เกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 3 ตอนที่ 70 ซื้อเพียงสินค้าราคาแพงเท่านั้น!

            เติมน้ำร้อนแก้วเดียวยังเจอพวกค้ามนุษย์ได้เซี่ยเสี่ยวหลานรู้สึกว่าตนช่างโชคร้ายเกินไปแล้ว

            ผู้หญิงคนนี้ต้องการทำอะไรกันแน่?

            เซี่ยเสี่ยวหลานจะไม่ทนต่อทุกอย่างเพื่อเสวนากับอีกฝ่ายเด็ดขาดเธอไม่มีเวลามากขนาดนั้น จึงถามอีกฝ่ายโดยตรงว่าเป็นพวกค้ามนุษย์หรือไม่หญิงอ้วนทั้งอับอายทั้งโมโหอย่างไร้ที่สิ้นสุด จะลากเซี่ยเสี่ยวหลานไปอีกทางให้ได้ “ไปไปไป พวกเราไปปรับความเข้าใจกันดีกว่า!”

            “คุณก็คือพวกค้ามนุษย์!”

            ด้านกำลังกายเซี่ยเสี่ยวหลานไม่อาจต่อกรกับหญิงอ้วนมืออีกข้างหนึ่งของเธอได้คลำเครื่องช็อตไฟฟ้าที่โจวเฉิงมอบให้ไว้แล้ว

            เธอกำลังเตรียมมอบความโหดร้ายแด่หญิงอ้วน ทว่าผู้คนโดยรอบเริ่มวิพากษ์วิจารย์มีคนเข้ามาไกล่เกลี่ยพอดี

            “คุณผู้หญิง เด็กสาวเขาเหมือนจะไม่รู้จักคุณนะ?”

            “คุณจับแขนคนอื่นไว้ไม่ปล่อยเพื่ออะไร?”

            “คงไม่ใช่พวกค้ามนุษย์จริงๆ หรอกนะได้ยินมาว่าบนรถไฟมีพวกค้ามนุษย์ที่ขโมยเด็กและหลอกลวงผู้หญิงโดยเฉพาะพอเจอหญิงสาวอายุน้อยก็จะแนะนำไปหาเงินก้อนใหญ่ทางใต้ ผลปรากฏคือขายคน!”

            “ตำรวจรถไฟล่ะ รีบไปเรียกตำรวจรถไฟมาเถอะ”

            อย่างไรเสียห้ามถูกลากตัวไปโดยเด็ดขาดเซี่ยเสี่ยวหลานระวังกลุ่มคนไกล่เกลี่ยพวกนี้ไม่น้อยเช่นกันเธอไม่สามารถมั่นใจว่าในกลุ่มคนมีผู้ช่วยของหญิงอ้วนอีกหรือไม่

            หญิงอ้วนก็ไม่บอกว่าเธอและเซี่ยเสี่ยวหลานรู้จักกันหรือเปล่าแค่โวยวายเรียกร้องให้เซี่ยเสี่ยวหลานขอโทษ

            “เธอว่าใครค้ามนุษย์? ยังเด็กยังเล็กกลับกล่าวหาคนตามใจชอบได้อย่างไร? ร้ายกาจเสียจริง!”

            เซี่ยเสี่ยวหลานรำคาญเธอแทบตายไม่ได้นำเครื่องช็อตไฟฟ้าออกมาต่อหน้าสาธารณะชนแต่เตะหน้าแข้งของหญิงอ้วนเข้าอย่างจัง การรับความเจ็บปวดของกระดูกหน้าแข้งรุนแรงมากหญิงอ้วนคลายมือในทันที เธอจะไปจับเซี่ยเสี่ยวหลานอีกครั้งเซี่ยเสี่ยวหลานได้ตะโกนด้วยเสียงดังกึกก้อง ‘จับพวกค้ามนุษย์’ และใช้โอกาสถอยออกมาจากวงล้อมของฝูงชน

            “คุณหยุดอยู่ตรงนั้นเลยนะ ห้ามขยับ!”

            ตำรวจรถไฟมาแล้ว ถูกพามาโดยชายวัยกลางคนสวมแว่นตาที่ไม่เคยสนทนากับเซี่ยเสี่ยวหลานชายกลางคนนำมือไพล่หลังไว้ ลักษนะการพูดจาน่าเกรงขาม

            “คุณครับ พวกเราซื้อตั๋วตู้นอนเพราะต้องการความเงียบสงบผู้หญิงคนนี้เอะอะโวยวาย อาจจะเป็นพวกค้ามนุษย์จริง”

            ที่นี่คือบนรถไฟ อยากหนีแต่ย่อมไม่มีที่ให้หนีทันใดนั้นหญิงอ้วนก็ไม่แผลงฤทธิ์อาละวาดอีก

            ทว่าเธอยังคงแสดงกิริยาเก่งกาจทั้งที่ขลาดกลัว “พวกคุณว่าใครค้ามนุษย์? พวกคุณล้วนเป็นพวกเดียวกัน ปรักปรำคนดี!”

            เป็นพวกค้ามนุษย์หรือไม่ สอบสวนเสียหน่อยก็รู้แจ้งแล้วเซี่ยเสี่ยวหลานเล่าเหตุการณ์ของตนเองก่อนจากนั้นส่งจดหมายแนะนำให้ตำรวจรถไฟตรวจตรา

            “เมื่อเช้าตอนฉันไปเติมน้ำได้พบกับเธอ เธอก็ตอแยฉันถามจู้จี้จุกจิกเมื่อสักครู่ถึงกับจับฉันไม่ยอมปล่อย คุณตำรวจ ฉันไม่รู้จักเธอจริงๆ และก็ไม่อยากคบค้าสมาคมอะไรกับเธอด้วย”

            หญิงอ้วนย่อมชี้แจงแถลงไขให้กับตนเองเช่นกัน

            ไม่มีหลักฐานใดๆตำรวจรถไฟทำได้เพียงตำหนิและสั่งสอนหญิงอ้วนเท่านั้น ตักเตือนเธอว่าไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้เซี่ยเสี่ยวหลานอีก

            “มีอะไรดีนักหนา...”

            หญิงอ้วนบ่นอุบอิบ จ้องหน้าเซี่ยเสี่ยวหลานหนึ่งทีและคอตกย่องกลับตู้รถของตนเองไป

            ตำรวจรถไฟจับตามองอย่างเข้มงวดมากหญิงอ้วนและผู้ชายของเธอจึงล่วงหน้าลงรถไฟที่สถานีต่อไป

            นี่ไม่ใช่ชัยชนะของเซี่ยเสี่ยวหลานเธอแค่หลบหลีกอันตรายหนึ่งครั้งไปได้แต่ใครจะรู้ว่ามีคนอื่นถูกหญิงอ้วนหลอกลวงอีกหรือไม่?

            “ขอบคุณนะคะ”

            หลังเซี่ยเสี่ยวหลานกลับไปยังตู้รถนอนได้ริเริ่มทำลายความเงียบงันก่อน กล่าวคำขอบคุณต่อชายวัยกลางคนผู้สวมแว่นตา

            อีกฝ่ายถือหนังสือพิมพ์ไว้ พยักหน้ารับ แต่ก็ไม่กล่าวถึงสิ่งอื่น

            แต่ไหนแต่ไรก็เป็นผู้โดยสารที่พบกันโดยชะตาลิขิตทำความรู้จักกันสั้นๆ ระหว่างเดินทางบนรถไฟช่วยเหลือโดยเรียกตำรวจรถไฟก็เพราะมีจิตใจใฝ่ความถูกต้องชายผู้นี้มีบุคลิกที่ไม่เหมือนคนทั่วไป อาจจะเป็นผู้มีตำแหน่งฐานะ

            คนเขาไม่ต้องการสนทนาด้วยมากมาย เซี่ยเสี่ยวหลานย่อมไม่ทำให้รำคาญ

            ทว่าขณะเธอกำลังรับประทานของที่นำมาก็นำอาหารวางไว้บนโต๊ะตัวเล็กข้างหน้าต่าง

            “คุณลองชิมไหมคะ?”

            ชายวัยกลางคนไม่สนใจเนื้อหมักซอสที่ส่งกลิ่นหอมหวนเลยเขาสุขสมสำราญใจในการรับประทานอาหารของรถไฟของตน

            เซี่ยเสี่ยวหลานแน่ใจแล้ว เขาไม่ยินดีมีปฏิสัมพันธ์กับเธอจริงๆ...เอาเถอะ เธอก็ไม่ใช่มาโซคิสม์เสียด้วย

            หลังเกิดเรื่องหญิงอ้วนขึ้นผู้คนทั่วสารทิศบนตู้รถหลายตู้ตระหนักถึงความเก่งกาจของเซี่ยเสี่ยวหลานจึงไม่เกิดเรื่องคล้ายกันขึ้นอีก เช้าวันต่อมาเซี่ยเสี่ยวหลานได้ถึงสถานีรถไฟหยางเฉิงโดยสวัสดิภาพ

            มีสตรีผิวคล้ำผู้หนึ่งชูป้ายไม้ขึ้นสูงเขียนไว้ว่า ‘เซี่ยเสี่ยวหลาน’

            เซี่ยเสี่ยวหลานเดินเข้าไปหา “สวัสดีค่ะคุณ ฉันคือเซี่ยเสี่ยวหลาน”

            หญิงคนนี้ฉีกยิ้มหัวเราะ ฟันขาวสะดุดตามาก “พี่ชายฉันวานให้มารับ เขาบอกว่าโจวเฉิงขอให้เขาช่วยเหลือ”

            เซี่ยเสี่ยวหลานถามไถ่อีกสองสามประโยคคำตอบถูกต้องดั่งที่นัดแนะไว้กับโจวเฉิงทั้งหมดผู้หญิงคนนี้ได้โจวเฉิงไหว้วานมาอย่างไร้ข้อกังขา

            “ฉันแซ่ไป๋ ชื่อว่าไป๋เจินจู ฉันเกิดปี 62”

            นี่แสดงว่าอายุมากกว่าเซี่ยเสี่ยวหลาน 3 ปี ปีนี้อายุ 21 เมื่อเปรียบเทียบชื่อ [1] และสีผิวแล้วก็ทำให้เซี่ยเสี่ยวหลานอดมีความตราตรึงที่ลึกล้ำไม่ได้ แสงแดดของหยางเฉิงเหลือเฟือผิวของหญิงสาวจึงไม่กระจ่างใสเท่าทางอวี้หนาน ไป๋เจินจูจึงดูโตกว่าอายุจริง

            แต่คนที่โจวเฉิงหามาก็มีข้อดีของเธอ ไม่พูดมากทว่าก็ไม่เย็นชาต่อเซี่ยเสี่ยวหลาน

            นิสัยของไป๋เจินจูค่อนข้างคล้ายคลึงกับเด็กผู้ชาย กำลังกายก็มีมากเซี่ยเสี่ยวหลานแจ้งว่าตนเองมาหยางเฉิงเพื่อรับซื้อเสื้อผ้าสตรีไป๋เจินจูจึงพอเธอไปด้านข้างสถานีรถไฟอย่างไม่รีรอ

            ตลาดค้าส่งมักจะอยู่ไม่ห่างจากสถานีรถไฟมากนักสิ่งนี้สอดคล้องกับระเบียบของตลาด สินค้าจำนวนมากจำเป็นต้องอาศัยรถไฟในการขนส่ง

            นับจากวันนี้ไปอีกหลายปีครั้งหนึ่งตลาดค้าส่งเสื้อผ้าหยางเฉิงได้ครอบครองปริมาณสินค้าของทั้งประเทศมากกว่าร้อยละ 50 ตลาดค้าส่งเสื้อผ้าของแต่ละมณฑลก็นำเข้าสินค้าจากหยางเฉิงแหล่งสินค้ามือหนึ่งแนวหน้าที่สุดจึงอยู่ที่นี่นั่นเอง...ทว่าตลาดค้าส่งเสื้อผ้าขนาดใหญ่หลายแห่งที่คนรุ่นหลังรู้จักโดยทั่วยังไม่ถูกบริหารเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันไร้ซึ่งตึกรามบ้านช่องสูงใหญ่ ไม่มีป้ายบอกทางคอยแนะนำไป๋เจินจูหาบ้านพักรับรองให้แก่เซี่ยเสี่ยวหลาน ตอนบ่ายพาเธอไปตลาดกลางคืนซีหูและหวงฮัวซึ่งมีเชื่อเสียง

            แผงลอยรูปแบบโรงเรือนปลูกต้นไม้ต่อไฟส่องแสงสว่างตามสะดวกที่จำนวนเยอะกว่าคือแผงลอยข้างถนน บนพื้นปูเสื้อน้ำมันประดับลวดลายเสื้อผ้าก็ซ้อนทับกันเป็นกองพะเนินเทินทึก

            โดยทั่วไปคนตุนของแม้แต่ดูยังขี้เกียจจะดู คว้าเสื้อผ้าได้ก็ยัดใส่ถุงผ้ากระสอบ

            “5 หยวนทุกตัว รีบเข้ามาเลือก รีบเข้ามาดู!”

            “กางเกงแบบตะวันตก 8 หยวน!”

            “เสื้อนอกฤดูใบไม้ผลิ...”

            เสียงเรียกดังสลับกันต่อเนื่องรบกวนสมาธิเซี่ยเสี่ยวหลานนั้นไม่รีบร้อนลงมือ พินิจไปทีละร้าน ในกระเป๋าที่เธอถืออยู่แม้แต่เสื้อผ้าชิ้นเดียวก็ไม่มีไป๋เจินจูติดตามเธออย่างใกล้ชิด กลัวว่าเธอจะโดนคนท้องถิ่นรังแกได้ไป๋เจินจูคือรูปลักษณ์คนหยางเฉิงที่เป็นมาตรฐานแค่เอ่ยปากก็ได้ยินสำเนียงท้องถิ่นที่จัดจ้านใครอย่าได้คิดจะเล่นตุกติกกับเธอง่ายๆ

            เซี่ยเสี่ยวหลานไม่รู้สึกถูกใจพวกเสื้อผ้าที่ราคาถูกเป็นพิเศษถ้าจะนำเข้าสินค้าแบบนั้น เธอไม่จำเป็นต้องถ่อมาไกลขนาดนี้จริงๆ

            แผงลอยทั้งหมดล้วนผ่านตาได้หนึ่งรอบเซี่ยเสี่ยวหลานถึงตัดสินใจเลือกสองแผงลอยเอาไว้ ขายสินค้าส่งเหมือนกันแผงนี้ไม่ได้นำเสื้อผ้ากองอิเหละเขะขะ แต่แขวนไว้ทีละตัวน่าจะเพราะรีดเรียบร้อยแล้ว เสื้อผ้าดูมีผิวสัมผัสที่เปี่ยมคุณภาพทีเดียว

            เซี่ยเสี่ยวหลานลูบเนื้อผ้าอย่างเบามือ

            “เถ้าแก่ ตัวนี้ราคาเท่าไร?”

            “เธอจะซื้อปลีกหรือซื้อส่ง?”

            “ซื้อส่ง! ฉันไม่เอาแค่ตัวเดียว”

            “ราคาส่ง 13 หยวน ราคาปลีกก็ 16 หยวน”

            ถ้าเป็นแผงลอยอื่น เสื้อไหมพรมคอกลมหนึ่งตัวลักษณะนี้ราคาแค่ไม่กี่หยวนร้านนี้กลับให้ราคาถึง 13 หยวนราคาส่งก็แพงขึ้นหนึ่งเท่าตัว ไป๋เจินจูหิ้วเสื้อผ้าไว้ “อย่าฟันเราเหมือนคนต่างถิ่นสิ!”

            เถ้าแก่หัวเราะร่วน เซี่ยเสี่ยวหลานลูบไล้พื้นผิวของเสื้อไหมพรมไหมที่เสื้อตัวนี้ใช้อ่อนนุ่มกว่า ตรงคอเสื้อล้อมด้วยขอบตกแต่งลูกไม้ใช้เส้นด้ายโปร่งแสงเย็บลูกปัดหลากสีติดไว้... เสื้อไหมพรมแบบนี้เหล่าสตรีในเมืองซางตูต้องชอบแน่ แพงไปบ้างย่อมไร้ปัญหา

            “มีสีไหนบ้าง ฉันเอาทุกสีสีละสองตัว”

            สีแดง สีขาว และสีดำคือสียอดนิยมเซี่ยเสี่ยวหลานชื่อชอบการออกแบบเช่นนี้มาก แม้แต่สีเหลืองขมิ้นก็ซื้อมาสองตัวควักเงินจริงทองแท้ [2] มาซื้อสินค้าเถ้าแก่ก็ยิ้มแย้มต้อนรับ “น้องสาวนี่ตรงไปตรงมาดีจริงตรงนี้ฉันยังมีสินค้าใหม่อีก!”

            เถ้าแก่คว้าถุงใบโตออกมาจากใต้แผงลอยหยิบแบบใหม่ที่ว่าจากข้างในถุง

            เซี่ยเสี่ยวหลานสะบัดเสื้อแผ่ไว้ให้เรียบ ปรากฏว่าสวยมากจริงๆไหมสีขาวและสีเขียวถักทอเป็นรูปภาพใบเมเปิ้ล คอเสื้อเป็นปกพับมิใช่คอกลมเสื้อผ้าแบบนี้ที่ซางตูยังสามารถใส่ในฤดูใบไม้ร่วงได้ ถ้าอากาศเย็นขึ้นสวมใส่ไว้ข้างในก็ดีเช่นกัน

            เป็นรูปแบบที่ซื้อได้อย่างไม่ต้องกังวลจริงๆ

            เซี่ยเสี่ยวหลานคิดว่าสีเขียวสวยที่สุด รองลงมาคือสีท้องฟ้าใสสีฟ้าใสนี้น่ารักมีชีวิตชีวามากกว่า เทียบกับสีมืดมนอย่าง ‘เขียวทหาร’ และ ‘น้ำเงินมด [3]’ ย่อมให้ความรู้สึกที่แตกต่างกัน

            สตรีในยุค 80 ไม่โปรดสวมใส่สีสันของคนใช้แรงงานแต่ตลาดไม่เอื้ออำนวยตัวเลือกที่มากนักเซี่ยเสี่ยวหลานกลับตั้งใจเลือกเฟ้นสีสันที่ฉูดฉาดและรูปแบบที่แปลกใหม่เธอเชื่อมั่นว่าเสื้อผ้าแบบนี้ขายได้แน่นอน

            กางเกงขาบานก็เป็นเครื่องแต่งกายที่แปลกประหลาดภาพยนตร์ญี่ปุ่นสองเรื่องในปี 78  ‘คิดถึงบ้าน’และ ‘ล่า’ เป็นที่นิยมในประเทศจีนทำให้ ‘กางเกงขาบาน’ เข้าสู่โลกทัศน์ของคนหนุ่มสาวเช่นกัน ก๋ากั่นและไม่สุภาพ? เหล่าวัยรุ่นโหยหาความไม่ธรรมดาจากก้นบึ้งของหัวใจพวกเขาต้องการแต่งตัวไม่เหมือนกันเพื่อแสดงออกถึงตัวตนของตนเอง

            ซางตูมีคนที่ยอมรับความสมัยนิยมประเภทนี้ได้

            เซี่ยเสี่ยวหลานชำระเงินด้วยความแน่วแน่รับกางเกงขาบานจำนวนหนึ่งไว้ด้วย ต้องขอบคุณที่รูปร่างของผู้คนในเวลานี้ผอมบางกันเป็นปกติเสื้อผ้าหนึ่งแบบเธอซื้อมากสุดสองขนาดลูกค้าส่วนใหญ่ล้วนสามารถยัดตนเองลงเสื้อและกางเกงขนาดเล็กกับขนาดกลางได้สตรีที่สวมใส่เสื้อผ้าขนาดใหญ่ต้องมีครอบครัวมีเงินทองสมบูรณ์มาก ขนาด XL ขึ้นไปหรือ? ถ้าไม่ใช่องค์หญิงมีอันจะกินผู้ตะกละตะกลามก็เป็นเพราะลักษณะทางกายภาพที่ดื่มน้ำเย็นยังอ้วนขึ้นได้

             

             

            เชิงอรรถ

            [1]ชื่อไป๋เจินจูมีความหมายว่า ‘ไข่มุกขาว’ (白 สีขาว 珍珠 ไข่มุก)จึงตรงข้ามกับสีผิวของเธอ

            [2]真金白银 เงินจริงทองแท้เปรียบเทียบเป็นของมีค่าดุจเงินและทองคำหมายถึงสิ่งของที่มีมูลค่าสูงและหมายถึงเงินก้อนใหญ่

            [3]蓝蚂蚁 มดน้ำเงินมีที่มาจากคำเรียกคนจีนของชาวต่างชาติ เพราะกลุ่มคนใช้แรงงานมักสวมเสื้อผ้าสีเข้มเช่น สีน้ำเงิน สีกรมท่า คนจึงเรียกพวกเขาเหล่านี้ว่ามดน้ำเงินคล้ายคลึงกับการเรียก ปกน้ำเงิน (Blue collar) ซึ่งหมายถึงผู้ใช้แรงงานเช่นกัน

            

             

             

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ชาตินี้ ขอเป็นเศรษฐีนีในยุค 80 [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    [จบแล้ว] คุณหนูสี่ สตรีเปื้อนเลือด

    นิยาย รัก
    324K 1320
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นายน้อยเจ้าสำราญ **จบแล้ว**

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    489K 1390
    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    ตื๊อรักแพทย์หญิง ฉบับท่านอ๋อง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    485K 891
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    [จบ] แม่ปากร้ายยุค​ 80

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    94K 1199
    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    เกิดใหม่ครั้งนี้ ขอเป็นเจ้าของที่ดินในยุค 90 [วางจำหน่ายถึงวันที่ 31-10-2569]

    นิยาย รัก
    355K 505
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592