อลินตา... หมอผีข้ามภพ

    บทที่ 141

    ระหว่างทางที่กำลังจะไปเฮือนไม้ชายป่า อลินตานั่งอยู่เบาะด้านหลังมีเป๋าทำหน้าที่ขับรถ อลินตานั่งนิ่งพลางเสียบหูฟังไว้ทั้งสองหูอีกด้วยหมิงนั่งอยู่ข้างๆ กับเป๋าซึ่งทำหน้าที่โชเฟอร์ รู้ดียิ่งว่าถ้าเจ้านายสาวของตัวเองเสียบหูฟังเมื่อไหร่นั้นแสดงว่าต้องการสมาธิหรือไม่ก็ใช้ความคิดอะไรบางอย่างแน่ๆ

                   และก็เป็นดังที่หมิงคิดเอาไว้เพราะอลินตาเสียบหูฟังเพื่อทบทวนบทสวดคาถาขันธปริตรซึ่งบทสวดบทนี้แปลความเป็นภาษาไทยก็คือบทสวดเพื่อเป็นมิตรกับตระกูลงูทั้งปวงเนื่องจากอลินตาคิดว่าค่ำคืนนี้คงได้ใช้ไม่มากก็น้อย เอาจริงๆ อลินตา ระแคะระคายเกี่ยวกับเจ้าภูแสนมาตั้งแต่เห็นดวงตาสีเขียวมรกตนั่นแล้วและตอนอยู่ในถ้ำกลางป่า อลินตาพูดถึง คำใบ้ นาคาเจ้าภูแสนก็โพล่งอธิบายคำใบ้นี้ได้อย่างละเอียด ทั้งที่วิถีชีวิตของเจ้าภูแสนนั้นแทบจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพญานาคเลยด้วยซ้ำ

                   แต่นัยหนึ่งอลินตาก็แอบคิดว่า เจ้าภูแสนก็เรียนคาถาไสยวิชามามากมายคงจะพอมีความรู้เรื่องพญานาคมาบ้างจนกระทั่งวันที่เจ้าภูแสนมาช่วยเธอปราบผีที่วัดป่าวิเวกธรรม อลินตาก็ค่อนข้างแน่ใจทันทีว่าเจ้าภูแสนคนนี้ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่งกับพญานาคเป็นแน่

                    เพราะคนที่จะบังคับงูได้หรือคุยกับงูรู้เรื่องนั้น ชะตาชีวิตต้องมีความเกี่ยวพันกับพญานาคราชหรือไม่ก็อาจจะเคยเกิดและใช้ชีวิตอยู่ในเมืองบาดาลมาก่อน แต่ถ้าเจ้าภูแสนเป็นพญานาคหรือมีเชื้อสายพญานาคจริงอลินตาก็ยังมีข้อย้อนแย้งอยู่ดีเพราะตาในอันเป็นทิพย์ของเธอจับสัมผัสไม่เห็นร่างทิพย์พญานาคของเจ้าภูแสนเลยแม้แต่น้อยแตกต่างจากนาคทิพย์ที่เมื่ออลินตาเพ่งมองไม่เท่าไหร่ก็เห็นร่างที่แท้จริงของนาคทิพย์ได้อย่างรวดเร็ว

                    สิ่งเดียวที่จะไขปริศนาของเธอได้นั่นก็คือปู่นาค!เจ้าแห่งพญานาคราชที่ครองบัลลังก์บาดาลเขตทางเหนืออยู่ในขณะนี้อลินตาคิดว่าเธอคงจะต้องไปเยี่ยมปู่นาคผู้ที่ประสิทธิ์ประสาทวิชายาพิษทั้งมวลให้เธอ พร้อมกับวิชาจำแลงกายให้เธออีกด้วยเอ๊ะ! เมื่อคิดมาถึงตรงนี้อลินตาก็รู้สึกสงสัย ฤาแท้ที่จริงเจ้าภูแสนคนนี้จะเป็นเจ้าภูแสนจำแลง หาใช่เจ้าภูแสนตัวจริงไม่!!

                    และเมื่อกลุ่มของอลินตามาถึงเรือนไม้ชายป่าในยามบ่ายทั้งหมดก็ยืนมองไปยังตัวเรือนที่ตั้งอยู่ภายใต้เงาบังของต้นไม้น้อยใหญ่มากมายหมิงและเป๋ายืนขยับกายชิดเจ้านายของตัวเองอัตโนมัติ ส่วนอลินตานั้นกวาดสายตามองรอบๆบริเวณก่อนจะเดินผ่านรั้วไม้เข้าไปสู่ตัวบ้านด้วยความองอาจอลินตารับรู้ได้ถึงกระแสแห่งความอาฆาตของผีนางตะเคียนที่แผ่รังสีอำมหิตมากระทบตัวเธอโดยตรงอลินตาแอบคิดติดตลกในใจคนเดียว

                   “หวงเสาตกมัน ยังกับจงอางหวงไข่” มิน่าบ้านหลังนี้ไม่มีใครกล้าย่างกรายเข้ามาสักคนสงสัยพวกโจรขโมยก็คงมีแหละ แต่น่าจะวิ่งเปิดไปกันหมดเพราะแม่ตะเคียนคงจะสำแดงเดชให้พวกนั้นได้เห็นกันชนิดภาพ เสียงแจ่มชัดทะลุสามมิติเลยกระมัง อลินตาคิดพลางก้าวเท้าเข้าบ้านและก็เป็นดังที่คิดเมื่อเข้าไปในบ้านก็พบกับแม่ตะเคียนยืนแผ่รังสีอำมหิตรอท่าอยู่แล้วอลินตาเดินอาดๆ เข้าไปยืนกลางบ้าน จากนั้นก็หันไปบอกสองลูกน้องของเธอ

                   “ถ้าอยากเห็นอะไรๆอย่างที่ฉันเห็นก็ใส่แว่นที่เคยให้ใส่ตอนอยู่คฤหาสน์ฉันได้นะ” หืม... ทั้งหมิงและเป๋าหันมองอลินตาประมาณว่า แว่นอะไร ฉันทิ้งไปนานละแว่นแบบนั้นใครจะใส่ แทนที่ใส่แว่นแล้วจะทำให้วิสัยทัศน์ในการมองเห็นชัดเจนขึ้นแต่แว่นของอลินตานั้นมันกลับกัน คือมันก็ชัดเจนเหมือนกันแต่เห็นผีชัดเจนดีมากจ้าแม่ หมิงและเป๋าคิดตรงกันนั่นคือขอไม่เห็นอะไรแบบนี้จะดีกว่า สัมผัสแค่สามอายตนะก็พอ รส กลิ่น เสียงแค่สัมผัสแค่นี้ก็แทบจะเอาตัวไม่รอด ถ้าสัมผัสถึงสี่อายตนะ คือ รูป รส กลิ่น เสียงมีหวัง ตายฝังกลบอยู่ที่เฮือนไม้ชายป่ากลายเป็นบริวารผีนางตะเคียนอยู่ที่นี่ไม่ต้องกลับกรุงเทพฯ กันพอดี

                   เมื่อสองลูกน้องไม่อยากเห็นก็เป็นอันว่าอลินตาได้เห็นภาพแม่ตะเคียนแสนเฮี้ยนอยู่คนเดียวและตอนนี้ใบหน้าของผีนางตะเคียนก็เขียวคล้ำจนเกือบจะเป็นสีม่วง ดวงตาแดงฉานผีนางตะเคียนยืนกางแกน กางมือเตรียมพร้อมเอาเรื่องอลินตาเต็มที่อลินตาก้าวไปเกือบจะใกล้เสา ดวงตาเปล่งประกายสีน้ำเงิน ส่วนเป๋ากับหมิงนั้นยืนห่างเจ้านายตัวเองเกือบ10เมตรเห็นจะได้ ขณะเดียวกันแสงสีน้ำเงินจางๆก็แผ่ซ่านออกมาจากร่างกายของอลินตาและไม่ใช่แค่แสงเท่านั้น

                    แต่ความเย็นแสบแบบน้ำกรดก็พุ่งแผ่กระทบไปถึงผีนางตะเคียนจนผีนางตะเคียนสัมผัสได้ถึงความแสบร้อนนั้นทำให้ต้องยอมล่าถอยไปชิดเสาที่ตนหวงแหนเป็นหนักเป็นหนา อลินตาจ้องเขม็งไปที่ผีนางตะเคียนก่อนจะพูดขึ้นเหมือนตัดรำคาญมากกว่าจะเอาจริง

                   “อย่ามาแสดงฤทธิ์เดชเหิมเกริมในบ้านของคนอื่นไม่อย่างนั้นเสาต้นนี้จะได้แปรสภาพเป็นเรือยาวเอาไว้แข่งขันที่คุ้งแม่น้ำแน่ชอบรึเปล่าล่ะ ที่จะได้ใช้ประโยชน์ไปในทางนั้น” หน้าผีนางตะเคียนเหวอไปนิดเรือยาวเชียวรึ อลินตาจับอาการนั้นได้อย่างทันท่วงที ด้วยความช่างสังเกตอยู่แล้วนั่นจึงทำให้รู้ว่าที่นางตะเคียนทำท่าเฮี้ยนนั้นต้องมีเหตุผลอะไรบางอย่างเสียแล้วหรือไม่ก็.. เสาตกน้ำมันต้นนี้มันจะมีอะไร..!

                   “ฉันไม่ได้พูดเล่น เสาต้นนี้ก็ไม่ได้มีประโยชน์อะไรกับฉันฉันอาจจะต่อเติมบ้าน แล้วเสริมเสาปูนแทนเสาไม้ พร้อมกับทาสีใหม่ให้เป็นสีไม้สมัยนี้ทำได้หมดทั้งนั้นแหละส่วนเสาที่แม่หวงอยู่น่ะ มีมูลค่าก็จริง แต่ถ้าฉันจับต้องไม่ได้ก็ไม่มีทางเลือกนอกจากขายทิ้ง..” คราวนี้ได้ผลแฮะ ผีนางตะเคียนเปราะบางในเรื่องโดนทิ้งถึงเพียงนี้เทียวหรือนี่บัดนี้ผีนางตะเคียนกลับกลายร่างเป็นหญิงสาวสวย แต่ดวงตากลมโตยังคงแดงระเรื่อ ใบหน้ายังคงความดุดันเฉกเช่นเดิมผีนางตะเคียนยืนนิ่งหน้าเสาสักพักก่อนจะถามอลินตา ปราศจากอาการคุกคามแบบเมื่อสักครู่อย่างสิ้นเชิง

                   “คุณหนูเนตรนภา ไม่มาที่นี่นานแล้ว หล่อนได้ข่าวคุณหนูบ้างรึไม่..?”อลินตาเอะใจในคำถามของผีนางตะเคียนตนนี้ทันทีทำไมเธอรับรู้ได้ถึงความห่วงใยที่เกินเบอร์ของผีนางตะเคียนที่มีต่อเนตรนภาเป็นอย่างมากแต่อลินตาก็ฉลาดพอที่จะไม่ผลีผลามถามหาเหตุผลอะไรเพราะกลัวจะเสียเรื่อง จึงได้แต่พูดขึ้น

                   “จะตามมาเย็นนี้แหละแต่อย่าได้คิดจะลากไส้น้องสาวฉันออกมากินเด็ดขาดน้องสาวฉันไม่ใช่บุฟเฟต์เครื่องในสำหรับผีตะเคียนนะจ๊ะ ถ้าไม่ฟังจะได้เห็นดีกันแน่เตือนแล้วนะ” อลินตาพูดจบก็หลับตาปิ๊งๆ ไปทางต้นเสา ผีนางตะเคียนยืนจ้องมองอลินตานิ่งไปสักพักก็คงจะนึกนั่นแหละ ประสาทคนจริงแม่คนนี้...

                    สลับไปทางคุ้มเชียงภูแสนกันบ้างในช่วงบ่ายแก่สัปเหร่ออุ่นพรหมกำลังง่วนอยู่กับการใส่ดุ้นฟืนเข้าไปในกองฟอนซึ่งตอนนี้กำลังเผาไหม้เป็นเปลวเพลิงโดยกองฟอนตรงหน้าของสัปเหร่ออุ่นพรหมนั้นได้บรรจุศพของศพชาวบ้านศพหนึ่งขณะที่สัปเหร่ออุ่นพรหมกำลังตั้งใจทำงานของตัวเองอยู่นั้น อยู่ๆเสียงหนึ่งก็ทักขึ้นจากทางด้านหลัง

                    “อยู่คนเดียวรึ? ตาอุ่นพรหม..”สัปเหร่ออุ่นพรหมหันหลังกลับมาก็พบกับหนานเมืองอินทร์ยืนยิ้มกริ่มแก้มป่องบวมอยู่ทางด้านหลัง

                    “อ้าวท่านโหรหลวงมาหาข้าถึงหน้ากองฟอนนี่ มีอะไรรึท่าน วันนี้ข้าไม่กินเหล้าของท่านหรอกนะทำงานอยู่ เดี๋ยวไม่เรียบร้อย หลวงปู่ครูบาเฒ่าจะตำหนิข้าได้ ขี้เกียจโดนบ่นหูชา”สัปเหร่ออุ่นพรหมพูดอย่างอารมณ์ดีทั้งที่ตัวเองอยู่หน้ากองฟอนที่ให้ความร้อนและความเหม็นเนื้อไหม้ไปพร้อมๆกัน...

    คล้ายกับเรื่องอลินตา... หมอผีข้ามภพ ที่คุณอ่าน