ทั้งสองคนเดินออกจากวิหารหลวง และมองไปในสวนที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาหลังจากฝนตกกลิ่นหอมของดินโคลนอบอวลอยู่ในอากาศจวินหวงหลับตาสูดลมหายใจเข้าไปเต็มปอด รู้สึกปลอดโปร่งเบาสบายไปทั่วร่างกายลมอ่อนๆ ยกเรือนผมของนางสยายไปในอากาศ
"ครั้งนี้เจ้ามาด้วยเรื่องอันใดหรือ?" หนานสวินเอ่ยปากถาม
จวินหวงลืมตาขึ้นมองไปยังดอกไห่ถังด้านข้าง หัวเราะเบาๆ อย่างรู้สึกขำ"ไท่จื่อหวังดีพาข้ามาไหว้พระขอพรด้านความรัก"
หนานสวินได้ยินเช่นนั้นก็อึ้งไป ก่อนที่จะหัวเราะเสียงดังออกมาฉับพลันก็นึกขึ้นมาได้จึงปิดปากไว้แล้วไอกลบเกลื่อนทีหนึ่ง จวินหวงยักไหล่ไม่สนใจปล่อยให้หนานสวินหัวเราะเยาะตามสบาย นางก้มลงมาสูดกลิ่นหอมของดอกไห่ถัง
ผ่านไปครู่หนึ่งหนานสวินถึงหยุดหัวเราะ เขากระแอมเบาๆ ก่อนจะกล่าวว่า"ฉีเฉินช่างมีความปรารถนาดีโดยแท้ มาคิดๆ ดูเขาก็เสนอเรื่องนี้ขึ้นมาหลายครั้งแล้วก็ถูกล่ะนะ คุณชายกำลังอยู่ในช่วงวัยที่รุ่งโรจน์คิดว่าคงมีสตรีมากมายใฝ่ฝันถึงอยู่เป็นแน่"
มีหรือจวินหวงจะฟังไม่ออกว่าเขากำลังยั่วล้อนางอยู่ จึงถลึงตาแรงๆ ใส่หนานสวินไปทีหนึ่งแล้วปะทะฝีปากกับหนานสวินต่อจนไม่ได้สังเกตว่าองค์หญิงหว่านเอ๋อร์ยืนอยู่ที่ระเบียง
ความจริงที่หนานสวินมาที่นี่วันนี้เพราะมาเป็นเพื่อนหว่านเอ๋อร์และไม่คิดว่าจะเจอกับพวกจวินหวง หว่านเอ๋อร์ที่แอบมองจวินหวงอยู่ไกลๆนางรู้สึกเหมือนจะลมหายใจจะหยุดลงให้ได้
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ได้พบ แต่การพบกันครั้งนี้ยิ่งทำให้ตื่นตะลึงชุดสีครามราวกับสีของสระมรกตแห่งสรวงสวรรค์บนร่างกาย เรือนผมสีดำที่สยายไปตามลมริมฝีปากที่มีรอยยิ้ม ท่าทางราวกับหนุ่มน้อยที่ชวนให้หลงใหล หว่านเอ๋อร์ตื่นตะลึงใจหวิวๆ คล้ายจะเป็นลม
ไม่นานนักหนานสวินก็รู้สึกได้ว่าหว่านเอ๋อร์แอบมองพวกเขาอยู่หว่านเอ๋อร์รู้ว่าหลบไม่ได้แล้วจึงค่อยๆ เดินออกมา นางคลี่ยิ้มและโบกมือให้พวกเขา
จวินหวงประสานมือค้อมกายคำนับ กล่าวอย่างสุภาพแต่ดูห่างเหิน"ถวายบังคมองค์หญิง"
เพียงแค่ได้ยินเสียงใสราวกับน้ำพุของจวินหวง หว่านเอ๋อร์ก็ใบหน้าแดงก่ำเดินก้าวถอยหลังไปหนึ่งก้าวแต่สายตามิได้ละไปจากจวินหวงแม้เพียงครึ่งส่วน"หว่านเอ๋อร์คารวะคุณชาย คุณชายไม่จำเป็นต้องเป็นทางการกับข้ามากมายถึงเพียงนั้นเรียกข้าว่าหว่านเอ๋อร์เฉยๆ ก็ได้"
"ผู้น้อยไม่กล้าอาจเอื้อม" น้ำเสียงของจวินหวงยังคงเรียบเฉยการแสดงออกของนางไม่เพียงแต่ไม่ทำให้หว่านเอ๋อร์รู้สึกขุ่นเคืองแต่ท่าทางที่ไม่ดูถ่อมตนหรือเย่อหยิ่งจนเกินไปยิ่งทำให้ดูน่าชื่นชม
หว่านเอ๋อร์ขบริมฝีปากล่างเอาไว้ไม่เอ่ยวาจา นางหลุบสายตาลงดูชดช้อยงดงามหนานสวินเคยเห็นสายตาแบบนี้ของผู้อื่นมาก่อนและเขาก็คุ้นเคยกับหว่านเอ๋อร์เป็นอย่างดีเมื่อเห็นหว่านเอ๋อร์มีท่าทางแบบนี้ก็แอบคิดในใจว่าไม่ดีแล้วจึงเดินมาขวางระหว่างหว่านเอ๋อร์กับจวินหวง เพื่อบดบัดสายตาของนาง
"องค์หญิง ทรงไปคารวะไท่จื่อกับไท่จื่อเฟยหรือยังพ่ะย่ะค่ะ"หนานสวินกล่าวถาม
หว่านเอ๋อร์เพิ่งรู้สึกตัว อุทานด้วยความตกใจออกมาทีหนึ่งแล้ววิ่งหนีไปวิ่งมาได้สักพักก็หยุด หันกลับมามองจวินหวงอีกครั้งอย่างเขินอายแล้วกล่าวว่า"วันนี้คุณชายเฟิงสง่างามโดดเด่นยิ่งนัก หากมีโอกาสหว่านเอ๋อร์จะต้องเชิญคุณชายไปลิ้มลองสุราเลิศรสของเมืองหลวง หวังว่าถึงเวลานั้นคุณชายจะไม่ปฏิเสธ"กล่าวจบก็ไม่รอช้าวิ่งรี่ออกไป เพียงครู่เดียวก็วิ่งไปไกลแล้ว
จวินหวงยังอึ้งงันอยู่ หนานสวินก็เลยฉุดข้อมือเดินไปห้องพักด้านหลัง เมื่อเข้าไปในห้องของหนานสวินแล้วเขาไม่พูดไม่จาก็ปิดประตูลง จวินหวงถึงเพิ่งจะได้สติกลับมา
นางไม่ค่อยได้อยู่ร่วมห้องกับบุรุษสองต่อสองแบบนี้ชั่วระยะเวลาหนึ่งจึงระมัดระวังตัวมาก เกร็งไปหมดทั้งตัว นางไอเบาๆ ทีหนึ่งแล้วนั่งลงที่โต๊ะรินชาให้ตนเองแล้วดื่มเข้าไปสองสามคำแต่ทว่ากลับยิ่งรู้สึกปากจืดไร้รสชาติ
หนานสวินครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุดก็ถอนหายใจออกมา นั่งลงตรงหน้าจวินหวงท่าทางที่คล้ายจะพูดอะไรแต่ไม่พูดของเขาดึงดูดความสนใจของจวินหวงนางวางถ้วยชาในมือลง มองหน้าหนานสวินแต่ไม่พูด รอให้หนานสวินเอ่ยปากออกมาก่อน
"ดูจากท่าทางองค์หญิงหว่านเอ๋อร์แล้ว นางอาจจะ..."หนานสวินพูดต่อไม่ได้จริงๆ เสียงของเขาค่อยๆ หายไป
"อาจจะอะไร?" จวนหวงมุ่นคิ้วถามด้วยความสงสัย
หนานสวินไอเบาๆ เสียงหนึ่ง หันไปมองที่อื่น"นางอาจจะพึงใจในตัวเจ้า"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ใบหน้าของจวินหวงก็เห่อร้อนแดงก่ำอย่างไรนางก็ไม่คิดว่าสตรีชุดกระโปรงสีชมพูเกล้าผมอย่างงดงามเมื่อครู่นี้จะพึงใจตนเอง เมื่อหนานสวินเตือนขึ้นนางจึงนึกถึงใบหน้าที่แสดงความเขินอายของหว่านเอ๋อร์ขึ้นมาได้ทันทีเมื่อครู่นางนึกว่าหว่านเอ๋อร์คงจะปัดแก้มสีชมพูมามากเกินไปมาตอนนี้ถึงได้รู้ว่าที่แท้นางแก้มแดงเพราะเจอคนที่พึงใจนี่เอง
เพียงแค่แวบเดียวที่สบตา หว่านเอ๋อร์ก็ตกหลุมรักนางเข้าจริงๆ หรือนี่?
นางรู้สึกพรั่นพรึงจนเหงื่อเย็นไหลโซมกาย แผ่นหลังเปียกชุ่มไปหมดมือที่บีบถ้วยชาอยู่สั่นระริก จนน้ำเปล่าที่อยู่ในถ้วยบางส่วนหกออกมารดนิ้วมือ
ตอนแรกหนานสวินก็รู้สึกกังวลนิดหน่อย แต่มาตอนนี้พอเห็นจวินหวงแก้มแดงไปหมดเช่นนี้ก็อดรู้สึกขบขันไม่ได้จึงมองนางอย่างยั่วล้อแล้วกล่าวหยอกเย้า"แต่หว่านเอ๋อร์ก็เป็นสาวงามขึ้นชื่อของเป่ยฉีเราเหล่าคุณชายลูกหลานคนสูงศักดิ์ไม่รู้เท่าไรต่างแย่งชิงกันเพื่อดึงความสนใจของนางแต่นางก็ไม่เคยเหลียวแลใครสักคน ไยคุณชายจึงไม่คิดแต่งงานกับนางเล่า?"
"อีกอย่าง คุณชายก็รูปลักษณ์ไม่ธรรมดา หน้าตายิ่งไม่ต้องเอ่ยถึงมีสตรีมาชมชอบก็เป็นเรื่องปกติ ตอนนี้มีบุปผามีรักวารีไหลรินเช่นคุณชายก็ควรจะมีใจให้มิใช่หรือ"พูดจบดวงตาทั้งคู่ของหนานสวินก็จ้องจับที่จวินหวง ยิ่งเห็นนางเขินหนักจนแก้มแดงก่ำก็ยิ่งหัวเราะร่าอย่างเริงใจ
"ท่านพูดเหลวไหลอันใด? รู้ๆ อยู่... รู้ๆ อยู่ว่าข้ากับนาง....เป็นไปได้เสียที่ไหนเล่า" พูดมาถึงประโยคหลังสุดก็เพียงแค่บ่นพึมพำและไม่พูดอะไรต่ออีก นางแค่ถอนหายใจออกมาเพื่อสงบจิตใจ ดื่มน้ำเข้าไปคำหนึ่งยับยั้งคลื่นลมที่ซัดสาดอยู่ในก้นบึ้งของหัวใจเอาไว้
เห็นจวินหวงมีท่าทางเป็นเช่นนี้ หนานสวินก็ไม่พูดอะไรมากอีกเขาเดินออกไปหาเณรน้อย เรียกให้นำอาหารเจเข้ามาแล้วเชิญให้จวินหวงรับประทานอาหารด้วยกัน กินไปได้ครึ่งหนึ่งก็กล่าวว่า "ดูเหมือนว่าตอนนี้เจ้าจะอยู่ที่นี่ต่อไม่ได้อีกแล้วอีกประเดี๋ยวข้าจะส่งเจ้ากลับ"
จวินหวงพยักหน้า นางไม่อยากมีปฏิสัมพันธ์กับหว่านเอ๋อร์มากเกินไปนักหลังจากกินข้าวเสร็จแล้ว ก็ให้เว่ยเฉี่ยนไปแจ้งให้ฉีเฉินรับทราบแล้วตนเองก็กลับเมืองหลวงไปพร้อมกับหนานสวิน
หว่านเอ๋อร์วิ่งไปยังที่พักของฉีเฉินและหนานกู่เยว่ยังไม่ทันเข้าไปก็เห็นฉีเฉินให้คนย้ายตั่งกุ้ยเฟยเข้าไปในสวนรอจนหนานกู่เยว่นั่งลงแล้วก็หยิบเสื้อคลุมมาคลุมให้หนานกู่เยว่ด้วยตนเองท่าทางของเขาอ่อนโยนมาก หว่านเอ๋อร์เห็นแล้วก็อดรู้สึกอิจฉาอยู่ในใจไม่ได้
"อ้าว... หว่านเอ๋อร์เจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?" หนานกู่เยว่ที่นอนเอนอยู่บนตั่งกุ้ยเฟยเห็นหว่านเอ๋อร์ก่อนนางพยายามลุกขึ้นมานั่งแต่ถูกฉีเฉินห้ามไว้
ฉีเฉินหันมามองหว่านเอ๋อร์สายตายังคงไม่คืนกลับมาจากความอ่อนโยนที่มีให้หนานกู่เยว่ หว่านเอ๋อร์เห็นแล้วก็ตะลึงไปเล็กน้อยย้อนกลับมาคิดหากจวินหวงมองนางด้วยสายตาเช่นนี้ ต่อให้ตายนางก็ไม่เสียดายแล้ว
ฉีเฉินเห็นหว่านเอ๋อร์มีท่าทางใจลอย ก็ขมวดคิ้วสงสัย"เกิดเรื่องอะไรขึ้นเหรอ?"
หว่านเอ๋อร์ได้สติกลับมาทันที หน้าร้อนแดงขึ้นแล้วส่ายหน้า หลังจากไอเบาๆ ทีหนึ่งแล้วก็วิ่งปึงปังมาหาหนานกู่เยว่แล้วมองท้องที่นูนน้อยๆ ด้วยความตื่นเต้น อดไม่ได้ที่จะยื่นมือเข้าไปลูบดูแต่ถูกฉีเฉินห้ามไว้
นางเบะปากอย่างขัดใจ "ข้าก็แค่จะลูบดูเท่านั้นเอง ไม่ทำอะไรหรอกน่าทำไมต้องทำท่าตึงเครียดขนาดนั้นด้วย?"
ฉีเฉินถลึงตาใส่หว่านเอ๋อร์ทีหนึ่งแล้วช่วยหนานกู่เยว่สอดชุดคลุมให้เรียบร้อย ตั้งแต่หนานกู่เยว่ตั้งครรภ์ นางก็ลดความเอาแต่ใจลงมามากทั่วร่างกายของนางมีแต่กลิ่นอายของความอ่อนโยนเย็นรื่นรอยยิ้มที่ดวงตาเต็มไปด้วยความอบอุ่นอ่อนหวาน
หว่านเอ๋อร์มองนางแล้วก็เกิดความรู้สึกบางอย่างในหัวใจจำได้ว่าครั้งที่แล้วที่นางเจอหนานกู่เยว่คือตอนที่ฉีเฉินพานางมาคารวะพระสนมกุ้ยเฟย ตอนนั้นหนานกู่เยว่ยังดื้อรั้นเอาแต่ใจอยู่มากแม้ว่าพระสนมจะเป็นผู้อาวุโส แต่นางก็เป็นองค์หญิงจึงไม่ค่อยไว้หน้าพระสนมกุ้ยเฟยเสียเท่าไร พระสนมก็ไม่กล้าว่ากล่าวอะไรแม้ว่าจะโกรธมากก็ตามตอนนี้หนานกู่เยว่ตั้งครรภ์แล้ว ก็คงยิ่งเอาใจนางมากขึ้น
หนานกู่เยว่เห็นหว่านเอ๋อร์ใจลอยอีกแล้วจึงถามขึ้นแล้วยิ้มอย่างระอาใจเล็กน้อย
"อา... ไม่มีอะไรข้าก็แค่กำลังคิดว่าทำไมพวกท่านถึงมาที่นี่ด้วยรู้สึกว่าบังเอิญไปหน่อย" พูดจบนางก็ทำท่าเกาศีรษะราวกับว่าเป็นเช่นนั้นจริงๆ
หนานกู่เยว่ก้มหน้าลงมองที่หน้าท้องของตนเอง รอยยิ้มกว้างขึ้นเรื่อยๆ"มาขอพรให้บุตรในครรภ์ หวังว่าเขาจะเติบโตอย่างแข็งแรง"
"ต้องเป็นเช่นนั้นแน่นอน" หว่านเอ๋อร์กล่าว
ในเวลานั้นเว่ยเฉี่ยนเดินเข้ามา นางก้มลงกล่าวบางอย่างกับฉีเฉินฉีเฉินมีสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย แต่ชั่วพริบตาก็กลับมาเป็นปกติเช่นเดิมหนานกู่เยว่คิดว่าคงเป็นเรื่องสำคัญอะไรบางอยางจึงไม่ได้ถามถึง
หลังจากรับประทานอาหารเจเสร็จแล้ว หว่านเอ๋อร์ก็หาข้ออ้างหลบออกมานางวนหาภายในวัดอยู่สองสามรอบก็ไม่พบจวินหวงอีก รู้สึกผิดหวังเล็กน้อยได้แต่ถอนหายใจแล้วนั่งอยู่ที่ที่นางพบกับจวินหวงเมื่อครู่เอามือเท้าคางแล้วมองดอกไห่ถังอย่างใจลอย
บังเอิญมีเณรน้อยเดินผ่านมาพบหว่านเอ๋อร์ เวลานี้ฟ้ามืดแล้ว เขาเกิดความสงสัยเล็กน้อยจึงเดินเข้าไปพูดด้วย"ยิ่งดึกน้ำค้างยิ่งแรง สีการีบกลับห้องไปพักผ่อนเถิด"
"ไต้ซือน้อย ท่านรู้ไหมว่าคุณชายหนานสวินพักอยู่ที่ไหน?"หว่านเอ๋อร์นึกขึ้นมาได้ว่าเมื่อครู่จวินหวงอยู่กับหนานสวินแสดงว่าพวกเขารู้จักกัน ไม่แน่ว่าตนเองอาจจะไปหลอกถามเอาความกับหนานสวินได้
"คุณชายหนานสวินกลับไปนานแล้ว"
หว่านเอ๋อร์ได้ยินเช่นนั้นก็ลุกพรวดขึ้นมาเณรน้อยตกใจจนก้าวถอยหลังไปก้าวหนึ่ง มองหว่านเอ๋อร์ด้วยท่าทางตื่นตระหนกกลัวว่าองค์หญิงผู้เอาแต่ใจผู้นี้จะก่อเรื่องอะไรพิเรนทร์ขึ้นมา
เห็นเณรน้อยมีท่าทีเช่นนั้น หว่านเอ๋อร์ก็รู้ว่าตนเองคงทำให้เขาตกใจนางจึงกระแอมเบาๆ จัดแต่งทรงผมให้เรียบร้อยแล้วกลับมาอยู่ในกิริยาที่องค์หญิงควรจะเป็น "เขากลับไปคนเดียวหรือ?"
เณรน้อยส่ายหน้า แต่ก็ไม่ได้กล่าวอะไรมากมายอีก เพียงแค่บอกให้หว่านเอ๋อร์กลับไปพักผ่อนเร็วหน่อยแล้วเขาก็เดินจากไป หว่านเอ๋อร์ยืนอยู่ในสวนอีกสักพักรู้สึกเพียงว่าลมราตรีที่โชยมาเย็นสบาย แต่หัวใจของนางกลับร้อนรุ่ม
"หรือว่าข้าจะชอบเขาเข้าแล้วจริงๆ?" หว่านเอ๋อร์พึมพำกับตัวเอง
หลังจากเกิดความคิดนี้ นางก็ยิ่งอิ่มเอมใจมากขึ้นเรื่อยๆ หลายปีมานี้มีคุณชายมากมายมาสยบแทบเท้านางแต่นางก็ยังไม่พบคนที่เหมาะสมมาตอนนี้พอจวินหวงผู้ซึ่งดูราวกับเทพเซียนผู้นั้นปรากฏตัวขึ้นนางก็รู้สึกว่านี่คือบุพเพสันนิวาสที่โชคชะตาได้กำหนดไว้แล้ว
เช้าวันต่อมา หว่านเอ๋อร์ก็กลับมาถึงวังหลวงพระสนมกุ้ยเฟยได้ยินข่าวว่าหว่านเอ๋อร์กลับมาแล้วก็ให้คนไปตามหว่านเอ๋อร์มาคุยด้วยเล็กน้อย
ในใจของหว่านเอ๋อร์มัวแต่คิดถึงจวินหวงจึงเหม่อลอยเล็กน้อยท่าทางยิ่งดูเซื่องซึม ทำให้พระสนมกุ้ยเฟยรู้สึกแปลกใจ ปกติหว่านเอ๋อร์เป็นเด็กสาวที่ไม่เคยสนใจไยดีอะไรทั้งสิ้นนางเพิ่งจะเคยเห็นหว่านเอ๋อร์มีท่าทางแบบนี้เป็นครั้งแรก
พระสนมหยิบขนมกุ้ยฮวาที่อยู่บนโต๊ะขึ้นมาชิมหนึ่งคำ แล้วค่อยๆ เอ่ยปากถาม"หว่านเอ๋อร์ ท่าทางเจ้าใจลอยไม่อยู่กับเนื้อตัวแบบนี้ไปก่อเรื่องอะไรที่ทำให้เสด็จพ่อไม่พอพระทัยอีกแล้วใช่หรือไม่?"
"ข้าไปก่อเรื่องที่ไหนกันใครจะไปทำให้เสด็จพ่อขุ่นเคืองพระทัยได้ทุกครั้งหรือว่าในพระทัยเสด็จแม่คิดว่าข้าเป็นคนแบบนั้น?" หว่านเอ๋อเริ่มรู้สึกไม่พอใจมุ่ยหน้ายื่นปากจู๋ออกมา จนพระสนมอดหัวเราะเบาๆ ออกมาไม่ได้แต่นี่ยิ่งทำให้พระสนมกุ้ยเฟยยิ่งอยากรู้ว่ามีอะไรที่ทำให้หว่านเอ๋อร์เป็นเช่นนี้ได้
"เช่นนั้นเจ้าก็บอกแม่มาว่าเกิดอะไรขึ้น?"
หว่านเอ๋อร์เกิดอาการกระบิดกระบวนขึ้นมาเล็กน้อย หลุบตาลงไม่กล้ามองพระสนมกุ้ยเฟยนางขยุ้มชายเสื้อไว้แน่น หัวใจเต้นโครมครามแทบจะกระโดดออกมา ผ่านไปครู่ใหญ่จึงเอ่ยปากขึ้น"เสด็จแม่ ข้ารู้สึกว่าข้าชอบคนผู้หนึ่งเข้าแล้ว"