ณ ห้องประชุมใหญ่ โดยมีธาดานั่งหัวโต๊ะและรอบซ้ายขวาเต็มไปด้วยผู้บริหารระดับสูง และคณะกรรมการ ทางด้านหนึ่งหทัยนั่งคู่กับริสาวันนี้หัวข้อประชุมหลักคือการ แนะนำ ตัวหนึ่งหทัย ให้กับผู้บริหารได้ทราบอย่างเป็ทางการและกำหนดวันแกรนด์โอเพนนิ่งคอนโด ซึ่งทุกอย่างก็ไปตามเป้าหมายที่ได้กำหนดไว้
“ถ้าหากทุกคนเห็นด้วยก็ตามนี้ครับคุณริสาทำเอกสารสรุปส่งให้กับทุกท่านด้วยครับ ปิดประชุม” ธาดากล่าวเสร็จลุกขึ้นยืนเต็มความสูงติดกระดุมสูทก่อนปรับแต่งให้เข้าที่เข้าทาง
“บอสค่ะ” เสียงเลขาสาวเรียกก่อนที่เ้านายหนุ่มจะก้าวเท้าออกประตูหันกลับมามองหน้าเลขาสาว แต่ไม่วายที่จะจ้องตากับหนึ่งหทัยเพียงชั่วพริบตา
“แล้วจะให้คุณน้ำหนึ่งย้ายเข้าไปอยู่คอนโดใหม่สำหรับการโปรโมทเมื่อไหร่ดีค่ะ?”ริสาเอ่ยถามอย่างจริงจังมือถือสมุดจดพร้อมทำการลงบันทึกทันที
“ขอผมคิดดูก่อน”พูดจบสายตาตวัดมองหญิงสาวที่ยืนตาแป๋วแหวว สงบเสงี่ยม
“รับทราบค่ะ ถ้างั้นริสาไปทำสรุปรายงานก่อนนะคะเอ้อ..วันนี้บอสไม่ต้องออกไปพบลูกค้าแล้วนะคะ ทางโน้นโทรมาเลื่อนเป็วันมะรืนสิบโมงเช้าแทนค่ะ” ก่อนริสาจะผ่านไปเงยหน้าขึ้นบอกเ้านายหนุ่ม
“ถ้าอย่างนั้น คุณริสาช่วยบอกคุณน้ำหนึ่งให้ไปพบผมที่ห้องทำงานก่อนกลับด้วยครับ” พูดเสร็จชายหนุ่มก็หมุนตัวหันออกนอกประตูไปโดยปล่อยให้สองสาวยืนอ้าปากค้าง
“เออออ บอสค่ะ คุณน้ำหนึ่งก็ยืนอยู่นี่ไงค่ะ เออ..ไปซะแล้ว” ริสาเอ่ยไล่หลังเ้านานหนุ่มมองสลับกับหน้าหนึ่งหทัยและหลังของเ้านายหนุ่ม
“ริสา..พาบอสเธอไปตรวจสายตาบ้างนะฉันสูงร้อยเจ็ดสิบสองเิเ น้ำหนักสี่สิบเก้ากิโลกรัมเท่าที่ดูตัวก็ไม่ได้เล็กนะ ทำไมมองไม่เห็นฉัน หา?” หนึ่งหทัยยืนเงียบมานานั้แ่เปิดประชุมจนถึงตอนนี้เพิ่งจะได้ออกเสียง
“ใจร่มๆไว้น้ำหนึ่ง นับหนึ่งถึงสิบ หายใจเข้าหายใจออก นั่นแระ..ดีมาก”ริสายืนจับมือลูบหลังมือไปมาอย่างนุ่มนวล
“ประสาทฉันต้องกินแน่5 ปีนี้ นี่ยังดีนะฉันไม่ต้องร่วมทำงานกับเค้าทุกวัน ฟู่..” หนึ่งหทัยพ่นลมหายใจออกมาเสียงดังก่อนเดินนำหน้าเลขาสาวออกไปในทันที
“อ้าวน้ำหนึ่งรอฉันด้วยเซ” ถึงแม้สองสาวจะเพิ่งเริ่มต้นเป็เพื่อนกันแต่ด้วยความที่คิดบวกเหมือนกันเลยทำให้เข้ากันได้รวดเร็ว เหมือนคบกันมาเป็สิบปี
ก๊อกก๊อก ก๊อกเสียงเคาะประตูเป็การขออนุญาต ก่อนที่หนึ่งหทัยจะเปิด และก้าวเท้าเข้าไป แต่ต้องชะงักเมื่อเ้าของห้องนั่งคุยโทรศัพท์ด้วยสีหน้าเคร่งเครียด พร้อมยกมือให้หยุดแล้วที่ไปที่โซฟารับรองตรงมุมของห้อง
“ชิบ้าอำนาจ สงสัยติดนิสัยสั่งๆๆๆๆ” หนึ่งหทัยเดินไปยังจุดที่นิ้วชายหนุ่มชี้ เดินไปก็บ่นกับตัวเอง หล่อนหย่อนก้นลงนั่งและหยิบนิตสารเล่นหนึ่งขึ้นเปิดดู ที่น่าสนใจคือหน้าปกเป็รูปของเ้าของหนุ่มนั่นเอง หล่อนเปิดไปยังหน้าบทสัมภาษณ์ของชายหนุ่มแทบจะทันทีไม่รู้โสตประสาทหล่อนช่างทำงานได้รวดเร็ว ทั้งที่ในใจก็ขัดแย้งกับการกระทำเหมือนไม่สนใจใคร่รู้ แต่สายตาอ่านทุกบรรทัดทุกถ้อยคำ ไม่รู้เวลาล่วงเลยเนินนานแค่ไหนสายตาหล่อนลอบมองเ้าของห้องเป็ระยะ แต่ก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะวางสายสักที
“ตาบ้าเอ้ยยุ่งแล้วจะเรียกเรามาทำไมกัน? แล้วแอร์นี่ก็จะเย็นไปไหน..” เสียงบ่นปนพ่นลมหายใจออกมาวันนี้หล่อนใส่ชุดแซกกระโปรงสั้นเหนือเข่าลายลูกไม้สีชมพูอ่อนผ้าเหมือนจะค่อนข้างบางเบาสวมใส่สบายสำหรับอุณหภูมิปกติแต่ถ้าอยู่แต่ในห้องแอร์แบบนี้นานเกินไปดูท่าหล่อนก็อาจจะทนมันไม่ได้ หนึ่งหทัยมองตามโซฟาแล้วไม่มีหมอนสักใบสำหรับโอบกอด หล่อนตัดสินใจลุกขึ้นยืนเดินเลียบๆ ไปยังมุมกระจกที่พอมีแสงแดดส่องผ่าน เพื่อรับไออุ่นสองมือกุมกันเองไว้แน่น แต่ยังคงสงวนท่าทีสำรวมเอาไว้ ชายหนุ่มอาจจะมองว่าหล่อนเสียมารยาทที่เดินสำรวจห้องแต่หล่อนไม่สามารถนั่งอยู่เฉยได้แล้ว คงต้องยอมถ้าหากชายหนุ่มจะคิดเช่นนั้นหล่อนยืนมองออกไปด้านนอก ซึ่งมองเห็นแต่ตึกสูงระฟ้า และถนนที่มีรถสัญจรไปมา
“อุ้ยยยย” หนึ่งหทัยยืนมองภายนอกจนเพลิน สะดุ้งเล็กน้อยเมื่อััได้ว่ามีอะไรบางอย่างคลุมเข้ามาผ่านหัวไหล่ซึ่งมันช่วยให้หล่อนอบอุ่นขึ้นมาทันทีเ้าของห้องหนุ่มเดินเอาเสื้อสูทของตัวเองมาคลุมให้หล่อน
“คราวหน้าคราวหลังมาทำงานที่นี่คุณควรมีเสื้อคลุมติดมาด้วย” ธาดาเอ่ยจบ ก็เดินกลับไปนั่งที่เก้าอี้ประจำตัวเองที่เพิ่งเดินจากมา
“ขอบคุณค่ะแล้วฉันจะซักมาคืนคุณนะคะ”หล่อนกระชับเสื้อสูทให้เข้าที่ก่อนเดินตามหลังชายหนุ่มไปนั่งยังเก้าอี้ตัวตรงกันข้าม
“ไม่ต้องหรอกเดี๋ยวผมยังต้องใส่ออกไปข้างนอกอีก” เสียงชายหนุ่มกล่าว
“แต่..แล้วแต่คุณแล้วกันว่าก็ว่าคุณมีธุระอะไรก็ว่ามาค่ะ?” เสียงหญิงสาวจะทัดทาน แต่หยุดชะงักเพราะหล่อนคิดได้ว่าคนอย่างเค้าคงชอบสั่ง ถึงหล่อนพูดไรไปก็เท่านั้น
“คุณสะดวกย้ายมาอยู่คอนโดใหม่เมื่อไหร่?” เสียงถามเข้มขึ้นสายตามองประสานกัน
“คะคือว่า..ฉันจำเป็ต้องมาอยู่ด้วยหรือค่ะ?” หนึ่งหทัยรู้สึกประหม่าทุกครั้งที่ชายหนุ่มมองตาหล่อน
“ครับจำเป็มากเพราะมันจะเป็การเพิ่มความมั่นใจให้กับคนที่สนใจและสั่งจองคอนโดของเรา” ธาดาตอบด้วยน้ำเสียงสุภาพ
“แล้วฉันจะมีสิทธิเลือกอะไรได้ไหมสำหรับห้องของฉัน” หนึ่งหทัยอยากได้ความเป็ส่วนตัวเพราะหล่อนกำลังเริ่มมีคนรู้จักก็ไม่อยากได้ห้องที่มีคนผลุกผลานมากจนเกินไปอันที่จริงหล่อนก็ไม่ใช่คนเื่มากเป็คนง่ายๆแต่ตอนนี้หน้าที่การงานของหล่อนทำให้หล่อนต้องคิดเยอะมากขึ้น
“คำถามที่คุณก็น่าจะรู้คำตอบอยู่นะเอาเป็ว่าผมไม่รอคำตอบจากคุณล่ะ สัปดาห์หน้าคุณย้ายเข้าห้องเลยแล้วกันแล้วผมจะให้คุณริสาประสานงานกับทางพี่จุ๊บแจงให้ก็แล้วกัน” ธาดาตัดสินใจแทนหล่อนทุกอย่างหมดแล้วแล้วจะเรียกหล่อนมาทำไมกัน ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกอึดอัดใจ
“อะไรของคุณกันเนี้ยะคุณธาดา..ฉันไม่สามารถตัดสินใจอะไรได้เลยหรือไง?ทีหลังถ้าเื่ไหนฉันไม่สามารถเลือกอะไรได้ ขอร้องเลยนะคะไม่ต้องเรียกพบฉันให้เสียเวลาของเราคุณตัดสินใจแล้วก็บอกผ่านไปที่พี่จุ๊บแจงได้เลยค่ะ ถ้าเื่ที่คุณจะสั่งมีแค่นี้ดิฉันขอตัวกลับก่อน ลานะคะ” หนึ่งหทัยกล่าวด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจแต่ก็ไม่ลืมที่จะพนมมือไหว้นายจ้างของหล่อนก่อนลุกขึ้นยืน
“เดี๋ยว”เสียงทรงอำนาจเรียกจนหล่อนต้องหยุดก้าวเดิน ก่อนหันมาตวัดสายตาใส่คนเรียกให้ขณะที่หันกลับมา ไม่รู้ว่าชายหนุ่มมายืนอยู่ข้างหลังหล่อนั้แ่เมื่อไหร่ หล่อนใเซถอยหลังเล็กน้อยดีที่ชายหนุ่มมือไหวจับเอวหล่อนไว้ทัน
“คะคะ คุณ..มีอะไรอีกล่ะ” หล่อนรีบแกะมือชายหนุ่มออกจากเอวคอดกริ้วอย่างรวดเร็ว เสียงหล่อนกล่าวตะกุกตะกัก
“ซุ่มซ่าม” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงกระด้างไม่รอให้หญิงสาวได้พูดอะไรอีก ธาดาตั้งใจใช้สองมือโอบผ่านรอบตัวหญิงสาว เพื่อหยิบเอาเสื้อสูทของตัวเองโดยที่หน้าของทั้งสองห่างกันไม่ถึงคืบ ลมหายใจของชายหนุ่มพ่นผ่านไรผมแถวหน้าผากของหล่อนจนหนึ่งหทัยแทบลืมหายใจไปหลายวินาที ยืนตัวแข็งทื่อ รู้ตัวอีกทีคือได้กลิ่นน้ำหอมผู้ชายจางจางติดตามตัวอยู่และแผ่นหลังของเ้าของห้องหนุ่มที่เดินกลับไปนั่งทำงานตามปกติ