยยิ้มนั้นก็พลันจางหาย กลายเป็ความมืดมิดที่ปกคลุมทั่วใบหน้า
"ทำไมมันถึงยังมาเรียนได้..." เสียงพึมพำแ่เบาแต่แฝงไว้ด้วยความไม่พอใจอย่างรุนแรง
เมื่อวานเธอกำชับโจวซือหาวให้ทุบตีเย่เจียงเฉินให้หนัก หรือเอาให้กลับไปพิการได้ยิ่งดี แต่สิ่งที่ปรากฏตรงหน้าคือเย่เจียงเฉินในสภาพสมบูรณ์ ไร้ร่องรอยของการถูกทำร้ายแม้แต่น้อย ความสงสัยและความโกรธถาโถมเข้ามาในจิตใจ
เสี่ยวเหม่ยกัดริมฝีปากแน่น ดวงตาคู่สวยจ้องมองแผ่นหลังของเย่เจียงเฉินด้วยความอาฆาตมาดร้าย ความแค้นเคืองก่อตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ราวกับพายุที่พร้อมจะโหมกระหน่ำ