ละครเื่ ‘ความรักไม่ลืมเลือน’ ที่เซี่ยฮ่าวหยูกับฉินซูอี้นำแสดงถูกนำมาสร้างเป็เวอร์ชันภาพยนตร์ที่กำกับการแสดงโดยเซี่ยตงจื่อ นับเป็ผลงานชิ้นแรกของเซี่ยตงจื่อในฐานะผู้กำกับ
นักแสดงหลักยังเป็นักแสดงชุดเดิม ส่วนนักแสดงที่เข้ามารับบทรองและนักแสดงสมทบถูกคัดเลือกเข้ามาใหม่ทั้งหมด ซึ่งภาพยนตร์เื่ใหม่ที่ฟู่เหวินชวนกำกับก็เลือกแถลงข่าวและเปิดกล้องในวันเดียวกัน นักข่าวบันเทิงเริ่มตื่นตัวเพราะความสัมพันธ์ในอดีตของเซี่ยตงจื่อกับฟู่เหวินชวนไม่ใช่ความลับ ดังนั้นการที่เซี่ยตงจื่อกับฟู่เหวินชวนเลือกเริ่มงานในวันเดียวกันจึงไม่น่าเป็เื่บังเอิญ
วันนี้เป็วันแถลงข่าวเกี่ยวกับภาพยนตร์เื่ใหม่ เซี่ยตงจื่อเชิญนักข่าวและสื่อบันเทิงจากทุกช่องทางมาร่วมงานเป็จำนวนมาก คำถามทุกคำถามถูกทีมงานกลั่นกรองมาให้อย่างดี แต่ไม่คิดว่าจะมีนักข่าวบันเทิงใจกล้าคนหนึ่งกล้าถามถึงเื่ส่วนตัว
“ผู้กำกับเซี่ยครับ จากการแถลงข่าวของคุณ วันเปิดกล้องของคุณเป็วันเดียวกับวันเปิดกล้องของผู้กำกับฟู่ อย่าหาว่าผมเสียมารยาทเลยนะครับ คุณตั้งใจเลือกวันเปิดกล้องให้เป็วันเดียวกันเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจเพราะไม่อยากให้เราไปร่วมงานแถลงข่าวของผู้กำกับฟู่หรือเปล่าครับ” นักข่าวถาม
เซี่ยตงจื่อยิ้มให้นักข่าวคนนั้น “อืม...คำถามของคุณออกจะเสียมารยาทอยู่จริงๆ แต่ยังไงผมก็ขอบคุณที่คุณให้ความสนใจกับภาพยนตร์ของเราอย่างดี และการที่ผมจะเลือกวันเปิดกล้องแต่ละครั้ง นอกจากจะดูวันมงคลแล้ว ผมยังดูว่าเป็วันสะดวกของนักแสดงด้วยครับ”
“ความหมายของคุณก็คือคุณไม่ได้ตั้งใจจะกลั่นแกล้งให้เกิดผลกระทบกับผู้กำกับฟู่ใช่ไหมครับ”
“ไม่มีเหตุผลที่ผมต้องไปกลั่นแกล้งใครครับ”
“ผมขอถามอีกหนึ่งคำถาม ในฐานะที่คุณเป็คนรักเก่า คุณรู้สึกยังไงกับความสัมพันธ์ของผู้กำกับฟู่กับคุณหานจิ่งอี๋ครับ”
“คำถามนี้ไม่เกี่ยวกับภาพยนตร์เื่ใหม่ของผมเลยนะครับ แต่ในเมื่อคุณนักข่าวถามขึ้นมา ผมขอตอบว่าผมไม่รู้สึกอะไรเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของพวกเขาเลยครับ ผมโฟกัสที่งานของผมอย่างเดียว เชิญคำถามต่อไปเลยครับ”
“ถ้างั้นผมขออีกคำถาม...” นักข่าวคนเดิมยังอยากถามต่อ
แต่ยังไม่ทันได้ถามนักข่าวคนนั้นก็ถูกเ้าหน้าที่พาตัวออกไป หลังจากนั้นเซี่ยตงจื่อก็ตอบคำถามนักข่าวอีกหลายคำถามเกี่ยวกับภาพยนตร์เื่ใหม่ โดยไม่มีนักข่าวคนไหนถามคำถามก่อกวนอีก
“พี่คิดว่าใครส่งนักข่าวคนนั้นมา” เซี่ยฮ่าวหยูถามพี่ชาย
“น่าจะเป็หานจิ่งอี๋” เซี่ยตงจื่อตอบ
“พี่ไม่คิดว่าจะเป็ฟู่เหวินชวนบ้างเหรอ”
เซี่ยตงจื่อส่ายหน้า “วิธีการแบบนี้ไม่ใช่ฝีมือของฟู่เหวินชวนแน่นอน มีแค่หานจิ่งอี๋เท่านั้นล่ะที่ใช้วิธีเด็กๆ แบบนี้”
“พี่ยังรู้สึกอะไรกับฟู่เหวินชวนอยู่หรือเปล่า”
“ฉันตอบนายไปหลายครั้งแล้วนี่ ฉันไม่ได้รู้สึกอะไรกับเขาแล้ว” เซี่ยตงจื่อมองน้องชาย “นายถามทำไม?”
“พี่ครับ ถ้าผมบอกว่าผมอยากสืบว่าเป็ใครที่ทำให้บริษัทของคุณพ่อคุณแม่ล้มละลาย พี่จะเห็นด้วยไหมครับ”
“นายกลัวว่าฉันจะห้ามเพราะเป็ห่วงฟู่เหวินชวนเหรอ” เซี่ยตงจื่อยิ้มให้น้องชาย “ที่เมื่อก่อนฉันห้ามเพราะฉันเป็ห่วงนาย แต่ถ้านายอยากสืบเื่ของคุณพ่อคุณแม่จริงๆ ฉันก็พร้อมสนับสนุน”
“ผมกับพี่อี้เทียนปรึกษากันว่าจะสืบจากเื่ปั่นหุ้นก่อน ถึงแม้คดีจะหมดอายุความและเอาผิดตระกูลฟู่กับตระกูลหานไม่ได้แล้ว แต่เรายังเปิดเผยความจริงให้ทุกคนรู้ได้”
“นายอยากทำอะไรก็ทำเถอะ แต่นายต้องดูแลตัวเองให้ดีด้วยล่ะ” เซี่ยตงจื่อจ้องน้องชาย “ตอนนี้ฉันเหลือแค่นาย นายห้ามทิ้งฉันไว้คนเดียว เข้าใจไหม”
“โอเคครับ ผมจะระวังตัวเองให้ดี” เซี่ยฮ่าวหยูรับปาก
“คุณส่งคนไปป่วนงานแถลงข่าวของจูดี้ใช่ไหม จำเป็ต้องทำอย่างนั้นด้วยเหรอ” ฟู่เหวินชวนถามหานจิ่งอี๋
“่นี้วงการบันเทิงของเรามันดูเงียบๆ น่ะครับ ผมก็เลยอยากสร้างสีสันขึ้นมาบ้าง” หานจิ่งอี๋ยิ้ม “ทำไมครับ พี่โกรธแทนพี่จูดี้หรือว่าพี่รับไม่ได้ที่พี่จูดี้ให้สัมภาษณ์เหมือนไม่สนใจพี่แล้ว ผมบอกพี่ไปแล้วว่าพี่จูดี้ไม่มีทางกลับมาหาพี่หรอก มีแต่ผมนี่ล่ะที่ยังอยู่กับพี่”
“คุณต้องให้ผมทำยังไงคุณถึงจะเชื่อว่าผมไม่มีทางที่จะกลับไปหาจูดี้ ผมกับเขาไม่มีทางกลับไปคบกัน” ฟู่เหวินชวนเงยหน้าขึ้นจากกองเอกสาร “จิ่งอี๋ อย่าทำอะไรที่เป็การทำร้ายตัวเองเลย”
“ผมก็บอกไปแล้วว่าผมแค่สร้างสีสัน ผมไม่ได้ทำร้ายตัวเองสักหน่อย” หานจิ่งอี๋หุบยิ้ม “คุณพ่อคุณแม่บอกผมว่ามีคนกำลังสืบเื่การล้มละลายของตระกูลเซี่ย และก่อนหน้านี้พี่ก็เพิ่งถามเื่หุ้นของตระกูลเซี่ย คงไม่ใช่พี่ที่กำลังสืบเื่นี้อยู่หรอกนะครับ”
“ผมจะทำอย่างนั้นไปทำไม ในเมื่อตระกูลฟู่ของผมก็ซื้อหุ้นของตระกูลเซี่ยมาในราคาถูก เราได้กำไรมาไม่น้อย ถ้าผมไปสืบเื่นี้แล้วเห็นความผิดปกติ จะไม่เท่ากับผมทำลายครอบครัวตัวเองเหรอ”
“พี่แน่ใจว่าไม่ใช่ฝีมือพี่ใช่ไหมครับ” หานจิ่งอี๋ถามย้ำ “พี่ก็รู้ว่าคุณพ่อคุณแม่ของเป็คนเด็ดขาดและไม่เกรงใจใครทั้งนั้น ผมขอเตือนว่าพี่อย่าไปทำให้พวกเขาไม่พอใจดีกว่า ต่อให้เป็ผม ผมก็ช่วยอะไรพี่ไม่ได้”
ฟู่เหวินชวนเดินเข้ามาหาหานจิ่งอี๋แล้วจุมพิตอีกฝ่าย “ผมรู้ว่าคุณเป็ห่วงผม แต่ผมยืนยันว่าเื่นี้ไม่เกี่ยวกับผมจริงๆ”
นานแล้วที่หานจิ่งอี๋ไม่ได้รับความอ่อนโยนเช่นนี้จากฟู่เหวินชวน อีกทั้งดวงตาเร่าร้อนที่ฟู่เหวินชวนมองมาก็ทำให้เขาลืมเื่ขุ่นเคืองไปจนหมด หานจิ่งอี๋โถมตัวเข้าหาคนรักด้วยความ้าที่โหยหามานาน และฟู่เหวินชวนก็ตอบสนองกลับมาอย่างถึงใจ แต่หานจิ่งอี๋ไม่รู้เลยว่าเวลานี้ฟู่เหวินชวนไม่ได้รู้สึกกับเขาเหมือนเดิมแล้ว
“เธอสองคนมีอะไรจะให้พ่อช่วยล่ะ” คุณพ่อฉินถามลูกชายและว่าที่ลูกเขย
“ฮ่าวหยูอยากสืบเื่ของคุณอาเซี่ยครับ เขาสงสัยว่าตอนนั้นอาจจะมีการปั่นหุ้นจนทำให้บริษัทของคุณอาเซี่ยล้มละลาย” ฉินอี้เทียนบอกบิดา “ผมสืบข้อมูลมาเบื้องต้นแล้วก็พบว่าตระกูลหานกับตระกูลฟู่อยู่เื้ัเื่นี้”
“แต่คดีนั้นมันหมดอายุความไปแล้วนี่ ต่อให้เรารู้ว่าตระกูลหานกับตระกูลฟู่ผิดจริงก็ทำอะไรไม่ได้อยู่ดี พ่อว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะไปรื้อคดีเก่าขึ้นมา” คุณพ่อฉินมองเซี่ยฮ่าวหยู “พ่อรู้ว่าเธออยากคืนความยุติธรรมให้คุณพ่อคุณแม่ของเธอ แต่ตระกูลหานไม่ใช่คนที่จะจัดการได้ง่ายๆ และพวกเขาก็ลงมือได้โเี้มากจริงๆ”
“ผมเข้าใจความเป็ห่วงของคุณพ่อนะครับ แต่ในฐานะลูก ถ้าผมไม่ทำอะไรเพื่อคุณพ่อคุณแม่ของผมเลยสักอย่าง ผมคงใช้ชีวิตอย่างรู้สึกผิดไปตลอดชีวิตแน่ๆ เลยครับ” เซี่ยฮ่าวหยูบอกว่าที่พ่อตา
คุณพ่อฉินมองเซี่ยฮ่าวหยูพร้อมกับถอนหายใจ ว่าที่ลูกเขยมีความกตัญญูไม่ใช่เื่ผิด เพียงแต่เขากลัวว่าถ้าเกิดเื่ร้ายขึ้น ลูกสาวของเขาจะต้องเสียใจ ในขณะเดียวกันเขาก็ไม่อยากให้ว่าที่ลูกเขยต้องใช้ชีวิตอย่างไม่มีความสุข เพราะมันจะกระทบกับการใช้ชีวิตร่วมกันกับลูกสาว “อีกไม่กี่วันบริษัทของพ่อจะเข้าไปวางระบบรักษาความปลอดภัยให้กับกิจการในเครือของตระกูลหานทั้งหมด พ่อจะช่วยเธอเต็มที่ เพราะฉะนั้นตอนนี้เธออย่าเพิ่งลงมือทำอะไร”
“คุณพ่อจะฝังซอฟท์แวร์แอบเก็บข้อมูลของตระกูลฟู่เหรอครับ” ฉินอี้เทียนถามบิดา
“แต่ถ้าทำอย่างนั้นบริษัทของคุณพ่อจะได้รับผลกระทบและจะไม่มีความน่าเชื่อถือ ไม่เป็ไรนะครับคุณพ่อ ผมหาวิธีอื่นได้” เซี่ยฮ่าวหยูรีบบอก หากมีคนรู้ว่าบริษัทของพ่อตาอยู่เื้ัการแฮ็กข้อมูล บริษัทของพ่อตาก็จะขาดความน่าเชื่อถือทันที เขายอมให้เป็อย่างนั้นไม่ได้
“แกสองคนเห็นพ่อไร้ความสามารถขนาดนั้นเลยหรือไง” คุณพ่อฉินยิ้มให้ลูกชายกับว่าที่ลูกเขยอีกครั้ง “เชื่อพ่อเถอะ ไม่มีใครจับได้หรอก”
“ถ้าอย่างนั้นผมต้องขอบคุณคุณพ่อด้วยนะครับ”
“ครอบครัวเดียวกันจะเกรงใจไปทำไม ว่างๆ ก็ชวนตงจื่อไปกินข้าวที่บ้านบ้างนะ คุณแม่บ่นถึงพวกเธอทุกวัน ถ้าไม่มีอะไรแล้วก็กลับไปเถอะ พ่อยังมีประชุมต่อ”
“ถ้างั้นผมกับฮ่าวหยูกลับก่อนนะครับคุณพ่อ” ฉินอี้เทียนบอกก่อนที่จะพาเซี่ยฮ่าวหยูเดินออกไป
คุณพ่อฉินมองตามหลังลูกชายและว่าที่ลูกเขย จากนั้นเขาก็กดโทรออก “หาข้อมูลเกี่ยวกับการล้มละลายของตระกูลเซี่ยและผู้ที่เกี่ยวข้องกับคดีนี้ทั้งหมด ผมให้เวลาพวกคุณหนึ่งเดือน แล้วก็อย่าลืมใช้แฮ็กเกอร์จากต่างประเทศทั้งหมดด้วย”
จากนั้นเครือข่ายของคุณพ่อฉินก็เริ่มทำงาน แต่เพราะคดีของตระกูลเซี่ยผ่านมาหลายปีแล้ว การหาข้อมูลอาจจะยากอยู่บ้าง แต่เวลาหนึ่งเดือนก็เพียงพอสำหรับแฮ็กเกอร์มืออาชีพอย่างพวกเขาแล้ว
“คุณกำลังหาข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นของตระกูลเซี่ยอยู่หรือเปล่า” ฟู่เหวินชวนถามเซี่ยตงจื่อ
“ที่คุณนัดผมออกมาวันนี้เพื่อจะถามเื่นี้เหรอครับ” เซี่ยตงจื่อขมวดคิ้วถาม “ตกลงแล้วคุณไม่คิดจะคืนปากกาให้ผมใช่ไหม”
ฟู่เหวินชวนหยิบปากกาสีดำที่ดูมีราคาด้ามหนึ่งออกมาจากกระเป๋า “ปากกาด้ามนี้สำคัญกับคุณยังไง ทำไมคุณถึงอยากได้มันคืนไปนัก”
“ปากกาด้ามนี้เป็ของคุณพ่อของผม มันเป็ของที่ระลึกชิ้นเดียวที่ท่านทิ้งไว้ให้ผมกับฮ่าวหยู” เซี่ยตงจื่อจ้องฟู่เหวินชวน “ผมให้ของที่มีค่าที่สุดกับคุณเพราะตอนนั้นคุณคือคนสำคัญที่สุด แต่ตอนนี้เราไม่ได้เป็อะไรกันแล้ว ผมอยากขอของของผมคืน คุณคงไม่ว่าอะไรนะครับ”
“ปากกาด้ามนี้คือของที่ระลึกของคุณพ่อเหรอ” ฟู่เหวินชวนแทบจะทำปากการ่วง ตอนที่เขารับปากกาด้ามนี้มาจากเซี่ยตงจื่อ เขาไม่กล้าบอกว่าเขาไม่อยากได้และเขาก็อายที่จะหยิบมันขึ้นมาใช้ แต่เขาไม่คิดว่าของสิ่งนี้จะเป็ของที่มีคุณค่าทางใจกับเซี่ยตงจื่อมากขนาดนี้
“ตอนนั้นผมรู้ว่าคุณไม่ได้ดีใจจริงๆ หรอกที่ผมให้ปากกาด้ามนี้กับคุณ ผมคิดว่าสักวันหนึ่งผมจะบอกความจริงให้คุณรู้ถึงความสำคัญของมัน แต่ยังไม่บอกเราก็เลิกกันก่อน” เซี่ยตงจื่อยิ้ม “ที่ผมตัดสินใจบอกความจริงไม่ใช่เพราะอยากให้คุณเสียดาย แต่ผมอยากให้คุณรีบคืนมันมาให้ผมเพราะมันเป็ของที่มีค่าที่สุดของผม”
ฟู่เหวินชวนได้ยินก็ขมวดคิ้ว เขาเคยรังเกียจปากกาเก่าๆ โทรมๆ ด้ามนี้ แต่ตอนนี้เขาชักไม่อยากจะคืนมันแล้ว “แล้วถ้าผมอยากเก็บมันไว้เป็ที่ระลึกล่ะ”
“ถ้าคุณไม่อยากคืนก็ช่างมันเถอะครับ” เซี่ยตงจื่อลุกขึ้นยืน
“เดี๋ยวก่อนสิจูดี้” ฟู่เหวินชวนคว้ามือเซี่ยตงจื่อไว้ “ผมคืนให้คุณก็ได้ คุณอย่าโกรธผมเลยนะ”
เซี่ยตงจื่อแบมืออกไป “ถ้างั้นก็รีบคืนมาเถอะครับ ผมยังต้องไปธุระที่อื่นต่อ”
ฟู่เหวินชวนคืนปากกาอย่างไม่เต็มใจ มีคำพูดมากมายที่เขาอยากพูดแต่ก็พูดไม่ออก เซี่ยตงจื่อก็ไม่ได้สนใจจะที่ฟัง เมื่อได้ของที่้า เขาก็เดินออกจากร้านกาแฟไป โดยที่ทั้งคู่ไม่รู้เลยว่าหานจิ่งอี๋มองเห็นการกระทำของพวกเขาทุกอย่าง