ตอนที่ 5 เสียงซุบซิบนินทาในหมู่บ้าน
ลู่หลินดื่มนมเปรี้ยวพลางครุ่นคิด ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากใต้เตียง
ลู่หลินก้มลงมองที่ใต้เตียงก็เห็นเด็กอายุประมาณห้าขวบคลานออกมา เด็กน้อยจ้องมองนมเปรี้ยวในมือลู่หลินไม่วางตา
ลู่หลินใทันที เขากำลังคิดว่าจะเล่าเื่ร้านขายของชำให้เฉินเสี่ยวหมี่รู้ดีหรือไม่ ผลคือถูกเปิดโปงเสียแล้ว
หลังจากใ ลู่หลินก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
เพราะเฉินเสี่ยวหมี่ ‘มีชื่อเสียงน่ากลัว’ อีกทั้งบ้านที่เฉินเสี่ยวหมี่ซื้อก็อยู่ห่างไกลจากผู้คน โดยปกติจึงไม่มีคนนอกมาหา การที่มีเด็กอายุประมาณห้าขวบปรากฏตัวขึ้นที่นี่ ย่อมมีแค่เฉินเสี่ยวม่ายของตระกูลเฉินเท่านั้น
ลู่หลินเคยทำความเข้าใจความทรงจำของเ้าของร่างเดิมแล้ว เฉินเสี่ยวม่ายคลอดก่อนกำหนด ร่างกายอ่อนแอมีโรครุมเร้า ก่อนหน้านี้เคยเป็ไข้สูง ตระกูลเฉินไม่ได้เชิญหมอมารักษาอย่างทันท่วงที จึงส่งผลต่อสมองเล็กน้อย
“อยากดื่มหรือไม่” ลู่หลินมองเฉินเสี่ยวม่ายแล้วถาม
เฉินเสี่ยวม่ายลังเลอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นหยิบนมเปรี้ยวในมือลู่หลินไปดื่มอึกหนึ่ง เมื่อพบว่ามันมีรสหวาน เฉินเสี่ยวม่ายก็ตื่นเต้นอย่างยิ่ง
ในโลกใบนี้น้ำตาลยังเป็สิ่งที่ล้ำค่ามาก ลูกกวาดหนึ่งเม็ดราคาสองอีแปะ[1] ซึ่งเป็ของที่คนทั่วไปซื้อไม่ไหว ดังนั้นอาหารรสหวานจึงเป็ที่ชื่นชอบมาก
ลู่หลินนึกถึงวัยเด็กของตนเองที่ทางบ้านยากจน แค่ได้กินลูกกวาดสักเม็ดก็ทำให้มีความสุขอยู่นาน แต่ภายหลังฐานะดีขึ้น เขาจึงกินจนเบื่อแล้ว
เฉินเสี่ยวม่ายกอดขวดใบใหญ่ ดื่มไปหลายอึกแล้วคืนให้ลู่หลิน
ลู่หลินมองเฉินเสี่ยวม่ายแล้วพูดอย่างจริงจังยิ่ง “ห้ามไปบอกคนอื่นนะ! มิเช่นนั้นครั้งหน้าจะไม่ให้กินอีก หากเ้าไม่บอกใคร ครั้งหน้าข้าจะให้เ้ากินอีก”
เฉินเสี่ยวม่ายมองลู่หลิน กะพริบตาปริบๆ ไม่รู้ว่าฟังเข้าใจหรือไม่
ขณะที่ลู่หลินนอนลงบนไม้กระดาน ครุ่นคิดถึงแผนการสู่ความร่ำรวยในอนาคต ในหมู่บ้านกลับแตกตื่นขึ้นมาทันใด
ยุคโบราณไม่มีสิ่งบันเทิงอะไร ผู้คนจึงรวมตัวกันซุบซิบนินทาเื่ต่างๆ ซึ่งคนผิดแผกแบบเฉินเสี่ยวหมี่ผู้นี้ยังคงได้รับความสนใจอย่างยิ่ง
“ตระกูลลู่ส่งลู่หลินให้เฉินเสี่ยวหมี่แล้วหรือ!”
“เด็กคนนี้น่าสงสารจริงๆ แต่งเข้าไปอยู่กับซวงเอ๋อร์ที่โหดร้ายไม่ไว้หน้าญาติพี่น้องอย่างเฉินเสี่ยวหมี่ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะทุบตีเขาหรือไม่”
หลังจากเฉินเสี่ยวหมี่ออกจากตระกูลเฉิน นายหญิงผู้เฒ่าตระกูลเฉินก็โมโหมาก ประกาศครั้งแล้วครั้งเล่าว่าเฉินเสี่ยวหมี่ไม่ไว้หน้าญาติพี่น้อง ทุบตีคนไปทั่ว ออกจากบ้านไปแล้วยังกลับมาแย่งเสบียงอาหารในบ้าน เป็สารเลวที่ควรถูกฟันนับพันครั้ง
แรกเริ่มที่ข่าวลือแพร่สะพัด ผู้คนย่อมไม่เชื่อ แต่พอเวลาผ่านไปนานเข้าก็ค่อยๆ มีคนเชื่อ
ตอนที่เฉินเสี่ยวหมี่ประกาศจะแต่งสามีเข้าบ้าน แม้แต่ครอบครัวยากจนในหมู่บ้านยังไม่อาจทำใจส่งลูกชายไปแต่งกับเฉินเสี่ยวหมี่ได้ แต่คาดไม่ถึงว่าสุดท้ายกลับเป็ตระกูลร่ำรวยอย่างตระกูลลู่ที่ส่งคนไป
“ดูเหมือนลู่หลินจะป่วยหนักมาก ไม่รู้ว่าเฉินเสี่ยวหมี่เชิญหมอไปรักษาเขาหรือไม่”
“คงไม่หรอก”
“ตระกูลลู่ก็นะ ส่งคนไปทั้งที่ยังไม่ได้รักษาให้หายดีก่อน”
“หวังพึ่งตระกูลลู่หรือ จะเป็ไปได้อย่างไร”
“เหตุใดเ้าหนูลู่หลินนี่ถึงคิดไม่ตกขนาดนั้น ถึงแม้เฉินเสี่ยวหมี่จะโหดร้ายไปสักหน่อย แต่ก็เป็คนมีความสามารถ อย่างน้อยติดตามเขาก็มีเนื้อให้กิน” การกินเนื้อถือเป็เื่ฟุ่มเฟือยสำหรับหมู่บ้านแห่งนี้ ครอบครัวชาวนาจะได้กินเนื้อเฉพาะตอนปีใหม่เท่านั้น
พูดถึงกินเนื้อ หลายคนต่างอิจฉาตาร้อนอยู่บ้าง “การล่าสัตว์หาใช่เื่ง่ายเช่นนั้น! ใช่ว่าทุกวันจะล่าสัตว์กลับมาได้” รอหิมะตกหนักปกคลุมูเาก็ขึ้นเขาล่าสัตว์ไม่ได้แล้ว
“เ้าหนูตระกูลลู่นั่นเป็ตัวกาลกิณีไม่ใช่หรือ ได้ยินมาว่าพ่อแม่ของเขาก็ตายเพราะความอัปมงคลของเขา เฉินเสี่ยวหมี่ไม่กลัวเลยหรือ”
“เฉินเสี่ยวหมี่ดวงแข็ง จะกลัวเขาได้อย่างไร”
...
ลู่หลินนอนอยู่บนแผ่นกระดาน ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง พอรู้สึกเวียนศีรษะจึงหยุดคิด
ลู่หลินหยิบยาลดไข้เม็ดหนึ่งมาจากโต๊ะเก็บเงินในร้านขายของชำแล้วกลืนมันลงไป
ลู่หลินมักเปิดร้านขายของชำจนถึงดึกดื่น บางครั้งก็กินนอนอยู่ในนั้น เขาจึงเตรียมยาสามัญประจำบ้านจำนวนหนึ่งไว้ที่โต๊ะเก็บเงิน
เดิมทีลู่หลินเตรียมยาสามัญประจำบ้านไว้ที่โต๊ะเก็บเงินเพื่อรักษาอาการป่วยเท่านั้น เวลานี้ยาไม่กี่เม็ดกลับกลายเป็สิ่งที่รักษาชีวิต
่พลบค่ำ เฉินเสี่ยวไช่ออกไปสักพักแล้วกลับมาพร้อมฟืนกองหนึ่ง
ลู่หลินอดสงสารไม่ได้ที่เด็กครอบครัวยากจนต้องดูแลบ้านั้แ่อายุยังน้อย! แม้ภายนอกเฉินเสี่ยวไช่จะดูดุร้าย แต่ความจริงก็เป็เด็กที่ทำงานเก่งมากคนหนึ่ง
ฤดูหนาวในยุคโบราณมีอุณหภูมิต่ำมาก ทำให้คนหนาวตายได้ง่าย หากเตรียมฟืนไว้ไม่เพียงพอจะผ่านฤดูนี้ไปได้ยากยิ่ง
เมื่อเฉินเสี่ยวไช่กลับมา เฉินเสี่ยวม่ายก็เข้าไปหา สองพี่น้องพูดคุยกระซิบกระซาบกัน ลู่หลินเองก็ไม่แน่ใจว่าเฉินเสี่ยวม่ายจะเปิดเผยเื่ของเขาหรือไม่
ลู่หลินขมวดคิ้วคิดในใจ ‘สักวันเื่ร้านขายของชำต้องถูกเปิดเผย เขาแต่งเข้ามาอยู่กับเฉินเสี่ยวหมี่แล้ว ก็ต้องทำตามกฎของโลกใบนี้ ดังคำกล่าวที่ว่า แต่งงานกับไก่อยู่แบบไก่ แต่งงานกับสุนัขก็อยู่แบบสุนัข[2]’
เฉินเสี่ยวหมี่อยู่ในโลกระบอบศักดินาที่ขนมธรรมเนียมเคร่งครัด การต่อต้านครอบครัวเพื่อปกป้องน้องชายดูเหมือนไม่ใช่คนคร่ำครึหัวโบราณอะไร เช่นนั้นต่อให้รู้ว่าเขาเป็ิญญาดวงอื่นที่มาสิงร่าง ก็คงไม่คิดว่าเขาเป็พวกผิดแผกแล้วเผาทั้งเป็ พูดตามจริง เฉินเสี่ยวหมี่ก็นับเป็พวกผิดแผก ทั้งที่เป็ซวงเอ๋อร์กลับมีพละกำลังมาก
ลู่หลินคิดว่าควรค่อยเป็ค่อยไป ให้ครอบครัวนี้ยอมรับตนอย่างช้าๆ
เชิงอรรถ
^ หน่วยเงินสำริด ซึ่งมีค่าน้อยสุดในหน่วยเงินตราโบราณของจีน โดย 1000 อีแปะเท่ากับ 1 ตำลึง^ หมายถึง ไม่ว่าแต่งงานกับใครก็ต้องอยู่กับคนผู้นั้นไปตลอดชีวิต ต่อให้อีกฝ่ายจะเป็นคนดีหรือเลวก็ตาม