เทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 4 บทที่ 118 ลานศักดิ์สิทธิ์

            ในฐานะผู้ฝึกยุทธ์ การรักษาหน้าไว้ถือเป็นเรื่องสำคัญแต่ก็ไม่ใช่เสมอไป

            แม้ว่าหลินเฟิงจะล้มเหลวในการทดสอบและถูกคัดให้ออกไปแต่เขาก็ไม่ยอมแพ้และร้องขอทดสอบใหม่อีกครั้ง

            ทุกคนมองหลินเฟิงด้วยสายตาแปลกๆ กระทั่งยังพูดจาดูถูกออกมา สำหรับหลินเฟิงแล้วการขอโอกาสอีกครั้งไม่ใช่เรื่องน่าอับอายดังนั้นจึงไม่ใส่ใจกับสายตาของคนรอบข้าง

            ชายวัยกลางคนเองก็พอจะรู้ว่าหลินเฟิงเป็นคนที่ไม่ใส่ใจเรื่องหน้าตาหรือเกียรติยศมากนักเขายังคงยึดมั่นในความคิดและการกระทำของตัวเอง คนที่เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นและแน่วแน่เช่นนี้จะไม่ผ่านการทดสอบได้อย่างไร?

            ฝูงชนรู้สึกประหลาดใจที่จู่ๆ อาจารย์ก็ยอมตอบตกลงและมอบโอกาสให้หลินเฟิงเป็นครั้งที่สองแต่เมื่อฟังจากน้ำเสียงของท่านอาจารย์แล้วก็ดูเหมือนว่าเขาจะเชื่อมั่นในตัวหลินเฟิงเช่นกัน

            “ขอบคุณมากขอรับท่านอาจารย์”

            หลินเฟิงก้มหัวให้ชายวัยกลางคนเล็กน้อยและรู้สึกประทับใจในตัวของท่านอาจารย์คนนี้มากเขาดูเป็นมิตรและเข้าถึงง่าย นอกจากนี้ยังไม่ถือตัวเลยแม้แต่น้อย

            “ข้าจะเริ่มบรรเลงกู่ฉินอีกครั้ง และครั้งนี้จะมีแค่เจ้าคนเดียวที่ได้ยินมัน”

            ชายวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงเนิบนาบ ทันใดนั้นเขาก็เริ่มบรรเลงเพลงขึ้นมาอีกครั้งเป็นไปตามที่เขาพูด ฝูงชนไม่ได้ยินเสียงกู่ฉินเลยแม้แต่น้อยอาจารย์สามารถควบคุมเสียงเพลงของเขาได้อย่างไม่น่าเชื่อและมีแค่หลินเฟิงเท่านั้นที่ได้ยินมัน

            “แข็งแกร่งจริงๆ”

            ฝูงชนต่างชื่นชมอาจารย์อยู่ในใจ ส่วนศิษย์เก่าก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อยเพราะในอดีตท่านอาจารย์ไม่ค่อยเปิดเผยความสามารถของตัวเองออกมาต่อหน้าพวกเขาเท่าไร

            ตอนนี้หลินเฟิงรู้สึกว่าทำนองเพลงได้ลอยเข้ามาในหูของเขาอย่างต่อเนื่องทำให้เขาค่อยๆ หลับตาลงและจมลงไปในท่วงทำนองเพลงอีกครั้ง

            “จิตวิญญาณแห่งสวรรค์ สามารถป้องกันภาพลวงตาเหล่านี้ได้ดังนั้นข้าต้องควบคุมมันให้หยุดนิ่ง ไม่อย่างนั้นข้าจะไม่สามารถตกอยู่ในภาพลวงตาได้”

            หลินเฟิงคิดในใจ ลมปราณอันเยือกเย็นได้แพร่กระจายไปทั่วร่าง ทำให้สมองของเขาปิดการรับรู้ทุกอย่างและจดจ่อไปยังภาพลวงตาที่หลั่งไหลเข้ามาในหัว

            ถึงแม้ว่าทำนองเพลงจะเหมือนกับก่อนหน้านี้แต่หลินเฟิงก็ยังคงนั่งนิ่งไม่ไหวติง ดวงตาอันกระจ่างค่อยๆลืมตาขึ้นมาและจ้องมองไปยังอาจารย์ที่ดีดกู่ฉินอยู่

            “หืม?” อาจารย์รู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยเมื่อเขาเห็นหลินเฟิงไม่ตกอยู่ในภาพลวงตานั่น ดังนั้นจึงเปลี่ยนท่วงทำนองใหม่ไม่ช้าท่วงทำนองที่แตกต่างไปจากก่อนหน้านี้ก็ลอยเข้ามาในหูของหลินเฟิง ท่วงทำนองที่รวดเร็วนี้ได้ส่งผลกระทบต่อจิตวิญญาณของเขาจนสั่นไหวขึ้นมา

            แต่อย่างไรก็ตามนัยน์ตาของหลินเฟิงก็ยังคงเปิดกว้างเหมือนเดิม

            ดวงตากระจ่างใสจ้องมองไปที่อาจารย์ตั้งแต่ต้นจนจบโดยไม่มีท่าทางตื่นกลัว และไม่มีทีท่าว่าจะตกเข้าไปในภาพมายา

            ท่วงทำนองเพลงเริ่มเร็วขึ้นทุกคนเห็นนิ้วมือของอาจารย์กำลังพลิ้วไหวด้วยความเร็วสูง

            แต่ดูเหมือนว่าหลินเฟิงจะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

            ผ่านไปไม่นาน บนใบหน้าของชายวัยกลางคนก็ผุดรอยยิ้มขึ้นมาเขาเริ่มบรรเลงเพลงช้าลงเรื่อยๆ จนในที่สุดก็หยุดมือ

            “เจ้าชื่ออะไร?” ชายวัยกลางคนมองหลินเฟิงแล้วถามออกมา

            “หลินเฟิง”

            “เจ้าไม่ได้พูดโกหก ขอแสดงความยินดีด้วยเจ้าผ่านการทดสอบ”

            สิ่งที่ชายวัยกลางคนพูดขึ้นมา ทำให้ฝูงชนต่างตกตะลึงจนอ้าปากค้างหลินเฟิงผ่านการทดสอบแล้ว? นี่เป็นไปได้อย่างไร?

            รอบนี้อาจารย์ดีดกู่ฉินไม่นานก็หยุด ส่วนหลินเฟิงก็ไม่มีทีท่าว่าจะถูกสะกดจิตแล้วทำไมถึงผ่านได้ล่ะ? นี่มันหมายความว่าอย่างไร?

            “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่มอบโอกาสให้ข้าอีกครั้ง”

            หลินเฟิงกล่าวพร้อมด้วยรอยยิ้ม ถ้าอาจารย์ไม่มอบโอกาสให้เขาอีกครั้งเขาคงทำอะไรไม่ได้

            “ท่านอาจารย์ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ไปได้ล่ะ? เขาลืมตาตลอดเวลาแล้วทำไมถึงบอกว่าเขาผ่านการทดสอบ?”

            ชายร่างกำยำสูงใหญ่เดินไปหาอาจารย์และถามอย่างสงสัย เมื่อครู่นี้เขาก็เพิ่งจะก่นด่าหลินเฟิงไปว่าหน้าด้าน

            “สิ่งที่เขาทำมันเหนือกว่าการผ่านการทดสอบเสียอีก ท่วงทำนองเพลงกู่ฉินไม่สามารถส่งผลกระทบใดๆต่อเขาได้ ดังนั้นที่เขาลืมตาขึ้นมาตลอดเวลา ไม่ใช่เพราะว่าเขากลัวจนลืมตาขึ้นแต่เป็นเพราะว่าภาพลวงตาไม่อาจทำอะไรเขาได้ ตั้งแต่ที่สำนักเทียนอี้ได้ก่อตั้งมานี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้พบคนอย่างเขา”

            ชายวัยกลางคนส่ายหน้าและยิ้มออกมา

            “เขาไม่ได้รับผลกระทบจากเสียงเพลง?!” ฝูงชนรู้สึกมึนงงและประหลาดใจขึ้นมาแต่ละคนจ้องมองไปที่หลินเฟิงอย่างสงสัย เจ้าหมอนี่มันเป็นสัตว์ประหลาดหรือเปล่า?

            แม้แต่เวิ่นอ้าวเสวี่ยก็ยังประหลาดใจว่าทำไมหลินเฟิงถึงไม่ได้รับผลกระทบจากการสะกดจิต

            ดวงตาของชายร่างสูงใหญ่เบิกกว้างขึ้น เขาเกาหัวตัวเองและเดินไปหาหลินเฟิงก่อนจะพูดว่า “ข้าขอโทษที่ข้าพูดจาหยาบคายใส่เจ้าข้าเข้าใจเจ้าผิดและยังได้ด่าเจ้าไป ถ้าเจ้าโกรธ เจ้าสามารถให้ข้าทำอะไรก็ได้เพื่อเป็นการลงโทษ”

            หลินเฟิงเงยหน้าขึ้นและมองไปที่ชายร่างยักษ์ซึ่งยืนอยู่ตรงหน้าเขาหลินเฟิงไม่ได้โกรธเขาสักนิด

            คนคนนี้มีนิสัยเหมือนหานหมาน เป็นพวกปากกับใจตรงกันและเป็นคนประเภทกล้าทำก็กล้ารับ

            เมื่อนึกถึงหานหมาน ในใจของหลินเฟิงพลันขมขื่นขึ้นมา ต้วนเทียนหลางต้วนหาน! ไอ้บัดซบ!!!

            “เมื่อกี้เจ้าพูดว่าอะไรนะ? ข้าลืมไปหมดแล้ว”

            หลินเฟิงยิ้มน้อยๆ ทำให้ชายร่างกำยำชะงักเล็กน้อยก่อนจะคลี่ยิ้มออกมาเขายื่นมือหนาๆ ออกไปหาหลินเฟิงแล้วกล่าวว่า

            “หยวนซาน”

            “หลินเฟิง”

            ทั้งคู่จับมือกัน แล้วยิ้มให้กันและกัน

            “ความยึดมั่น แน่วแน่ กล้าหาญ ทรงพลัง และจิตใจที่กว้างขวางสิ่งเหล่านี้คือคุณสมบัติของแม่ทัพที่ยอดเยี่ยม”

            ชายวัยกลางคนที่ยืนอยู่อีกด้านคิดในใจอย่างเงียบๆ พลางเก็บกู่ฉินของตัวเองและเปิดปากพูดว่า “หลินเฟิง ถ้าเจ้าต้องการเรียนกู่ฉิน ก็สามารถมาหาข้าได้”

            เมื่อพูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากไป ทิ้งให้ฝูงชนยืนตะลึงอยู่ด้านหลัง

            หลินเฟิงรู้สึกมึนงงเล็กน้อย ก่อนที่ใบหน้าของเขาจะคลี่ยิ้มออกมาเขาพูดไล่หลังอาจารย์ไปว่า “ท่านอาจารย์ข้าจะไม่ทำให้ท่านต้องผิดหวัง”

            ฝูงชนจ้องมองไปที่หลินเฟิงด้วยนัยน์ตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและอิจฉานักดนตรีกู่ฉิน เป็นแขนงหนึ่งของผู้ฝึกยุทธ์ซึ่งนักดนตรีกู่ฉินนั้นทรงพลังและน่ากลัวเป็นอย่างมากพวกเขาสามารถสังหารคนได้เพียงแค่บรรเลงเพลงเท่านั้น

            “ยินดีด้วยหลินเฟิง ข้าอยากเรียนกู่ฉินมาโดยตลอด แต่ท่านอาจารย์กลับไม่ยอมสอนข้า” เวิ่นอ้าวเสวี่ยเดินมาหาหลินเฟิงพร้อมรอยยิ้ม

            “ข้าก็แค่โชคดีเท่านั้นแหละ” หลินเฟิงกล่าวพลางส่ายหัว

            “โชคของเจ้าดูเหมือนจะดีมาก” เวิ่นอ้าวเสวี่ยกล่าวต่อไปว่า “ตอนนี้เจ้าก็เป็นศิษย์ของสำนักเทียนอี้แล้ว ข้าจะพาพวกเจ้าไปดูหอพักกัน”

            “ได้”

            “ข้าไปด้วย” หยวนซานกล่าว

            “ตามมาสิ เจ้าเองก็เพิ่งเข้าเทียนอี้ใช่ไหม งั้นตามข้ามาเถอะข้ารู้จักที่นี่ทุกซอกทุกมุม”

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยพาพวกเขาไปที่ปราสาทเก่าแก่แห่งหนึ่ง เมื่อเดินมาถึงปราสาทหลินเฟิงก็เงยหน้าขึ้น ในใจของเขารู้สึกตกใจเล็กน้อย เพราะปราสาทแห่งนี้มีประมาณ 20 ชั้น และถูกล้อมรอบด้วยอาคารใหญ่ทั้ง 4 ทิศ

            “ห้องพักของศิษย์เทียนอี้อยู่ในอาคารใหญ่ทั้ง 4ส่วนปราสาทตรงกลางมีไว้สำหรับการบ่มเพาะ อย่างแรกข้าจะพาพวกเจ้าไปเลือกห้องพักก่อน”

            ปราสาทสูงถึง 20 ชั้นมีพื้นที่ว่างมากมาย เมื่อเดินผ่านเข้ามาในประตูขนาดมหึมาก็พบห้องที่กว้างขวางอยู่หลายห้อง รวมไปถึงห้องโถงใหญ่ด้วย

            “ทุกห้องเหมือนกันหมด ไม่มีอะไรที่พิเศษพวกเจ้าสามารถเลือกห้องพักได้ตามสบาย ยกเว้นห้องที่มีเจ้าของอยู่แล้วนะ อ่ออย่าลืมว่ามีทั้งผู้ชายและผู้หญิงที่อาศัยอยู่ที่นี่ และบางคนก็ชื่นชอบความสงบมากจะดีที่สุดถ้าไม่เข้าไปรบกวนห้องส่วนตัวของพวกเขา นี่เป็นข้อห้ามเพียงอย่างเดียว”

            “เข้าใจแล้ว” หลินเฟิงพยักหน้าเขาไม่ได้ต้องการห้องพักที่มีสิทธิพิเศษใดๆ พวกเขาต่างเลือกห้องพักที่อยู่ใกล้ๆ กันถึง5 ห้อง เผื่อว่าหากมีใครลำบากขึ้นมาจะได้ช่วยเหลือกันได้ทันท่วงที

            “ถ้างั้นข้าเลือกห้องนี้” หลินเฟิงชี้นิ้วไปยังห้องหินห้องหนึ่งจิ้งหยุนและต้วนเฟิงก็เลือกอยู่ห้องที่ใกล้กับหลินเฟิงส่วนหยวนซานเลือกห้องที่อยู่ติดกับต้วนเฟิง

            “แล้วเจ้าล่ะ?” หลินเฟิงถามเมิ่งฉิง

            “เจ้าอยู่ไหนข้าอยู่นั่น”

            เมิ่งฉิงกล่าวอย่างเฉยเมย น้ำเสียงของนางดูสงบมาก แต่อย่างไรก็ตามประโยคนี้ก็ทำให้หลินเฟิงกับคนอื่นๆพากันตะลึงจนตาค้าง

            เวิ่นอ้าวเสวี่ยมองหลินเฟิงอย่างล้อเลียน ทำให้หลินเฟิงรู้สึกอึดอัดมาก

            “ฮ่าฮ่าฮ่า ควาดคิดเช่นนั้นก็ไม่เลว!” หยวนซานหัวเราะอย่างเบิกบานหลินเฟิงเหลือบมองเขาเล็กน้อย เจ้าหมอนี่คิดไปถึงไหนกัน!!! แค่นอนห้องเดียวกันเฉยๆ!!!

            “เอางั้นก็ได้ ข้าจะดูแลเจ้าเป็นอย่างดีเลย”

            หลินเฟิงกล่าว ทำให้ต้วนเฟิงรู้สึกประหลาดใจหลินเฟิงต้องการดูแลพี่เมิ่งฉิง?!

            “พี่หลินเฟิงช่างเป็นคนที่ยอดเยี่ยมจริงๆ” ต้วนเฟิงคิดในใจเงียบๆแต่ก็ไม่กล้าพูดออกไป

            “ถ้าพวกเราอยู่ด้วยกัน เจ้าต้องเล่าเรื่องสนุกๆ ให้ข้าฟังอย่างน้อย 10 เรื่องต่อวัน”

            เมิ่งฉิงกระซิบ ทำให้หลินเฟิงถึงกับเข่าอ่อนจนเกือบจะล้มลงช่างเป็นผู้หญิงที่โหดร้ายยิ่งนัก!

            …

            เช้าวันที่สอง ยังคงมีคนเดินทางมายังสำนักเทียนอี้อย่างต่อเนื่องแต่ไม่มากเท่าเมื่อวาน

            ในเมืองหลวง พื้นที่ใจกลางเมืองมีลานกว้างอยู่แห่งหนึ่งซึ่งสามารถบรรจุคนได้นับไม่ถ้วน ทำให้ผู้คนหลั่งไหลไปที่นั้นอย่างหนาแน่น

            นอกลานสี่เหลี่ยมจัตุรัสขนาดใหญ่มีประตูขนาดใหญ่ตั้งอยู่ ซึ่งมีคำว่า ‘ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่’ ถูกแกะสลักไว้

            นี่คือวันที่ลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่กำลังจะเปิดขึ้นอย่างเป็นทางการหลังจากที่มีข่าวแพร่กระจายไปทั่วในหมู่ประชาชนทำให้มีฝูงชนจำนวนมากรีบไปที่นั้นทันทีบางคนหวังว่าจะได้รับการคัดเลือกให้เข้าลานศักดิ์สิทธิ์แห่งเสวี่ยเยว่ขณะที่บางคนมาเพื่อเป็นสักขีพยานของเหตุการณ์ที่ยิ่งใหญ่ในประวัติศาสตร์ของอาณาจักร

            บางทีพิธีเปิดวันนี้อาจจะไม่ราบรื่นก็เป็นได้!

    คล้ายกับเรื่องเทพยุทธ์แห่งใต้หล้า [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน