เขาที่อยากจะสาปแข่งกระป๋องน้ำอัดลมให้มันเกิดเป็ราเห็ดแต่ก็ไม่มีเวลาให้ทำได้นั้น รีบใส่เกียร์นักกีฬาซีเกมวิ่งออกตัวไปในทันที
แต่การกระทำเช่นนั้นก็ทำให้เกิดผลลัพธ์ตรงกันข้ามกับที่เขา้า ด้วยเสียงฝีเท้าที่ดังขึ้น ทำให้ซอมบี้บางตัวหันมาสนใจต้นตอของเสียง และเดินตามๆกันมาเป็ขบวน
เปิดเสียงโดยรอบเริ่มดังขึ้นเรื่อยๆ เหล่าซอมบี้ที่รับรู้ถึงเสียงของซอมบี้ที่วิ่งตามเขาต่างก็เปลี่ยนจากเดิน เป็วิ่งตามซะอีก!
ถึงจะค่อนข้างช้า แต่วิ่งมันก็คือวิ่ง! ยังไงมันก็เร็วสำหรับเขาอยู่ดี! ไม่มีเวลาที่จะใจเย็นเพื่อยืนสังเกตดูเฉยๆ ถ้าถูกจับได้ล่ะก็ เขาจินตนาการได้ไม่ยากเลยว่าตัวเขาจะลงเอยอย่างไร
เขาวิ่งผ่านทางลัดไปเรื่อยๆ และใน่ที่กำลังจะผ่านทางออกนั่นเอง...
"...แฮ่" มีซอมบี้จากด้านนอกเดินมาขวางทางออกของเขาไว้ถึงสองตัว
ด้วยความคิดที่คิดอะไรไม่ออก เขาจึงโดดข้ามหน้าต่างของบ้านทางด้านขวามือของเขา และรีบวิ่งเต็มสูบเหมือนเดิม
แต่เมื่อเวลาผ่านไปนานมากเท่าไหร่ เหล่าซอมบี้เริ่มวิ่งตามมากขึ้นเรื่อยๆ จนเรียกได้ว่าเหมือนกับมีแข่งมาราธอนยังไงยังงั้นเลยก็ว่าได้
น่าแปลก...ที่เขาวิ่งมาได้ซักพักแล้ว แต่ว่ายังไม่รู้สึกเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย
บางทีคงเป็เพราะร่างกายที่สมส่วนนี้ จึงเป็ข้อดีในการวิ่งหนีฝูงซอมบี้ได้อย่างดีจนหน้าประหลาดใจ
เพียงแต่ต่อให้มันจะแข็งแรงมากถึงขนาดไหน หลังจากวิ่งไปได้อีกซักระยะหนึ่ง ร่างกายใหม่ที่ยังไม่สามารถทำความคุ้นชินได้ของเขาเริ่มรู้สึกหนักขึ้นอย่างกระทันหัน ความผิดปกติในส่วนนั้นทำให้เขาสูญเสียวิธีการเดินไปชั่วขณะนึง และไปสะดุดเข้ากับพื้นดินที่ไม่เสมอกัน
"เฮ้ย!!" เขาล้มหน้าคะมำอย่างไม่ทันตั้งตัว แรงวิ่งเมื่อครู่นั้นส่งผลให้เขากลิ้งไปอีกสามตลบ
นี่เป็เพราะเขาหลับไปหลายเดือน กล้ามเนื้อของเขาจึงปรับตัวได้ไม่ทันนั่นเอง!
ฝูงคนตายวิ่งไล่หลังเขามาเรื่อยๆ และอีกไม่ช้ามันก็จะมาถึงตัวเขาแล้ว
ร่างกายที่ฝืนเท่าไหร่ก็ไม่อาจขยับได้ ไม่เข้าใจว่าเป็เพราะความอ่อนล้าหรือเป็เพราะความกลัวกันแน่
ตลอด่เวลาที่ผ่านมาของเขานั้นมีแต่ความล้มเหลวไม่เป็ท่า ไม่ว่าจะพยายามไปมากถึงขนาดไหนผลลัพธ์ที่ได้นั้นก็มีน้อยเสียจนน่าหัวเราะ
ความล้มเหลวที่สั่งสมมานั้นทำให้เขาแต่กลายเป็ไอ้ขี้แพ้คนนึง ่เวลานี้ก็เช่นกัน
...ว่าแต่ ไอ้ความล้มเหลวที่ว่านั่นมันคืออะไรกันนะ? ทำไมตัวเขาถึงจำอะไรไม่ได้เลย? ก่อนหน้านี้เขาทำอะไรอยู่กัน
หลังจากผ่านไปสักพักดิลก็ล้มเลิกที่จะรื้อฟื้นความจำ เขาที่กำลังสิ้นหวังอยู่นั้นเตรียมพร้อมที่จะตายลงอย่างหมดอาลัยแล้ว
"...ขนาดจะตาย ยังตายท่าล้มอีก น่าสมเพชจริงๆเลยตัวฉัน" เขาหลับตาลง และรอเหล่าซอมบี้มากัดกินเขา
เสียงฝีเท้าดังขึ้นเรื่อยๆ เสียงฮื่อฮ่าดังขึ้นอย่างน่ากลัว เสียงพวกนี้อยู่ด้านหลังของเขาแล้ว
..2
..4
ผ่านไปหลายวินาที เขายังไม่เห็นสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นแต่อย่างใด
ร่างกายของเขายังอยู่ดีครบ 32 ไม่มีาแเลยแม้แต่น้อย
เขาหันกลับไปที่ด้านหลัง และยังเห็นฝูงซอมบี้อยู่เหมือนเดิม
แตกต่างตรงที่ พวกมันเพียงแค่ยืนเฉยๆเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่น พวกมันไม่มีท่าทีว่าจะทำอันตรายต่อเขาเลย
"...เกิดอะไรขึ้นกันแน่เนี่ย?" เขาพูด พร้อมกับมีรอยยิ้มน้อยๆค่อยๆปรากฏขึ้นที่ใบหน้า
2 วันต่อมา
ดิลดื่มน้ำอัดลมราคาแพงชนิดหนึ่งราคา 50 บาท พลางเดินกินป๊อปคอร์นท่ามกลางฝูงซอมบี้ไปด้วย เนื่องจากการที่ไฟฟ้ายังสามารถใช้ได้อยู่นั้น
เขาเลยใช้ประโยชน์จากมันในการตามหาของกินจากห้างต่างๆ ถึงรสชาติมันจะแปลกๆไปสักหน่อยโดยเฉพาะน้ำอัดลม แต่โดยรวมก็โอเคดี
ชุดที่เขาใส่เป็ชุดฮาวาย กางเกงขาสั้น และสวมแว่นกันแดดราคาเป็หมื่นที่หยิบมาจากห้างชื่อดังแถวนี้ ถึงชุดมันจะมีสีซีดไปสักหน่อยเนื่องจากโดนแสงแดด แต่นั่นก็ไม่ใช่ปัญหา
เขามีความสุข สุขมากๆด้วย
ใน่วันก่อนนั้นเขาได้ทดสอบอะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับพวกติดเชื้อ พวกมันเข้าใจได้ง่ายกว่าที่คิด
อย่างแรกนั่นก็คือซอมบี้พวกนี้จะใช้ หู ตา จมูก โดยการรับรู้ต่อสิ่งเร้าเหมือนกับมนุษย์ไม่มีผิด แต่เสียงคือสิ่งหลักที่พวกมันใช้นำทาง
อย่างเสียงดังๆ ถ้าพวกมันได้ยินก็จะไปรวมตัวกันเป็อันดับแรก
รองลงมาคือกลิ่น เ้าพวกนี้จมูกไม่ค่อยดีนัก เขาเคยเห็นผู้รอดชีวิตใช้เครื่องในของพวกซอมบี้ทาตัวเพื่อพรางกลิ่นของตัวเองด้วย
สุดท้ายคือการมองเห็น เ้าพวกนี้ใช้ดวงตามองทางเท่านั้น ไม่สามารถแยกแยะอะไรได้
ถึงจะเห็นซอมบี้ประเภทอื่นๆที่ไกลจากแถวนี้ แต่เขาก็ยังไม่มีความคิดที่จะไปตรวจสอบพวกนั้น เนื่องจากเขานั้นยังกลัวอยู่
ซอมบี้ทั่วไปไม่โจมตีเขา แต่ประเภทอื่นล่ะไม่แน่ นั่นคือสิ่งที่เขากังวล
ในด้านร่างกายของเขานั้น แข็งแกร่งเหนืุ์ก็ว่าได้ เขาสามารถะโได้ไกลถึง 20 เมตร และมีแรงยกของอย่างพวกรถเก๋งได้อย่างสบายๆ
เขาไม่รู้ว่ามันทำได้อย่างไร แต่เขารู้สึกว่าสามารถควบคุมมันได้ เหมือนกับอะดรีนะลีน เขาสามารถเปลี่ยนให้ตัวเองเป็เหมือนคนธรรมดาได้ แต่พื้นฐานร่างกายก็ยังเหนือกว่าคนปกติอยู่ดี ถึงจะกลัวเื่ผลข้างเคียงที่ตามมา แต่นอกจากการที่ต้องกินอาหารให้มากๆหลังจากที่ใช้พละกำลังเหนืุ์ของเขาแล้ว ก็ไม่มีอย่างอื่นที่ต้องกังวลเพิ่มเติม
ส่วนที่มาของเื่พวกนี้นั้น เขาคิดว่ามันต้องมาจากอุกกาบาตสีเขียว 100 เปอร์เซนต์ และเป็เพราะเขาอยู่ใกล้ที่สุด เพราะอะไรซักอย่าง ร่างกายจึงเกิดการสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาได้เอง ด้วยข้อมูลดังกล่าวนี้เขาจึงได้ข้อสรุปมาว่า ตัวของเขาน่าจะมีความคล้ายคลึงกับพวกซอมบี้มากกว่ามนุษย์ซะอีก จนแล้วจนรอดเขา จึงลองอะไรบ้าๆขึ้นมาโดยการลองชิมเืของซอมบี้ดู สรุปแล้วว่าเขาไม่เกิดความผิดปกติอะไรขึ้นในตัว
แถมยังอ้วกเพราะมันดูแหยะมากๆอีกด้วย ความประทับใจแรกที่มีต่อรถััและหน้าตาของพวกมันอยู่ในระดับที่แย่เลยทีเดียว
ถึงเขาจะทำเสียงดังยังไง พวกซอมบี้ก็ทำแค่เดินมาเท่านั้น และไม่สนใจเขาเหมือนกับว่าเขานั้นไม่มีตัวตน
ดิลเดินผ่านฝูงศพเดินได้อย่างเงียบๆด้วยความระมัดระวัง เขากำลังจะไปที่ที่หนึ่ง เป็ที่ที่สูงที่สุดของเมืองนี้
นั่นก็คือเสาสัญญาณที่ตั้งสูงตระหง่านอยู่ใจกลางเมือง มันสูงประมาณ 80 เมตร ทำให้สามารถมองเห็นทุกส่วนของเมืองได้อย่างสบายๆ
ถ้าเป็เมื่อก่อนเขาคงจะรู้สึกกลัวอย่างแน่นอน แต่หลังจากที่เขานั้นได้รับอะไรบางอย่างมาจากแสงสีเขียวนั้น เขาเริ่มรู้สึกมีความมั่นใจมากขึ้น และคาดการณ์ได้แม่นยำมากขึ้นกว่าเดิม
และด้วยความแข็งแรงของร่ายกายนี้ ทำให้การปีนป่ายใช้เวลาไม่นานนัก
เขาขึ้นมาถึงยอดสุดของเสาแล้ว และเริ่มสำรวจพื้นที่รอบๆก่อนเป็อย่างแรก
เนื่องจากบริเวณที่อยู่อาศัยของเขานั้นเป็บริเวณติดทะเล จึงเห็นชายหาดและมีบ้านพักต่างอากาศอยู่เต็มไปหมด
พื้นที่เกือบทั้งหมดมีศพเดินได้อยู่ทั่ว บางพื้นที่มีรั้วกั้นรอบๆ และยังเห็นคนจำนวนหนึ่งยืนสังเกตุการณ์ด้วย นั่นน่าจะเป็ที่อยู่อาศัยของผู้รอดชีวิตจำนวนนึง
เขากวาดสายตามองไปรอบๆและก็นึกขึ้นได้ว่าตัวเขาเองนั้นยังไม่เคยแม้แต่จะเดินเที่ยวในเมืองนี้แบบจริงๆจังๆเลย
ถึงจะเลือนลาง แต่เขาก็พอจำได้ว่าเป็เพราะว่าตัวเขาเมื่อก่อนมัวแต่สนใจกับงาน และเอาแต่เก็บเงิน จึงไม่มีเวลาไปทำอย่างอื่น
ส่วนคนรู้จัก.....เขาจำไม่ได้อย่างชัดเจนนัก แต่ก็ไม่ได้สำคัญ เพราะเพื่อนฝูงก็คงลืมเขาไปหมดแล้ว เพราะนิสัยที่ไม่ชอบเข้าหาคนอื่น เลยทำให้เขานั้นไม่มีเพื่อนสนิทเลยแม้แต่คนเดียว
ดูเหมือนว่าตัวเขาเมื่อก่อนจะมีแต่เื่น่ารำคาญให้จดจำอยู่เต็มไปหมด
เขานั่งอยู่ตรงนั้นอยู่นานจนกระทั่งเริ่มเห็นว่าใกล้จะมืดแล้ว จึงลงมา และเดินเล่นต่อเล็กน้อย
เขาไปแวะห้างสรรพสินค้าเพื่อเก็บเสบียง และของใช้ที่จำเป็มาแพ๊คใส่กระเป๋าจนเต็มไปหมด และกำลังเตรียมตัวที่จะกลับบ้านพักของตน
แต่ว่าตอนนั้นเอง เขาได้เห็นผู้หญิงคนหนึ่งกำลังเดินด้วยท่าทางที่ไร้เรี่ยวแรงเหมือนกับพวกติดเชื้อ สวนทางกับเขาอยู่
ในทีแรกก็ไม่ได้เอะใจอะไร แต่พอได้เห็นหน้าแล้ว ความทรงจำในส่วนหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว
เธอคนนี้มีชื่อว่าเรน เป็คนที่เขาเคยเรียนอยู่ที่เดียวกันเมื่อตอน่มัธยมต้น