บทที่32.แขกมาเยือนถึงหน้าบ้าน
“ไปหมู่บ้านป่าหยกปราณ”
“ขอรับนายท่าน”เมื่อได้รับคำสั่งชายผมสีขาวดอกเลาก็เร่งออกไปสั่งคนเตรียมรถม้าทันที
และเพียงไม่นานรถม้าที่ดูธรรมดาสามัญไม่ได้หรูหราแต่อย่างใดพร้อมทั้งมีคนคอยคุ้มกันอีกห้าคนขี่ม้าขนาบข้างคอยอารักขาหน้าหลังและด้านข้างยังไม่รวมองครักษ์เงาที่ซ่อนตัวอยู่อีกนับร้อยที่รายล้อมรอบด้านใช้เวลาเพียงไม่นานขบวนรถม้าก็มาถึงหน้าทางเข้าหมู่บ้านป่าหยกปราณรถม้าชะลอตัวช้าลงเมื่อจางตงที่ทำหน้าที่เฝ้าทางเข้าหมู่บ้านเห็นว่ามีแขกมาแปลกหน้ามาเยือนก็เดินเข้ามาเพื่อสอบถามตามหน้าที่ทันที
“ขออภัยขอรับไม่ทราบพวกท่านมาที่หมู่บ้านป่าหยกปราณมีธุระอันใดหรือขอรับต้องขออภัยที่ต้องถามเนื่องจากเป็นกฎก่อนจะเข้าหมู่บ้านน่ะขอรับ”จางตงเอ่ยถามและขออภัยอย่างสุภาพนอบน้อมพร้อมทั้งกล่าวขออภัยด้วยไม่อยากให้คำพูดของเขาไปสร้างความไม่พอใจให้ใครก็ตามที่เดินทางเข้ามาแต่บางครั้งมันก็เลี่ยงไม่ได้จริงๆ
“นายท่านของข้าเดินทางมาไกลเพื่อต้องการมาพบสหายเก่าท่านหนึ่งที่ตอนนี้อยู่ในหมู่บ้านป่าหยกปราณแห่งนี้ถ้าอย่างไรรบกวนท่านเรียนท่านหัวหน้าหมู่บ้านกู้ให้ได้หรือไม่ว่านายท่านโจวมาเยือน”เมื่อได้ฟังความประสงค์ของผู้มาเยือน อีกทั้งเอ่ยขอพบท่านผู้นำหมู่บ้านเช่นนี้เห็นทีคงจะเป็นแขกคนสำคัญเป็นแน่
“เช่นนั้นก็ได้ขอรับข้าจะให้คนไปแจ้งท่านผู้นำหมู่บ้านให้รบกวนรอสักครู่นะขอรับ”จางตงตอบรับคำก่อนจะให้เพื่อนอีกคนที่มาเฝ้าทางเข้าหมู่บ้านด้วยกันเป็นผู้ไปแจ้งให้ท่านผู้นำกู้ทราบ
ทางด้านผู้นำหมู่บ้านเมื่อมีคนมาแจ้งว่ามีแขกมาขอพบแจ้งว่าเป็นนายท่านโจวรออยู่ที่หน้าหมู่บ้านท่านผู้นำกู้ก็ถึงกับรีบเดินทางออกมาต้อนรับด้วยตนเองอย่างรวดเร็วทั้งยังมีท่าทีนอบน้อมโค้งคำนับจนตัวแทบจะหมอบติดไปกับพื้นอยู่แล้วถ้าไม่ติดว่านายท่านโจวห้ามไว้ก่อนไม่เช่นนั้นท่านผู้นำกู้คงลงไปนั่งหมอบกราบแนบพื้นไปแล้วก็เป็นได้
“ท่านผู้เฒ่ากู้ตามสบายเถิดข้ามาแบบส่วนตัวหาต้องมีพิธีรีตองไม่”
“พะ เอ่อขอรับต้องขออภัยที่ออกมาต้อนรับล่าช้าขอรับอย่างไรเชิญนายท่านเข้ามาในหมู่บ้านเถิดขอรับข้าจะพาไปที่บ้านของท่านประมุขหยางเองขอรับ” ท่านผู้นำกู้เอ่ยตอบเสียงสั่นๆไม่ว่าจะกี่ครั้งที่คนผู้นี้มาเยือนหมู่บ้านป่าหยกปราณแบบส่วนตัวเขาก็ไม่เคยชินสักทีอาจเพราะบรรยากาศรอบกายที่ทั้งกดดันและเต็มไปด้วยพลังอำนาจและบารมีก็เป็นได้
จากนั้นขบวนรถม้าของผู้มาเยือนและคนคุ้มกันก็เริ่มออกเดินทางไปที่บ้านพักของท่านประมุขหยางที่ให้คนมาสร้างไว้ให้ซึ่งอยู่บนเนินเขาห่างจากท้ายหมู่บ้านไปอีกด้านไม่ไกลมากซึ่งมีอาณาเขตพื้นที่กว้างและเป็นส่วนตัวเรียกว่าปีกวิเวกเลยก็ว่าได้แต่ก็นับว่ายังอยู่ในเขตพื้นที่ของหมู่บ้านป่าหยกปราณอยู่
ทางด้านหยางเทียนฉีหรือท่านประมุขหยางที่กำลังดื่มด่ำกับรสชาติของซีกวาหวานฉ่ำสดชื่นสีแดงๆเนื้อแน่นๆ อยู่ในสวนดอกไม้ที่ปลูกไว้ก็ได้รับรายงานจากคนของเขาว่าท่านผู้นำกู้มาขอรับพร้อมกับมีแขกตามมาด้วยจึงให้คนไปเชิญเข้ามาในบ้านทันที
“เทียนฉี”ทันทีประมุขหยางได้ยินเสียงเรียกอย่างสนิทสนมนั้นก็จำได้ทันทีว่าเป็นใครหากไม่ใช่สหายเก่าแก่ผู้สูงศักดิ์ที่เติบโตและรวมเป็นร่วมตายกันมาตั้งแต่สมัยเด็กผู้เป็นหนึ่งในแคว้นอย่างโจวเจียหมิงนั่นเอง
“ฝ่าบาทมาได้เช่นไรกันพ่ะย่ะค่ะ”
“พูดคุยกันธรรมดาเถอะ”
“ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะเช่นนั้นเชิญนั่ง”เมื่อได้รับอนุญาตให้สามารถพูดคุยธรรมดาได้หยางเทียนฉีก็ไม่คิดเกรงใจอีก ด้วยเพราะเติบโตและแอบหนีเที่ยวท่องยุทธภพด้วยกันมาก่อนก่อนจะมาแยกย้ายกันกลับไปทำหน้าที่ของตนเองเมื่อถึงเวลาจึงทำให้ทั้งสองช่วยเหลือเกื้อหนุนกันเสมอมาเมื่อทั้งสองนั่งกันเรียบร้อยแล้วหม่ากงกงคนสนิทข้างกายจึงรินชาแล้วถอยห่างออกไปอย่างรู้หน้าที่ ส่วนท่านผู้นำหมู่บ้านก็ถอยออกไปรอข้างนอกนานแล้ว
“เหตุใดจึงมาที่นี่ได้เล่า”ท่านประมุขหยางถามขึ้นเมื่ออยู่กันเพียงลำพังแล้ว
“ข้าได้ข่าวว่าเจ้าบาดเจ็บจนต้องมาพักที่นี่เพื่ออาศัยพลังปราณบริสุทธิ์ของที่นี่ในการรักษาตัวข้าจึงเดินทางมาดูเจ้าสักหน่อยอีกทั้งยังมีรายงานจากเจ้าเมืองซานไห่เรื่องผักปราณจึงคิดว่ามาดูให้เห็นกับตาสักครั้ง”
“อืมข้าไม่เป็นอันใดแล้วก่อนนี้ก็บอบช้ำหนักอยู่เช่นกันแต่ดีที่เมืองนี้มีของดีให้กินจนข้าเริ่มฟื้นฟูร่างกายได้ขึ้นมา”เพราะเรื่องราวภายในหุบเขาแรกอรุณมีพวกโลภมากคิดโค่นล้มอำนาแล้วขึ้นเป็นประมุขแทนเขาแต่ตอนนี้เขาและบุตรชายทั้งสองกำจัดพวกคนคิดคดทรยศได้จนหมดแล้วแต่เขาก็บาดเจ็บภายในหนักหนาพอสมควรจึงแยกมาอยู่ที่นี่เพื่อรักษาตัว
“ผักปราณใช่หรือไม่”
“ใช่สิตอนนี้แม่หนูเหยาเหยามีผลไม้ปราณมาขายด้วยนะวันนี้ข้าพึ่งให้คนไปซื้อมาจากสวนของนางเลย เจ้าต้องได้ลองกินจะรู้ว่าดีเพียงใด”
“หึ หึข้าได้ลองแล้วล่ะนะดีมากจริงๆนี่ก็คิดว่ามาเยี่ยมเจ้าก็จะถือโอกาสไปซื้อผักผลไม้ของแม่หนูน้อยผู้นั้นด้วยเสียเลย"
“ดีสิคนที่บ้านเจ้าเยอะมากมายถึงเพียงนั้นแต่ข้าไม่รู้ว่านางจะมีของขายให้เจ้าได้มากเพียงใดนะ การจะปลูกพืชผักปราณเป็นที่รับรู้กันทั่วว่าผู้ปลูกจะต้องเลี้ยงพวกมันด้วยพลังปราณวิญญาณดังนั้นผู้ที่ปลูกได้จึงต้องมีพลังปราณวิญญาณที่แข็งแกร่งมากเป็นแน่”ประมุขหยางกล่าวออกมาตามหลักการที่ทุกคนรู้ดี
“เช่นนั้นแสดงว่าครอบครัวนี้จะต้องมีผู้ที่มีพลังปราณวิญญาณที่ล้ำลึกและมีพลังวิญญาณกล้าแข็งอยู่”
“ข้าก็ไม่รู้อาจจะเป็นท่านปู่ของแม่หนูเหยาเหยาหรือไม่ก็พ่อของนางก็เป็นได้”
“ช่างเถิดจะเป็นใครไม่สำคัญแต่การที่แคว้นโจวกำเนิดผักปราณครั้งนี้ขึ้นมาได้สามารถนำความเปลี่ยนแปลงมาสู่แคว้นโจวของเราได้เลยทีเดียวข้าคงต้องให้การคุ้มครองคนบ้านนี้อย่างดีเพื่อความปลอดภัยของพวกเขา”
“อืมข้าเห็นด้วยถึงแม้ว่าชื่อเสียงและเรื่องเล่าของหมู่บ้านป่าหยกปราณจะเป็นเกาะคุ้มกันอย่างดีแต่ใครจะรู้คนโลภมากต้องการอำนาจก็มีมากมายนัก”
เมื่อคนทั้งสองพูดคุยกันจนดึกดื่นแล้วโจวเจียหมิงจึงตัดสินใจอยู่ค้างที่บ้านเนินเขาของประมุขหยางและคิดว่าตลอดเวลาที่อยู่เมืองซานไห่ก็จะพักอาศัยอยู่มันที่นี่เสียเลยท่านผู้นำหมู่บ้านกู้ได้ฟังก็เหงื่อตกที่ต้องรับรองคนใหญ่คนโตถึงสองคนเวลาเดียวกันแต่ก็ไม่อาจพูดสิ่งใดได้นอกจากตั้งใจดูแลให้ดีที่สุด
ยามเช้าวันต่อมาบ้านสกุลเซี่ยจึงต้องให้การต้อนรับแขกผู้มาเยือนถึงหน้าประตูตั้งแต่ยามซื่อ09.00 – 10.59 โชคดีที่เป็นวันหยุดขายของของเหยาเหยาวันนี้ทุกคนจึงอยู่บ้านกันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตา
'นายน้อยขอรับ นายน้อย'
'เจ้าคะพี่ต้นไม้มีเรื่องอันใดหรือ' ตอนนี้เหยาเหยาน้อยกำลังฝึกควบคุมพลังการพูดคุยและการมองเห็นสถานที่ต่างๆผ่านเหล่าต้นไม้โดยการเอานิ้วจิ้มดินพร้อมปล่อยกระแสพลังปราณอยู่ในสวนผักหลังบ้าน
'มีรถม้ากำลังมุ่งหน้ามาที่บ้านนายน้อยขอรับ'
'หื้ม ขอเหยาเหยาดูหน่อยเจ้าค่ะ' จากนั้นเหยาเหยาก็เพ่งสมาธิจึงได้เห็นรถม้าและมีคนคุ้มกันจำนวนหนึ่งกำลังเดินทางมาจริงๆด้วย แถมตามต้นไม้ต้นต่างๆ ก็มีเงามีดำแวบไปแวบมาอย่างกับนินจาอยู่เต็มไปหมดเลยล่ะนี่ถ้าเหยาเหยาไม่ได้สื่อสารจิตกับเหล่าต้นไม้ได้คงไม่มีวันเห็นเงาพวกนี้ได้เป็นแน่
'คนที่กำลังมาคงจะเป็นคนใหญ่โต กิกิ คนใหญ่คนโตเหมือนท่านลุงประมุขแน่ๆ เลย' และเพียงไม่นานเหยาเหยาก็ได้ยินเสียงที่หน้าบ้านเมื่อแขกผู้นั้นมายื่นถึงหน้าบ้านแล้วนั้นเอง……