แม้แต่หัวหน้ากองผลิตหลี่เกินเซิงและเลขาธิการเจียงทั้งสองครอบครัวก็เพียงแค่มีบ้านที่ใหญ่และแข็งแรงกว่าปกติเล็กน้อยมีเรือนสี่ประสานขนาดใหญ่สี่หลัง สร้างด้วยอิฐดินแต่ก็ยังดีกว่าบ้านไม้หรือบ้านโคลนมากมายนัก
แต่ก็ไม่มีใครสร้างบ้านด้วยอิฐปูนซีเมนต์เลย!
บ้านช่างจางในหมู่บ้านก็ไม่ได้สร้างด้วยอิฐบล็อกแต่บ้านสร้างได้แข็งแรงมาก มีเครื่องเรือนในบ้านมากมายก็ถือว่าเป็นครอบครัวที่ฐานะดีมากแล้ว
“เซียวหยวนหมิง นายเอาอิฐปูนซีเมนต์มามากมายขนาดนี้... จะสร้างบ้านเหรอ?”
จู่ๆหน้าบ้านเซียวหยวนหมิงก็เต็มไปด้วยชาวบ้าน ทุกคนต่างมุงดูเข้าไปในลานบ้าน
เซียวหยวนหมิงตอบว่า“เปล่าหรอกครับ แค่ตั้งใจจะปูซีเมนต์ในลานบ้านและห้องครัวเท่านั้น”
เขาพลางสั่งคนให้นำทรายปูนซีเมนต์ และอิฐไปวางไว้ที่มุมลานบ้าน จะได้ไม่เกะกะ
มีคนอิจฉาจึงเอ่ยปากถามว่า“ซื้ออิฐแดง ปูนซีเมนต์ และทรายมามากมายขนาดนี้ต้องใช้บัตรอุตสาหกรรมเยอะเลยนะสิ นายมีบัตรเยอะขนาดนั้นเชียวเหรอ?”
คนที่ถามไม่ใช่ใครอื่นหากแต่เป็นเฉินซิ่วฮวานั่นเอง
แม้คนอื่นจะไม่ได้ถามแต่สายตาที่จ้องมองมาก็บ่งบอกถึงความคิดในใจของพวกเขาได้อย่างชัดเจน
ดูสิปูนซีเมนต์หลายสิบถุงที่กองอยู่ตรงมุม ทรายกองใหญ่และอิฐแดงที่วางเรียงกันเป็นตั้งๆ มีใครบ้างที่จะไม่อิจฉาตาร้อน?
อิฐเหล่านี้เป็นอิฐแดงที่เพิ่งผลิตใหม่ๆได้ยินมาว่าเมืองใหญ่ๆ ในตอนนี้ก็ใช้ก้อนอิฐแดงแบบนี้สร้างบ้านกันแล้ว!
เซียวหยวนหมิงตอบอย่างมั่นใจเต็มเปี่ยมว่า“ผมไม่มีบัตรหรอกครับ”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็รู้ได้ทันทีว่ามีลับลมคมใน!
ไม่มีบัตรก็กล้าซื้อของพวกนี้!
ต้องเป็นของที่ได้มาอย่างไม่ถูกต้องแน่นอน!
พวกเขาจะต้องไปแจ้งความ!
ในชั่วพริบตาเสียงของเซียวหยวนหมิงก็ดังขึ้นอีกครั้ง “แต่ภรรยาของผมมีบัตรนี่ครับ!”
น้ำเสียงที่เปล่งออกมานั้นเจือด้วยความภาคภูมิใจอย่างชัดเจน
ทุกคนได้ยินแล้วต่างก็อารมณ์เสีย
ให้ตายสิ!
เซียวหยวนหมิงพึ่งใบบุญของเมียได้อย่างผ่าเผยขนาดนี้เชียวเหรอเนี่ย!
แต่เซียวหยวนหมิงคนนี้ก็โชคดีจริงๆเขาไม่ได้แต่งงานกับภรรยา แต่ได้แต่งงานกับต้นไม้เงินต้นทองกลับบ้านมาต่างหากเล่า!
เซียวหยวนหมิงเดิมทีเป็นคนที่ยากจนข้นแค้นที่สุดในกองผลิตฉางซิงแต่ตอนนี้กลับพลิกผันกลายเป็นคนรวยที่สุดในหมู่บ้านไปแล้วทำให้ทุกคนอิจฉาจนน้ำลายไหลไปตามๆ กัน!
เฉินซิ่วฮวาอิจฉาจนใบหน้าบิดเบี้ยวนึกถึงลูกสะใภ้ของตนที่เอาแต่กิน แถมยังคิดจะเอาของกลับไปให้บ้านพ่อแม่ตัวเองอีกยิ่งทำให้เธออารมณ์เสียมากขึ้นไปอีก
เธอถอนหายใจอย่างเย้ยหยัน“แค่กินใบบุญของเมีย ยังกล้าเชิดหน้าชูตาอีก!”
เซียวหยวนหมิงที่กำลังจะออกไปขนของได้ยินคำพูดของเธอ ก็อดไม่ได้ที่จะตอบกลับไปว่า “แต่ใบบุญพวกนี้ไม่ใช่ใครก็กินได้หรอกครับอย่างน้อยก็คุณคนหนึ่งแหละที่ไม่มีวาสนา”
“แกมันหน้าไม่อาย ผู้ชายตัวโตๆ จะเกาะเมียกินอย่างผึ่งผายแบบนี้ได้ยังไง!”เฉินซิ่วฮวาโกรธจนตะโกนเสียงดัง ลืมตัวไปเลย
ในชั่วขณะนั้นสายตาที่ทุกคนมองเซียวหยวนหมิงต่างก็แฝงไปด้วยความขบขันบ้าง อิจฉาบ้างสารพัดอารมณ์
“อาหมิงเป็นสามีของฉัน ฉันเต็มใจจะเลี้ยงดูเขา เต็มใจจะใช้เงินเพื่อเขาแล้วมีปัญหาตรงไหนคะ? มันไปหนักหัวคุณ เดือดร้อนอะไรคุณคะ?”ซูเจียวเจียวเดินออกมาจากลานบ้าน ได้ยินคำพูดของเฉินซิ่วฮวาก็โต้กลับไปอย่างไม่เกรงใจ
“อาหมิงของฉันเป็นมือหนึ่งเรื่องการทำงานในกองผลิตฉางซิงเลยนะคะงานสกปรกงานหนักอะไรก็เขาคนเดียวทั้งนั้นเมื่อก่อนตอนที่ฉันยังไม่ได้เป็นช่างตัดเสื้อ อาหมิงก็เลี้ยงดูฉันมาไม่เคยปล่อยให้ฉันลำบากเลยสักนิด เขาทำงานสิบสองถึงสิบสามแต้มคะแนนงานทุกวัน”
“ตอนนี้ฉันหาเงินได้แล้ว ก็สามารถแบ่งเบาภาระครอบครัวให้เขาได้ฉันมีความสุขมากและเต็มใจที่จะทำมัน หากคุณอิจฉาตาร้อนนักละก็ก็กลับไปทำให้สามีและลูกชายของป้าขยันขันแข็งขึ้นบ้างสิคะเผื่อวันไหนจะเกาะในบ้านกินได้บ้าง แต่ดูสภาพคุณแล้ว ชาตินี้คงยากค่ะ”
สุดท้ายสายตาที่ซูเจียวเจียวมองเฉินซิ่วฮวาด้วยความดูถูกและสมเพชทำให้เฉินซิ่วฮวาทั้งอับอายและโมโห “หล่อนมันคนปากสุนัข!คนใจดำ! หล่อนแช่งฉันให้ไม่มีชีวิตที่ดีใช่ไหม?”
ซูเจียวเจียวแค่นเสียงอย่างเย็นชา“ฉันก็แค่พูดจาเสียดสีกับพวกไร้คุณธรรมเท่านั้นเองค่ะ”
ป้าหวังและป้าลู่ซึ่งอาศัยอยู่ใกล้เคียงก็วิ่งออกมาดูความวุ่นวายเมื่อได้ยินบทสนทนานี้ ต่างก็พากันช่วยซูเจียวเจียวและเซียวหยวนหมิงพูด
ป้าหวังกล่าวว่า“เฉินซิ่วฮวา หล่อนนี่มันเห็นแก่ตัวจริงๆ เลยนะใครจะเกาะใครกินก็แล้วอย่างไร เขาไม่ได้กินข้าวสารบ้านหล่อนสักหน่อยจะไปสาระแนเรื่องของคนอื่นทำไมนักหนา!”
ป้าลู่เสริมว่า“เซียวหยวนหมิงเก่งกว่าลูกชายบ้านหล่อนตั้งเยอะเขาเคยล่าหมูป่าได้สองตัวแถมยังเข้าป่าล่าไก่ป่ากระต่ายป่ากลับมาให้ครอบครัวได้กินอยู่บ่อยๆส่วนลูกชายบ้านหล่อนน่ะล่าอะไรได้บ้าง? ทำตัวเลียนแบบเซียวหยวนหมิงเข้าป่าไปสุดท้ายแม้แต่เงากระต่ายก็ยังไม่เห็นเลย”
“จริงด้วยๆ เซียวหยวนหมิงทำงานได้วันละสิบสองสิบสามแต้มคะแนนงานแต่ลูกชายของแหล้อนทำงานได้วันละเจ็ดแต้มแปดแต้มก็มากที่สุดแล้ว”
“คนเราน่ะมีความถนัดต่างกันเซียวหยวนหมิงเป็นคนทำงานเก่งเรื่องงานบ้านงานนอก ส่วนซูเจียวเจียวเป็นยุวชนเป็นคนมีความรู้ มีฝีมือ นี่แหละที่เรียกว่าการเติมเต็มซึ่งกันและกัน”
ป้าลู่และป้าหวังต่างก็ช่วยกันพูดทำให้เฉินซิ่วฮวาโกรธจนอกแทบแตก ใบหน้าบิดเบี้ยวไปหมด
ซูเจียวเจียวหันไปพูดกับทั้งสองคนว่า“ป้าหวัง ป้าลู่คะ ที่บ้านฉันจะปูซีเมนต์สองวันนี้ ถ้าป้าๆ ว่างก็ช่วยมาเป็นลูกมือที่บ้านฉันหน่อยนะคะ ค่าแรงวันละหกเหมารวมอาหารกลางวันและอาหารเย็นด้วย ป้าๆ ว่าไงบ้างคะ?”
ป้าลู่และป้าหวังได้ยินแล้วก็ตาโตค่าแรงวันละหกเหมา แถมยังรวมอาหารสองมื้ออีก! นี่มันคุ้มเกินคุ้มไปแล้ว!
แต่ทั้งสองคนก็ไม่ใช่คนหน้าเงิน
ป้าหวังกล่าวว่า“ช่วยเป็นลูกมือให้พวกเธอไม่มีปัญหาหรอกพอดีช่วงนี้งานหลายอย่างก็ทำเสร็จแล้ว เราเป็นเพื่อนบ้านกันไม่ต้องจ่ายค่าแรงหรอกนะ แค่รวมอาหารก็พอแล้ว”
“ใช่แล้วๆ รวมอาหารก็พอ ไม่ต้องให้เงินหรอกนะ” ป้าลู่ก็กล่าวพร้อมรอยยิ้ม
ปกติยุวชนซูก็ไม่ใช่คนขี้เหนียวมีของดีของอร่อยอะไรก็จะแบ่งให้บ้านพวกเขาเสมอ ช่วยทำงานแค่นี้จะเป็นอะไรไป?
เมื่อคืนยุวชนซูก็เพิ่งจะทำเกี๊ยวชามใหญ่มาให้เลย!
ข้างในมีไส้หมูผักกาดขาวและไข่กุยช่ายอัดแน่นเต็มคำ
เกี๊ยวชามใหญ่ขนาดนี้ที่ร้านอาหารรัฐสวัสดิการอย่างน้อยก็ต้องขายเจ็ดเหมาเลยนะ!
เฉินซิ่วฮวาที่กำลังจะเดินจากไปได้ยินซูเจียวเจียวจะจ้างลูกมือ แถมยังให้ค่าแรงและรวมอาหารสองมื้อก็รู้สึกเสียใจเป็นอย่างมากถ้ารู้แบบนี้เมื่อกี้จะไม่เถียงกับเซียวหยวนหมิงสองสามคำนั้นเลยไม่อย่างนั้นก็จะได้ช่วยเป็นลูกมือ แถมยังได้เงินหกเหมา และได้กินข้าวอีกสองมื้อ!
เธอได้ยินมาว่าบ้านซูเจียวเจียวจะกินข้าวขาวทุกวันแถมยังกินเนื้อทุกสามวันสองวัน และกินไข่บ่อยๆบางครั้งเซียวหยวนหมิงก็ยังล่าสัตว์ป่ามาได้อีกด้วยอาหารการกินดีกว่าที่อื่นกินตอนตรุษจีนเสียอีก!
ถ้าจ้างคนมาทำงานอาหารการกินคงไม่แย่หรอกกระมัง?
ตอนนี้เฉินซิ่วฮวาเสียใจจนไส้บิดหน้าเขียวเธออยากจะถามซูเจียวเจียวว่ายังต้องการคนอีกไหม แต่ก็พูดไม่ออกมีคนมากมายมองอยู่แบบนี้ จะไม่โดนหัวเราะเยาะตายหรอกเหรอ!
แต่เธออิจฉาจนตาร้อนจริงๆ
ป้าหวังเหมือนจะมองออกความคิดของเฉินซิ่วฮวาก็อดหัวเราะไม่ได้ “เฉินซิ่วฮวาหล่อนยืนมองอะไรอยู่ตรงนั้น? หรือหล่อนก็อยากมาเป็นลูกมือเหมือนกัน?”