บทที่ 10 กำแพงเริ่มกินคน
“ช่วยด้วย...ทางนี้มีทางออก!”
เสียงของอาเฉิงดังออกมาจากซอยแคบด้านซ้ายอีกครั้งคราวนี้ชัดกว่าเดิม ทั้งจังหวะรีบพูดและเสียงสั่นท้ายคำเหมือนหลุดออกจากลำคอของคนซึ่งยืนอยู่กลางกลุ่มไม่มีผิด
เ้าของเสียงตัวจริงส่ายหน้าจนเส้นเืข้างขมับนูนมือข้างหนึ่งกำคอ อีกข้างกางขวางคนที่อยู่ใกล้ทางแยก
เขาพยายามะโแข่งกับสิ่งซึ่งขโมยเสียงไปแต่ปากที่อ้าเต็มแรงไม่มีแม้แต่เสียงลมหลุดออกมา
“ผมเห็นประตูแล้ว เป็ประตูสีแดง อยู่ไม่ไกล!” ชายเสื้อเชิ้ตขยับเข้าใกล้ปากซอยครึ่งก้าว
อาเฉิงรีบพุ่งไปคว้าแขนเขาทั้งสองยื้อกันตรงช่องทางแยก ก่อนชายสวมเสื้อแจ็กเก็ตจะเข้ามาแทรกกลางและดันคนละฝ่ายออกจากกัน
“หยุดก่อน” เขาหันไปหาชายสวมเสื้อเชิ้ต“ตัวจริงยืนอยู่ตรงนี้ คุณยังจะตามเสียงใครเข้าไป”
“ผมรู้ว่าเสียงถูกขโมย” อีกฝ่ายสะบัดแขน“แต่ผีอาจเจอทางออกจริงก็ได้ ถ้าไม่ไปดู แล้วจะรู้ได้ยังไง”
“แล้วทำไมมันต้องเรียกพวกเรา”
“เพราะมันอยากล่อคนหรือไม่ก็เพราะทางนั้นเป็ทางออกจริงแต่มีอันตราย สองอย่างนี้เกิดพร้อมกันได้”
เหตุผลฟังไม่ถึงกับโง่คนสองสามคนจึงเหลือบมองเข้าไปในทางแยก
ซอยด้านในหักมุมไปทางขวาระยะจากปากทางถึงมุมนั้นไม่เกินหกก้าว หากมีประตูอยู่จริงแค่เดินเข้าไปดูก็อาจเห็น
เสิ่นโม่จิ่นยืนห่างจากอาเฉิงสามก้าวตำแหน่งเดิมั้แ่เสียงถูกขโมย มือทั้งสองปล่อยอยู่ข้างลำตัวไม่แตะย่ามและไม่คิดเข้าไปส่องทางให้ใคร
กฎเพิ่งแสดงให้เห็นว่าคำตอบหนึ่งคำเสียได้ทั้งชื่อและเสียงสิ่งที่เอาไปไม่ถูกทิ้ง กลับถูกนำมาใช้ล่อคนต่อทันทีทางแยกซึ่งโผล่หลังจากนั้นจึงไม่น่าเดินเข้าไปเพียงเพราะคำว่าอาจจะ
'ใครอยากพิสูจน์ก็ใช้ตีนตัวเองไปกูยืนดูตรงนี้แหละ'
เสียงปลอมดังขึ้นอีกครั้ง “เร็วเข้าก่อนประตูจะปิด!”
ภายในซอยมีแสงสีเหลืองติดขึ้น
โคมกระดาษเพียงดวงเดียวแขวนอยู่ก่อนถึงหัวมุมเปลวไฟด้านในนิ่งสนิท กระดาษรอบโคมใหม่สะอาด
ไม่มีรอยขาดหรือคราบไขมันแบบโคมบนทางหลักแสงของมันส่องลงบนพื้นอิฐเป็วงพอดี คล้ายตั้งไว้เพื่อบอกว่าทางนี้เดินได้
ชายหมวกแก๊ปเพ่งมอง “เมื่อกี้ไม่มีโคมใช่ไหม”
“ไม่มี” เด็กสาวสวมแว่นตอบทันที “ฉันมองอยู่”
“แสดงว่าทางเพิ่งเปิด” ชายเสื้อเชิ้ตยกมือชี้“อาจเป็ทางออกที่ระบบบอกว่ามีทางเดียว”
ผู้หญิงผมสั้นไม่ขยับ“หรือเป็ปากผีที่เพิ่งอ้า”
“พูดอะไรให้มันมีหลักฐานหน่อย”
“เสียงคนตรงหน้าไปดังอยู่ข้างในยังไม่พอเป็หลักฐานอีกหรือ”
ชายเสื้อเชิ้ตหันไปมองอาเฉิง เ้าตัวชี้ตัวเองตามด้วยชี้ซอย แล้วไขว้แขนเป็รูปกากบาท เขาทำซ้ำเร็วเกินไปจนมือชนกันเองก่อนกำหมัดทุบอกเหมือน้ายืนยันว่าเสียงนั้นไม่ใช่ของเขา
ไม่มีใครเข้าใจประโยคทั้งหมด
“เขาอาจกำลังบอกว่าได้ยินทางนั้นเหมือนกัน”ชายหมวกแก๊ปพูดอย่างลังเล
อาเฉิงเบิกตากว้าง ส่ายหน้ารัวกว่าเดิมแล้วชี้คอตัวเองแรงจนเล็บข่วนผิวเป็ทางแดง
“เสี่ยวอัน...มาหาพี่สิ”
เสียงจากซอยเปลี่ยนเป้าหมายกะทันหัน
เด็กชายในชุดนักเรียนสะดุ้งทั้งตัวผู้หญิงวัยกลางคนรีบดึงเขาเข้าหาอกและใช้ฝ่ามือปิดปากไว้
เสิ่นโม่จิ่นจึงรู้ว่าเด็กชื่อเสี่ยวอันโดยไม่ต้องถาม
เสียงอาเฉิงหัวเราะเบา ๆ จากหลังมุม“พี่เจอประตูแล้ว เสี่ยวอันอยากกลับบ้านไม่ใช่หรือ”
เด็กชายพยักหน้าทั้งที่ปากถูกปิดน้ำตาไหลลงบนหลังมือของป้า เขาไม่ได้พยายามตอบแต่เท้าข้างหนึ่งขยับเข้าหาแสงโดยไม่รู้ตัว
“อย่ามองโคม” ผู้หญิงคนนั้นหมุนตัวเด็กออกจากซอย“มองป้า เสี่ยวอัน มองป้าไว้”
อาเฉิงตัวจริงยื่นมือช่วยบังสายตาเด็กแต่อีกฝ่ายเห็นใบหน้าของเขาก็ยิ่งร้องไห้เพราะเสียงซึ่งควรออกจากคนตรงหน้ากลับยังเรียกอยู่ด้านข้าง
“อวี้หลาน...” เสียงปลอมลดลงจนเกือบเป็กระซิบ“พาเด็กเข้ามาสิ ข้างในปลอดภัย”
มือของผู้หญิงวัยกลางคนแข็งค้างบนท้ายทอยเด็ก
ชายเสื้อแจ็กเก็ตหันไปหาเธอ “คุณอวี้หลานอย่าตอบมัน”
อวี้หลานกัดริมฝีปากแล้วพยักหน้าเธอพาเสี่ยวอันถอยหลังจนชนหญิงชรา ก่อนกล่าวขอโทษสั้น ๆ โดยไม่ละมือจากเด็ก
เสียงในซอยไม่หยุดมันเริ่มเรียกคนถัดไปโดยใช้จังหวะเดียวกับอาเฉิงทุกคำ
“หลินเยว่...ฉันเห็นเธอนะ”
เด็กสาวสวมแว่นกดโทรศัพท์แนบอก ไหล่หดลงเล็กน้อย
“ถังซิน...เธอเคยเข้าดันเจี้ยนมาแล้วช่วยพาฉันออกไปที”
ผู้หญิงผมสั้นเงยหน้าขึ้น สีหน้าไม่เปลี่ยนแต่ปลายนิ้วซึ่งบิดชายเสื้ออยู่หยุดทันที
“อาหรง...”
หญิงชราก้มหน้าต่ำกว่าเดิมคนข้างตัวจึงเริ่มเรียกเธอว่าป้าหรงโดยไม่ต้องรู้ชื่อเต็ม
“เหอเจิ้ง...อย่าพาพวกเขาไปทางนั้น”
ชายเสื้อแจ็กเก็ตกดริมฝีปากเป็เส้นตรงเขาไม่ตอบและไม่หันไปทางต้นเสียง แต่หลังจากนั้นทุกคนก็รู้ชื่อคนแรงค์ E ซึ่งกำลังพยายามควบคุมกลุ่ม
เสียงปลอมไล่ชื่อถูกทีละคนมันไม่ได้เรียกพร้อมกัน แต่เว้น่ให้ผู้เล่นที่เหลือรู้ว่าครั้งต่อไปอาจเป็ตน
เมื่อไม่มีใครตอบ น้ำเสียงจึงค่อย ๆเปลี่ยนจากร้อนรนเป็อ่อนโยนขึ้น คำสั่นที่เคยฟังเหมือนคนกำลังหนีตายหายไปทีละน้อย
“ผมไม่ได้หลอก...ผมแค่อยากให้ทุกคนรอด”
อาเฉิงตัวจริงขยับปากตามประโยคนั้นโดยไร้เสียงจากนั้นชี้หน้าตัวเองและส่ายหน้า เขาพยายามหยิบโทรศัพท์มาพิมพ์อีกครั้งแต่ช่องบันทึกยังกลายเป็สีเทาทันทีที่แตะตัวอักษร
ถังซินเหลือบมองเสิ่นโม่จิ่น“คุณไม่คิดจะพูดอะไรหรือ”
“พูดอะไร”
“คุณเตือนทุกคนไม่ให้ตอบ แล้วตอนนี้ล่ะจะยืนดูอยู่หลังสุดเหมือนเดิม?”
น้ำเสียงไม่ได้ดัง ทว่าคำว่าเหมือนเดิมทำให้คนรอบข้างหันมามองถังซินชำเลืองข้อความสตรีมซึ่งยังด่าเื่เก่า ก่อนพูดต่อ
“ฉันเคยดูดันเจี้ยนก่อนของคุณคุณก็ยืนอยู่ข้างหลังเพื่อนแบบนี้ สุดท้ายคนที่อยู่ด้านหน้าถูกผลัก”
(สายด่าไม่พัก): มีคนจำได้เหมือนกันเสิ่นโม่จิ่นชอบหลบหลังคนอื่น
(ไข่เน่าพร้อมส่ง): อย่าให้มันอยู่ท้ายแถวเดี๋ยวมันผลักอีก
(ผู้เล่นเก่าแรงค์ E): คนละดันเจี้ยนอย่าเอาคอมเมนต์ไปแทนกฎตรงหน้า
เสิ่นโม่จิ่นมองถังซินอยู่ครู่หนึ่ง คนแรงค์ Fคนนี้มีสติพอจะไม่ตอบเสียงแต่ยังยอมให้ภาพจากสตรีมเก่ามากำหนดว่าใครกำลังคิดอะไร
เธอไม่ได้แก้ตัวเพียงเบนสายตาไปทางโคมเดี่ยวในซอย
“อยากเข้าก็เข้า”
ถังซินขมวดคิ้ว “หมายความว่าอะไร”
“ก็ตามที่พูด”
“คุณไม่อยากให้พวกเรารอดจริง ๆ ใช่ไหม”
เสิ่นโม่จิ่นไม่ตอบคำถามนั้นอาเฉิงกลับเป็ฝ่ายพุ่งเข้ามา เขาชี้ไปทางซอย ส่ายหน้า แล้วชี้คอตัวเองซ้ำมือทั้งสองเคลื่อนไหวเร็วจนคนรอบตัวต้องถอยเพื่อไม่ให้โดนปัด
เขาหันไปหาถังซินพยายามบอกว่าสิ่งข้างในไม่ใช่ตนจากนั้นกำหมัดแน่นแล้วตบไปทางกำแพงด้านขวาอย่างลืมตัว
ฝ่ามืออยู่ห่างอิฐอีกไม่ถึงหนึ่งคืบ เสิ่นโม่จิ่นก้าวเข้าไปจับข้อมือนั้นไว้ได้ทันก่อนจะตบลงบนกำแพง
แรงเหวี่ยงทำให้แขนของอาเฉิงกระตุกไปข้างหน้าแต่ฝ่ามือหยุดก่อนแตะผนังเพียงสองนิ้ว เขาหันมามองเธอดวงตาแดงจากการพยายามส่งเสียงและความกลัวซึ่งกดไม่อยู่
หญิงสาวดึงข้อมือเขากลับแล้วปล่อยทันที
“ถ้ามึงอยากตายก็ไปคนเดียว อย่าลากกูซวยไปด้วย”
“........” อาเฉิงชะงัก
ถังซินเองก็เงียบชายเสื้อเชิ้ตซึ่งยืนใกล้ปากซอยหันกลับมามองส่วนคนอื่นไม่แน่ใจว่าเธอด่าเ้าของมือ เสียงในซอย หรือด่าพวกเขาซึ่งกำลังอยากเดินตามมันเข้าไป
เสิ่นโม่จิ่นไม่อธิบายเธอปล่อยให้อาเฉิงกำข้อมือตัวเองไว้ แล้วถอยกลับไปยืนตำแหน่งเดิม
คำเตือนมีไว้ให้คนซึ่งยังฟังรู้เื่ตอนนี้เขาฟังและหยุดมือทันก็จบ
“ผมชื่อจ้าวคุน” ชายเสื้อเชิ้ตพูดขึ้นเขาเก็บกุญแจซึ่งถืออยู่กลับกระเป๋า “แรงค์ F และผมยังยืนยันว่าควรตรวจทางที่เปิดใหม่แต่ไม่จำเป็ต้องเดินเข้าไปในซอยนี้ทันที”
เหอเจิ้งมองเขา “จะเสนออะไร”
“พิสูจน์ทางหลักก่อนแบบเดิมแต่ทำให้ชัดกว่าเดิม” จ้าวคุนชี้ไปยังตรอกตรง
“เมื่อกี้ผมขีดกากบาทไว้จุดเดียวเราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าผนังซึ่งกลับมาเป็แผ่นเดิมหรือคนละแผ่นคราวนี้ลากรอยยาวต่อเนื่อง นับโคมทุกดวง แล้ววิ่งตรงไปจนสุด หากวนกลับมาพบรอยเดิมเราจะวัดได้ว่ารอบหนึ่งยาวเท่าไร”
“รอยเดิมกลายเป็รอยเล็บไปแล้ว” หลินเยว่แย้ง
“เพราะขีดเล็กเกินไป หรือมีบางอย่างขูดทับคราวนี้ทำให้ยาวจนปลอมยาก”
โจวิ ชายหมวกแก๊ปซึ่งช่วยนับโคมก่อนหน้าขยับมองทางตรง “ฟังดูดีกว่าเข้าไปตามเสียง อย่างน้อยเรายังอยู่ด้วยกัน”
“ใครจะวิ่ง” ป้าหรงถาม
“ไม่ต้องวิ่งคนเดียว” จ้าวคุนตอบ“ทุกคนเดินเร็วพร้อมกัน ผมขูดกำแพง โจวินับโคม คุณหลินบันทึก หากทางยืดเราจะเห็นจากตัวเลข”
“ถ้าเสียงข้างหลังเรียกอีกล่ะ” อวี้หลานถาม
“ไม่ตอบก็พอ”
คนหลายคนพยักหน้าเพราะแผนมีสิ่งให้ทำชัดกว่าการยืนฟังเสียงเรียกเหอเจิ้งมองซอยด้านข้างกับทางหลักสลับกัน ก่อนชี้ให้ทุกคนกลับเข้าตำแหน่ง
“ทำตามนี้” เขาพูด “จ้าวคุนทำรอย โจวินับโคมหลินเยว่จด ถังซินอยู่กลางแถวกับเสี่ยวอันและคุณอวี้หลาน ผมเดินนำห้ามใครออกนอกแถว”
จ้าวคุนมองเขา “ผมเป็คนเสนอ”
“แต่ผมเป็คนสั่งให้เริ่ม”
คำตอบทำให้คิ้วของอีกฝ่ายกระตุกทว่าสุดท้ายจ้าวคุนเพียงหัวเราะในคอแล้วเดินไปทางกำแพงเขาพันผ้าเช็ดหน้ารอบมือแน่นกว่าเดิม จากนั้นหยิบกุญแจออกมาเตรียมขูด
เสิ่นโม่จิ่นมองคนแรงค์ E ซึ่งจัดทุกคนเสร็จโดยไม่ถามว่ามีใครเห็นด้วยไหม
'ถ้ามึงจะสั่ง ก็อย่าออกความเห็นกันเลยเถอะ' เธอไม่ได้พูดออกไป
แค่เลือกเดินท้ายแถวตามเดิมอาเฉิงถูกวางไว้ก่อนหน้าเสิ่นโม่จิ่นหนึ่งตำแหน่งเพราะไม่มีใครอยากให้คนซึ่งสื่อสารไม่ได้อยู่หัวหรือท้ายกลุ่ม
เสียงในซอยด้านข้างยังเรียกชื่อพวกเขาโคมดวงเดียวส่องอยู่ตรงมุม แต่ไม่มีใครเดินเข้าไปจ้าวคุนจึงกดกุญแจลงบนกำแพงทางหลักแล้วลากเป็เส้นยาวระดับเอว
แกรก...แกรก...
“เริ่ม” เหอเจิ้งกล่าว
กลุ่มออกเดินเร็วเส้นกุญแจยืดตามพวกเขาไปบนอิฐฝั่งขวาผงปูนเกาะผ้าเช็ดหน้าของจ้าวคุนจนเปลี่ยนเป็สีเทาเขาต้องสลับกุญแจไปจับอีกมุมเมื่อปลายโลหะเริ่มทื่อ แต่ยังไม่ยอมหยุด
“หนึ่ง” โจวินับเมื่อผ่านโคมดวงแรก
หลินเยว่พิมพ์เลขลงหน้าจอ “โคมสมบูรณ์พู่สามเส้น”
“สอง”
“กระดาษไหม้ด้านซ้าย”
“สาม”
“ขาดมุมล่าง”
เสิ่นโม่จิ่นเดินตามเสียงนับโดยไม่มองโคมทุกดวงเธอจับระยะจากข้อศอกของอาเฉิงถึงผนังฝั่งซ้ายแทนตอนเริ่มเดินมีช่องว่างเกือบหนึ่ง่แขน พอผ่านโคมดวงที่ห้าช่องนั้นเหลือเพียงครึ่งเดียว
ไม่มีใครสังเกตทุกสายตาอยู่บนรอยกุญแจกับโคมเหนือศีรษะ
“หก” โจวิพูด
กำแพงฝั่งซ้ายขยับเข้ามาอีกเล็กน้อยอาเฉิงต้องหุบศอกหลบก้อนอิฐซึ่งยื่นออกจากแนวเดิม
เสิ่นโม่จิ่นชะลอหนึ่งก้าวเพื่อดูด้านหลังทางที่เพิ่งเดินผ่านแคบลงตามพวกเขาร่องน้ำทั้งสองฝั่งถูกผนังเบียดจนเหลือเส้นสีดำบาง ๆ
'ยิ่งจ้องยิ่งเข้ามาใกล้หรือ'
ข้อสงสัยทำให้เธอหยุดมองกำแพงโดยตรงสายตาเปลี่ยนไปจับพื้นตรงกลางกับแผ่นหลังของอาเฉิงแล้วเดินต่อโดยใช้ขอบการมองเห็นตรวจระยะด้านข้าง
“เจ็ด”
เสียงปลอมดังตามมาจากไกล ๆ“โจวิ...นับผิดแล้ว ดวงนี้เป็ดวงที่เก้า”
ชายหมวกแก๊ปเม้มปาก ไม่ตอบแต่จังหวะนับสะดุดไปหนึ่งก้าว
“นับต่อ” เหอเจิ้งสั่ง
“แปด”
“หลินเยว่...ตัวเลขในเครื่องเธอหายไปสองตัวนะ”
เด็กสาวสวมแว่นรีบก้มดูหน้าจอเลขหนึ่งถึงแปดยังอยู่ครบ เธอถอนใจแล้วกอดโทรศัพท์ใกล้ตัวกว่าเดิม
“อย่าฟังมัน” ถังซินบอก
“ฉันไม่ได้เชื่อ”
“เก้า”
เสียงอาเฉิงหัวเราะอยู่หลังกลุ่มทั้งที่ตัวจริงเดินก้มหน้าตรงหน้าเสิ่นโม่จิ่น
จ้าวคุนลากกุญแจต่อเส้นบนกำแพงตรงยาวโดยไม่มี่ขาด กระทั่งผ่านโคมดวงที่สิบสอง ปลายกุญแจก็หักเหลือโลหะสั้นติดอยู่ในมือเพียงครึ่ง
เขาสบถแล้วหยุด “เปลี่ยนอัน”
“อย่าหยุดนาน” เหอเจิ้งเร่ง
จ้าวคุนค้นพวงกุญแจหยิบดอกใหม่ออกมาและเริ่มขูดต่อจากปลายเส้นเดิม ระหว่างที่ทุกคนยืนรอ ตาหลายคู่มองรอยบนผนังพร้อมกัน
ครืด...
อิฐฝั่งตรงข้ามเลื่อนเข้ามาหนึ่งแนว
ไหล่ของป้าหรงเกือบชนผนังอวี้หลานรีบดึงหญิงชราเข้ากลางทาง ขณะที่เสี่ยวอันก้มตัวหลบโคมซึ่งไม่ได้ต่ำลงแต่ดูใกล้ศีรษะกว่าเมื่อเริ่มเดิน
“ทางแคบลงหรือเปล่า” โจวิถาม
เหอเจิ้งกวาดตามองผนังสองด้าน “เดินต่ออย่าหยุดรวมกันตรงนี้”
เส้นกุญแจเริ่มยาวอีกครั้งโคมถูกนับจากสิบสามไปถึงยี่สิบ ทางยังตรงและไม่มีปลายตรอกให้เห็นความเร็วของกลุ่มลดลงเพราะพื้นที่เหลือพอให้เดินทีละคนเท่านั้น
เมื่อโจวินับถึงยี่สิบเจ็ดเสียงในซอยข้างหลังเบาจนเกือบหายไป
“ทางออกอยู่ตรงนี้...”
จ้าวคุนหัวเราะหยัน “เห็นไหมไม่ตามไปเดี๋ยวมันก็เลิก”
เสิ่นโม่จิ่นไม่ได้สนใจเสียงแล้วสายตาจับอยู่เหนือหัวเหอเจิ้ง
โคมกระดาษดวงหนึ่งแขวนอยู่ตรงนั้นกระดาษใหม่สะอาด ไม่มีรอยขาดและไม่มีคราบจากการใช้งานเปลวไฟด้านในนิ่งราวกับเพิ่งถูกจุด
เป็โคมดวงเดียวกับที่ปรากฏในซอยด้านข้าง
“หยุด” เธอพูด
เหอเจิ้งชะงักเท้าคนด้านหลังหยุดตามกันจนจ้าวคุนเกือบชนหลินเยว่
“มีอะไร”
เสิ่นโม่จิ่นชี้ขึ้น้า “โคมดวงนั้น”
หลินเยว่เงยหน้ามอง ก่อนเลื่อนย้อนบันทึก“ไม่มีค่ะ เราไม่เคยนับโคมสมบูรณ์แบบไม่มีพู่”
“มันมาจากซอยเมื่อกี้” ถังซินกล่าว
ทุกคนหันกลับไปด้านหลังทางซึ่งเดินมาตรงยาวไม่มีทางแยกปรากฏอยู่แล้ว โคมสะอาดเพียงดวงเดียวแขวนเหนือกลุ่มส่วนร่องน้ำด้านล่างไหลแยกจากกำแพงเข้าสู่รอยต่ออิฐและหายไป
จ้าวคุนรีบมองผนังฝั่งขวา “หารอยเส้นยาวเราต้องผ่านจุดเริ่มแล้ว”
เขาเดินย้อนสองก้าว ใช้สายตามองตามระดับเอวไม่มีรอยกุญแจอยู่บนอิฐแม้แต่่เดียว
“เป็ไปไม่ได้ ผมลากมาตลอดทาง”
“ตรงนั้น” เสี่ยวอันชี้มือสั่น ๆ ไปใต้โคม
อิฐห้าก้อนมีรอยลึกตรงกลางรอยแต่ละเส้นเริ่มจากจุดเดียวกันแล้วกางออกเป็รูปนิ้วมือ ปลายบนโค้งงอส่วนปลายล่างจมหายเข้าไปในร่องปูนราวกับมือข้างหนึ่งอยู่หลังกำแพงและพยายามตะกุยดันตัวออกมา
ผงอิฐไม่ได้ร่วงลงด้านหน้ามันกองอยู่ตรงขอบรอยด้านใน
รอยถูกขูดจากอีกฝั่ง
จ้าวคุนเดินเข้าไปใกล้ ใบหน้าซีดลงเมื่อเห็นว่าร่องกลางกว้างเท่าปลายนิ้วของคน“นี่ไม่ใช่เส้นของผม”
“รอบก่อนกากบาทของคุณก็กลายเป็รอยเล็บ”หลินเยว่พูด “คราวนี้เส้นยาวหายทั้งหมด เหลือห้านิ้ว”
“ผนังสลับตำแหน่ง”
“แล้วทำไมโคมจากซอยนั่นถึงมาอยู่ตรงนี้”
“ผีก็ย้ายมันมา!” จ้าวคุนขึ้นเสียง “กำแพงย้ายโคมย้าย รอยถูกขูดทับ แค่นั้นเอง อย่าทำเหมือนอิฐพวกนี้มีชีวิต”
ถังซินถอยออกจากรอยห้านิ้ว“ไม่มีใครพูดว่ามันมีชีวิต”
“แต่ทุกคนกำลังทำหน้าเหมือนมันจะอ้าปากกินเรา!”
เสียงของเขากระแทกอยู่ในทางซึ่งแคบลงจนผู้เล่นยืนเบียดกันความเห็นที่เคยแบ่งเป็สองฝั่งเริ่มหายไป
ไม่มีใครเชื่อแล้วว่าตรอกเพียงวนกลับแบบถนนธรรมดาแต่ก็ไม่มีใครบอกได้ว่าพื้นที่ขยับอย่างไร
อาเฉิงดึงแขนเสื้อเหอเจิ้งแล้วชี้ไปยังรอยห้านิ้วเขาพยายามอธิบายบางอย่างด้วยมือ ทว่ายิ่งรีบ ท่าทางยิ่งปะปนกันจนคนมองตามไม่ทัน
“ช้า ๆ” เหอเจิ้งบอก “ชี้ทีละอย่าง”
อาเฉิงกำหมัด ชี้กำแพง แล้วลากนิ้วกลางอากาศเขาทำซ้ำอยู่สองรอบ แต่ไม่มีใครเข้าใจว่าหมายถึงรอย เสียง หรือทางแยก
เสิ่นโม่จิ่นมองเขาเพียงครู่ก่อนละสายตา อาเฉิงเดินช้าลงทุกครั้งที่ต้องสื่อสารกลุ่มต้องหยุดรอ และทุกครั้งที่ทุกคนหยุดมองกำแพงพร้อมกัน เส้นทางจะแคบขึ้นอีกเล็กน้อย
เธอหันไปมองช่องว่างระหว่างไหล่จ้าวคุนกับกำแพงฝั่งขวาตอนเริ่มทดสอบยังสอดแขนผ่านได้ ตอนนี้เหลือไม่ถึงฝ่ามือ
“เลิกจ้องกำแพงแล้วเดิน”
เหอเจิ้งหันมาถาม “คุณเห็นอะไร”
“มันแคบลง”
โจวิรีบมองสองข้าง “จริงด้วย เมื่อกี้ไม่ได้แคบเท่านี้”
พอสายตาทั้งกลุ่มเลื่อนไปยังกำแพงอิฐก้อนหนึ่งตรงระดับไหล่ก็ดันออกมาช้า ๆ เสียงปูนแตกดังกรอบมุมอิฐเฉียดแขนเสื้อถังซินจนผ้าขาดเป็รูเล็ก