แสงสว่างเจิดจ้ารอบดวงตาตามด้วยแรงดูดรุนแรงทำให้โจวหยวนรู้สึกวิงเวียนและสายตาพร่ามัวราวกับตกลงไปในวังน้ำวน
ทว่าเคราะห์ยังดีที่ความรู้สึกโดนดูดนี้อยู่ได้ไม่นานโจวหยวนก็ััถึงพลังมหาศาลดึงร่างขอเขาให้ลอยขึ้นมา
ตึง!
ร่างของโจวหยวนกระแทกลงกับพื้นอย่างแรง ก้อนโคลนกระเด็นเข้าปาก แต่นับว่ายังมีไหวพริบดีพอร่วงลงพื้นก็กลิ้งหลบออกจากบริเวณเดิมอย่างรวดเร็วโดยที่ไม่สนความเ็ปบนร่างกาย
ในเวลาเดียวกันอักขระกายเหล็กที่โจวหยวนได้สลักไว้บนแขนก่อนหน้านี้ก็เปล่งประกายแสงส่องสว่างขึ้นเตรียมพร้อมใช้งานตลอดเวลา
แต่สิ่งที่โชคดีคือยังไม่มีการโจมตีเกิดขึ้นใน่เวลาที่ไม่ทันตั้งตัว ร่างที่เกร็งของโจวหยวนจึงค่อยๆ ผ่อนคลายลง ขณะนี้เขาจึงมีเวลาสังเกตการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมรอบข้าง
“ที่นี่คือ...?”
โจวหยวนดวงตาเบิกกว้างจ้องมองรอบข้าง ถ้ำที่เคยอยู่กลับหายไปแล้ว แทนที่ด้วยป่าไม้โบราณที่เงียบสงบ ต้นไม้ใหญ่สูงเสียดฟ้าตั้งตระหง่าน ใบไม้เขียวชอุ่มปกคลุมเต็มท้องฟ้า
ด้านข้างมีธารน้ำใสไหลผ่านส่งเสียงไพเราะให้บรรยากาศแสนสงบ
“ที่นี่คือที่ไหน?” โจวหยวนประหลาดใจมีสภาพมึนงง เขาจำได้ว่าเมื่อสักครู่นี้เขายังอยู่ในถ้ำของศาลบรรพชนอยู่เลย เหตุใดเพียงพริบตาถึงมายังดินแดนประหลาดเช่นนี้ได้
“ประหลาด” โจวหยวนขมวดคิ้วกวาดสายตามอง หรือสิ่งที่เรียกว่าลิขิตชะตาจะเป็ดินแดนแห่งนี้
“ดินแดนแห่งนี้ไม่มีแม้แต่เงาของใครสักคน...” โจวหยวนพึมพำสงสัยพลางกวาดสายตาไปมา ชั่วพริบตาต่อมารูม่านตาของเขาก็พลันหดเล็กลง สีหน้าแข็งทื่อทันที คล้ายกับเห็นภูตผีอย่างไรอย่างนั้น
เพราะว่าในยามนี้เขาเพิ่งจะเห็นเงาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นใต้ต้นไม้ใหญ่ที่อยู่เบื้องหน้าโดยไม่รู้ว่าเงาร่างนั้นมาั้แ่เมื่อใด
เมื่อเพ่งพินิจดูจึงพบว่าเงาร่างนั้นคือหญิงสาวในชุดสีฟ้า นางมีเรือนร่างผอมเพรียว เวลานี้กำลังยืนพิงต้นไม้ใช้ดวงตาสดใสคู่หนึ่งจ้องมองมาที่เขา
โจวหยวนสบสายตากับนาง เขารู้สึกขนลุกเสียววาบอย่างบอกไม่ถูก
ทว่าโจวหยวนยังคงมีสติดี เพียงชั่วครู่จิตใจก็สงบลง รอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าอ่อนเยาว์ พยายามไม่แสดงให้ตนเองเป็พิษเป็ภัยก่อนจะยกกำปั้นขึ้นคำนับ “พี่สาวท่านนี้ ไม่ทราบว่าที่แห่งนี้คือที่ใด ข้ามีนามว่าโจวหยวน มิได้มีเจตนาบุกรุกเข้ามา หากทำให้ท่านขุ่นเคืองต้องขออย่าได้ถือสาด้วย”
หญิงสาวเบื้องหน้าดูไม่แตกต่างจากเขามากนัก แต่เวลานี้ปากหวานไว้ก่อนย่อมไม่ผิด
แต่ถึงกระนั้นหญิงสาวชุดสีฟ้าลึกลับนางนี้ก็ไม่ได้มีท่าทีสนใจการแสดงความนับถือของโจวหยวนมากมาย มือเรียวยาวของนางปัดเส้นผมบนหน้าผาก จากนั้นเดินมาหาโจวหยวนด้วยเรียวขาที่เรียวยาว
เมื่อนางเดินออกมาจากร่มไม้แสงแดดก็พลันสาดส่องลงบนตัวนางทันที ครั้นนางเดินเข้ามาใกล้โจวหยวนจึงเห็นนางได้อย่างชัดเจน ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็ฉายแววประหลาดใจขึ้นมา
หญิงสาวผู้นี้มีผิวพรรณสีขาวราวหิมะ เส้นผมเงางาม สวมชุดสีฟ้าเรียบง่ายแต่ทว่าเผยให้เห็นสัดส่วนเว้าโค้งสง่างาม และนางยังมีใบหน้าที่งดงามอีกด้วย โดยเฉพาะแววตาคู่นั้นที่เต็มไปด้วยความลึกลับบางอย่าง ยิ่งจ้องมองก็ยิ่งน่าค้นหา
ในเวลานี้ใต้เท้าของหญิงสาวกำลังเหยียบแสงแดดอ่อน ด้านหลังคือต้นไม้ใหญ่โบราณสูงตระหง่าน สายลมพัดโชยมาจนหน้าม้าของนางลอยขึ้น บริเวณหว่างคิ้วที่ขาวเนียนปรากฏอักขระโบราณให้เห็นอยู่เลือนราง เผยให้เห็นความลึกลับยากเกินจะพรรณนา เมื่อเห็นความงดงามเช่นนี้จึงทำให้โจวหยวนลมหายใจสะดุดไปเล็กน้อย
“พี่สาวคนสวย...” โจวหยวนเผยรอยยิ้ม แม้ความงดงามจะปรากฏอยู่เบื้องหน้าเขาก็ยังคงระมัดระวังตัว ไม่ใช่เพียงแค่สภาพแวดล้อมที่แปลกประหลาดนี้ แต่ยังมีหญิงสาวลึกลับเบื้องหน้าอีกด้วย ทุกอย่างต่างอยู่นอกเหนือความรู้ความเข้าใจของเขา
“พี่สาวคนสวยรึ?” พอได้ยินคำทักทายของโจวหยวน มุมปากของหญิงสาวชุดสีฟ้าก็โค้งขึ้นเล็กน้อย เหมือนได้เจอเื่น่าสนใจเข้า
นางเพ่งมองโจวหยวนด้วยความสนใจแล้วพึมพำกล่าวว่า “ปู่เฮยพูดไว้ไม่มีผิด วันนี้จะมีคนมาที่นี่จริงๆ...”
“อะไรนะ?” โจวหยวนได้ยินไม่ชัด
แต่หญิงสาวชุดสีฟ้ากลับไม่สนใจ นางหันหลังกลับไปทางป่าไม้โบราณ ระหว่างเดินผ่านต้นไม้ใหญ่หญิงสาวก็ร้องะโเสียงใส
“ทุนทุน กลับบ้านได้แล้ว”
พอได้ยินถ้อยคำของหญิงสาวชุดสีฟ้าโจวหยวนก็พลันเห็นอสูรตัวน้อยที่กำลังนอนกลิ้งซุกซนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ อสูรน้อยตัวนี้มีลักษณะเหมือนสุนัขธรรมดาๆ ไม่ได้โดดเด่นมากนัก
“สัตว์เลี้ยงสุนัขกระมัง?” โจวหยวนพึมพำ
โฮ่งๆ!
ราวกับได้ยินเสียงพึมพำของโจวหยวน อสูรน้อยขนตั้งชูชันขึ้นและพุ่งคำรามเข้าใส่โจวหยวนทันที เพียงแต่ลำตัวของมันมีขนาดเล็ก เสียงคำรามที่เปล่งออกมาจึงไร้พิษภัย ซ้ำกลับยิ่งทำให้น่ารักกว่าเดิม
อสูรน้อยคล้ายกับรับรู้ได้ว่าเสียงขู่ไม่สะทกสะท้านโจวหยวน หางจึงตั้งชูขึ้นตรงพลางะโขึ้นไปบนหินขนาดใหญ่เบื้องหน้า จากนั้นอ้าปากแทะอย่างรุนแรง
กร้วมๆ!
มันแทะต่อไปเรื่อยๆ แลเห็นหินก้อนใหญ่เล็กลงอย่างรวดเร็วในพริบตา มันเล็กลงเรื่อยๆ จนหายวับสะอาดหมดจด หินแข็งแกร่งทั้งก้อนโดนเ้าอสูรน้อยกลืนกินเข้าไปในท้องจนหมดแล้ว...
โจวหยวนมีสีหน้าแน่นิ่ง จากนั้นค่อยๆ สูดหายใจเข้าลึก แววตาประหลาดใจจ้องมองอสูรน้อยที่คล้ายลูกสุนัข นี่มันตัวอะไรกันเนี่ย? หินก้อนใหญ่เช่นนี้เพียงสองสามคำก็กลืนลงไปจนหมดเลยหรือ
ความกระหายและปากฟันช่างแข็งแกร่งยิ่งนัก!
โจวหยวนปาดเหงื่อ ไม่กล้ามองอสูรน้อยประหลาดตัวนี้อีก ปากและฟันของมัน กระทั่งหินก้อนใหญ่ยังกลืนกินลงไปได้อย่างง่ายดาย แล้วร่างกายเล็กๆ ของเขาล่ะ?
สมแล้วที่ชื่อทุนทุน*...
(*ทุนทุน หมายถึง จอมเขมือบ)
เห็นว่าโจวหยวนมีสีหน้าตกตะลึง เ้าอสูรน้อยที่มีนามว่าทุนทุนก็สะบัดหางพอใจ จากนั้นสะบัดสายตาใส่มนุษย์โจวหยวนอย่างแรง ก่อนจะส่ายหางไปมาเดินตามหญิงสาวชุดสีฟ้าไป
ขณะที่หญิงสาวชุดสีฟ้ากำลังจะเดินไปในเข้าเงาป่านางก็เชิดหน้าขึ้นใส่โจวหยวนช้าๆ ด้วยคางที่ขาวราวหิมะ
“หากอยากพบเส้นทางลิขิตชะตาก็จงตามข้ามา”
พูดจบนางก็ย่างเท้าเข้าไปในป่า เงาร่างของนางผลุบๆ โผล่ๆ อยู่ท่ามกลางร่มเงาไม้
โจวหยวนมองอสูรน้อยและหญิงสาวชุดสีฟ้าเดินไกลออกไปด้วยสีหน้าครุ่นคิด ทั้งหมดนี้ล้วนลึกลับจนคาดเดาอะไรไม่ได้ เขาไม่อาจเข้าใจได้ว่าเหตุใดจึงทะลุผ่านลานหินในถ้ำของศาลบรรพชนมายังสถานที่แปลกประหลาดแห่งนี้...
แต่ว่า ในเมื่อมาถึงแล้ว ก็ไม่มีทางให้ถอยกลับ เขาจะกลับไปมือเปล่าไม่ได้
โจวหยวนสูดลมหายใจเข้าลึก จากนั้นก้าวเท้าตามไปอย่างไม่ลังเล เดินตามอสูรตัวน้อยและหญิงสาวเบื้องหน้าไปอย่างรวดเร็ว...
ชายหนึ่งหญิงหนึ่งสัตว์หนึ่งเดินอยู่ในป่าโบราณอันอุดมสมบูรณ์เขียวขจี บางคราจะมีเสียงคำรามที่เต็มไปด้วยความดุร้ายดังมาจากระยะไกล ถึงอย่างนั้นทุกครั้งที่ทุนทุนตัวน้อยซึ่งเดินอยู่ข้างกายหญิงสาวชุดฟ้าส่งเสียงคำรามกลับ แม้จะไม่ดังก้อง แต่ทั่วทั้งป่าต่างเงียบเสียงลงทันที ราวกับหวาดกลัวอิทธิฤทธิ์ของอสูรตัวน้อย
สิ่งนี้ทำให้โจวหยวนอดจ้องมองอสูรน้อยลึกลับตัวนี้หลายรอบไม่ได้ ดูเหมือนเ้าสุนัขมอมแมมตัวเล็กนี้จะไม่ธรรมดา
หญิงสาวชุดสีฟ้าไม่มีทีท่าจะพูดจากับโจวหยวน โจวหยวนจึงรักษาความเงียบเอาไว้แล้วเดินตามติด
เดินไปมาจนผ่านไปกว่าครึ่งชั่วยาม ในที่สุดโจวหยวนก็รับรู้ได้ว่าฝีเท้าของหญิงสาวหยุดชะงักลง
“ถึงแล้ว”
เสียงของหญิงสาวชุดสีฟ้าดังแว่วขึ้นเบื้องหน้า โจวหยวนจิตใจสั่นไหวเล็กน้อย เขาเงยหน้าส่งสายตามองผ่านร่มเงาป่าไม้ จากนั้นจึงแลเห็นพื้นที่โล่งปรากฏขึ้นกลางป่า บนพื้นที่โล่งนี้มีกระท่อมหลังหนึ่งตั้งอยู่อย่างสงบ
มีรั้วสองสามแถวล้อมรอบกระท่อม สายตาของโจวหยวนหยุดลงด้านหน้ากระท่อม ที่ตรงนั้นมีเก้าอี้เอนนอนตั้งอยู่ ในยามนี้มีผู้เฒ่าสวมชุดสีดำท่านหนึ่งกำลังนอนพิงโอนเอนไปมาอย่างสงบอยู่้าเก้าอี้ตัวนั้น
คล้ายกับััได้ถึงสายตาจ้องมองของโจวหยวน ผู้เฒ่าจึงลืมตาขึ้นมามองโจวหยวน
มองเห็นดวงตาคู่นั้นของผู้เฒ่าแล้ว จิตใจของโจวหยวนสั่นไหวเล็กน้อย เพราะว่าในดวงตาคู่นั้นเปี่ยมด้วยความโชกโชนมายาวนานหลายปียากเกินบรรยาย
ใน่เวลาเดียวกันนั้นโจวหยวนก็ััได้ถึงความเหี่ยวแห้งและอิดโรยที่ห่อหุ้มร่างของผู้เฒ่าอย่างชัดเจน
แต่เมื่อสายตาสบประสานกันโจวหยวนก็มีความรู้สึกบางอย่างคล้ายกับว่าถูกอ่านออกได้อย่างทะลุปรุโปร่ง ราวกับว่าในชั่ววินาทีนั้นความลับทั้งหมดของเขาได้เปิดเผยขึ้นสู่สายตาของผู้เฒ่าชุดดำผู้นี้
“แค่กๆ มีคนมาตามที่คาดเอาไว้จริงๆ...และยังเป็เ้าเด็กน้อยที่โชคชะตาแห่งเทพัคนหนึ่ง” ผู้เฒ่าชุดดำเพ่งมองช้าๆ ส่งเสียงพึมพำออกมาผ่านโสตประสาทโจวหยวนคล้ายกับเสียงฟ้าร้อง
“แต่น่าเสียดาย เทพัถูก่ชิงไปแล้ว ทั้งยังทำลายรากปราณเทพัจนสิ้น หืม นี่คือพิษัพิโรธรึ?”
“น่าสงสาร ช่างน่าสงสาร...”