นางชอบศิษย์อย่างน้องสาวสามคนนี้มากขึ้นทุกที!
เสิ่นหลิงหลงตักขึ้นมากินคำใหญ่ ก่อนจะหรี่ตาลงอย่างพอใจ รสหวานหอมละมุนอบอวลไปทั่วปาก นางกินพลางเอ่ยถาม “น้องสาวสามดีขึ้นบ้างหรือยัง”
“คุณหนูดีขึ้นกว่าเมื่อวานเล็กน้อยเจ้าค่ะ เพียงแต่เช้านี้ลงมือทำขนม เลยเหนื่อยเล็กน้อย ตอนนี้หลับไปแล้วเจ้าค่ะ”
“เช่นนั้นให้นางนอนพักเถิด พักผ่อนให้ดี พรุ่งนี้ข้าค่อยไปหา”
ป้านเซี่ยพยักหน้ารับก่อนหิ้วกล่องอาหารจากไป
เวลานั้นเสิ่นอี๋เหวินมาหาเสิ่นหลิงหลงพอดี เดิมทีคิดจะมาถามเรื่องซูฉินหายตัวไป พอเห็นเสิ่นหลิงหลงถือขนมชามสีเขียวใบหนึ่งกินอย่างเอร็ดอร่อย นางจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พี่หญิงรอง ท่านกินอะไรอยู่หรือ ดูน่าอร่อยมากเลยเจ้าค่ะ”
“อืม อร่อยมากจริงๆ” เสิ่นหลิงหลงตอบพลางกินคำสุดท้าย
เสิ่นอี๋เหวินแอบบ่นในใจว่าพี่หญิงรองช่างขี้เหนียวนักก่อนจะซักต่อ “พี่หญิงรอง ตกลงท่านกินอะไรกันแน่ ข้าจะได้ให้คนไปบอกห้องครัวทำมาให้สักชุด”
เสิ่นหลิงหลงเช็ดมุมปาก ก่อนจะกล่าวอย่างคล้ายยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “น้องสาวสามลงมือทำเองจึงอร่อยเป็นพิเศษ คนอื่นทำไม่เป็นหรอก”
เสิ่นอี๋เหวินเบะปาก นางเองก็ได้ยินมาบ้างว่าแม้แต่ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นก็ชอบขนมชิ้นเล็กๆ ที่เสิ่นม่านซูทำ ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายไปเรียนลูกไม้เล็กๆ น้อยๆ เอาไว้หลอกล่อคนพวกนี้มาจากที่ใด
ก็แค่ของกินนิดหน่อยเองมิใช่หรือ!
เป็นถึงคุณหนูตระกูลใหญ่ แต่วันๆ กลับรู้จักแต่ทำของกินเหมือนแม่ครัว เช่นนี้จะมีอนาคตอะไรได้!
แต่เสิ่นอี๋เหวินโยนเรื่องนี้ทิ้งไว้ก่อน เปลี่ยนมาเอ่ยกับเสิ่นหลิงหลงอย่างอยากรู้อยากเห็น “พี่หญิงรอง ท่านได้ยินเรื่องที่น้องซูฉินหายตัวไปหรือยังเจ้าคะ”
“นางอาจจะไปเที่ยวเล่นที่ไหนก็ได้ เจ้าอย่าเข้าไปยุ่งในเรื่องที่ไม่ควรยุ่งเลยจะดีกว่า”
“แต่ว่า...”
เสิ่นหลิงหลงเงยหน้าแล้วหักข้อมือจนเสียงดัง ‘กรอบแกรบ’
“น้องสาวสี่ ข้าว่าเจ้าว่างมากทีเดียว! เช่นนั้นไปขี่ม้าเป็นเพื่อนข้าที่สนามม้าสักสองรอบดีหรือไม่”
พอได้ยินว่าต้องขี่ม้า สีหน้าของเสิ่นอี๋เหวินก็เปลี่ยนไปทันที
นางเคยขี่ม้าอยู่หนึ่งหน ผลคือปวดขาไปสิบกว่าวัน อีกทั้งยังต้องเดินขาโก่งอยู่ตลอด!
เสิ่นอี๋เหวินรีบส่ายหน้าทันที “จริงสิพี่หญิงรอง จู่ๆ ข้าก็นึกขึ้นได้ว่าข้ายังปักผ้าเช็ดหน้าไม่เสร็จ ข้าขอตัวก่อนนะเจ้าคะ!”
เสิ่นหลิงหลงมองแผ่นหลังของนางที่จากไปอย่างเร่งรีบพลางแค่นเสียง ‘ฮึ’
เสิ่นอี๋เหวินเทียบกับเสิ่นม่านซูไม่ได้สักนิด
แต่ว่า...ร่างกายของเสิ่นม่านซูนั้นอ่อนแอเกินไปจริงๆ นางต้องคิดหาวิธีดีๆ มาฝึกอีกฝ่ายให้แข็งแรงขึ้นเสียหน่อยแล้ว
ทางด้านเสิ่นอี๋เหวินที่วิ่งเหยาะๆ ออกไปไกลมากแล้วจึงค่อยถอนหายใจโล่งอก นางเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “เป็นสตรีแท้ๆ แต่กลับรู้จักแต่รำดาบเล่นทวน เป็นบุตรสาวสายตรงแล้วอย่างไร ระวังเถิด ระวังไม่มีผู้ใดอยากแต่งด้วย!”
ทว่าพอเสิ่นอี๋เหวินนึกถึงสตรีรุ่นราวคราวเดียวกับตนในจวนในตอนนี้ เสิ่นหลิงหลงก็รู้จักแต่ไปสนามฝึกยุทธ์ ส่วนเสิ่นม่านซูก็ป่วยกระเสาะกระแสะ นางจึงตัดสินใจไปเรือนว่านโซ่วเพื่อคารวะฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่น วนเวียนอยู่ข้างกายอีกฝ่ายให้มากหน่อย แสดงความกตัญญูให้เต็มที่ ย่อมต้องมีเรื่องดีตามมาเป็นแน่
ตอนนางมาถึงเรือนว่านโซ่ว ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกำลังกินขนมอบ และได้ยินชิวเย่ว์รายงานว่า ‘คุณหนูสามเหนื่อยจึงหลับไปแล้ว’ พอดี
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกล่าว “เด็กคนนี้ ป่วยอยู่แล้วยังจะลุกขึ้นมาทำของกินอีก”
ชิวเย่ว์ได้ยินฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเอ่ยเช่นนั้น ทว่ากลับหยิบขนมกินเพิ่มอีกหลายชิ้น จึงรีบยิ้มเอ่ย “นี่ล้วนเป็นน้ำใจของคุณหนูสามเจ้าค่ะ”
เสิ่นอี๋เหวินได้ยินเช่นนั้นก็หันไปมองอย่างสงสัย จึงเห็นฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นกินขนมอบชิ้นสุดท้ายพอดี
ท่าทางเช่นนี้คุ้นตานัก!
นางเพิ่งเห็นพี่หญิงรองทำเช่นนี้เช่นกัน!
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นเช็ดมุมปากอย่างสง่างาม ก่อนเอ่ยถาม “เหวินเอ๋อร์ มีธุระอะไรหรือ”
“เอ่อ...ข้าเพียงคิดจะมานั่งเป็นเพื่อนท่านย่าเจ้าค่ะ อย่างไรเสียตอนนี้ในจวนก็มีเรื่องมากมาย พี่สาวทั้งหลายต่างยุ่งกัน”
ด้านหนึ่งแสดงให้เห็นว่าตนกตัญญูยิ่งนัก อีกด้านหนึ่งก็เหยียบพี่สาวทั้งสองลงไปอย่างแนบเนียน
ในดวงตาของฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นพลันมีแววไม่พอใจแวบผ่าน
บทที่ 70 คุณหนู บ่าวต่อยเขาได้หรือไม่เจ้าคะ
เรื่องที่เสิ่นหลิงหลงชอบฝึกวรยุทธ์นั้นนางรู้อยู่แล้ว
อย่างไรเสียตระกูลพวกเขาก็มีแม่ทัพขุนพลอยู่มาก มีหลานสาวที่ชอบรำดาบเล่นทวนเพิ่มมาอีกคนก็ไม่นับว่าเป็นเรื่องเสียหายอะไร ตอนฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นยังสาว ยังเคยขี่ม้าออกรบมาแล้วด้วยซ้ำ! ส่วนเสิ่นม่านซูยิ่งไม่ต้องพูดถึง กำลังป่วยแท้ๆ แต่ยังไม่ลืมทำขนมมาแสดงความกตัญญูต่อนาง
สองคนนั้นดีกว่าคนตรงหน้าหลายเท่า
ฮูหยินผู้เฒ่าเสิ่นจึงกล่าวเสียงเรียบ “อืม ข้ารู้แล้วว่าเจ้ากตัญญู แต่ข้าเหนื่อยแล้ว เจ้าถอยออกไปเถิด”
“เจ้าค่ะ อี๋เหวินขอตัวลา”
เสิ่นอี๋เหวินแค่นเสียงเย็นในใจ เมื่อครู่ยังนั่งกินอย่างเอร็ดอร่อยอยู่เลย ตอนนี้กลับเหนื่อยแล้วหรือ
ก็แค่ดูถูกว่านางเป็นบุตรสาวอนุเท่านั้นแหละ!
ทว่าบนใบหน้าของนางยังคงเคารพนบนอบ ก่อนจะค่อยๆ ถอยออกไป
หลังออกจากเรือนว่านโซ่ว ยิ่งคิดเสิ่นอี๋เหวินก็ยิ่งไม่พอใจ จึงเลี้ยวเปลี่ยนทาง มุ่งหน้าไปยังเรือนของเสิ่นม่านซู
ขณะเดียวกัน รถม้าที่เสิ่นม่านซูนั่งมาก็ใกล้ถึงจวนตระกูลไป๋แล้ว
เสิ่นม่านซูเอ่ยถามจินหลิงซึ่งกำลังบังคับรถม้าอยู่ด้านนอกผ่านม่านรถ “จินหลิง ที่ใดมีของแปลกใหม่ขายบ้าง”
“คุณหนู ท่านถามถูกคนแล้วขอรับ! ช่วงก่อนและหลังเทศกาลไหว้พระจันทร์ ที่ชานเมืองตะวันตกของเมืองหลวงจะมีงานชุมนุมสารพัดสิ่ง ได้ยินว่าจะมีพ่อค้าจากแถบซีอวี้กับหนานเจียงมาขายของแปลกประหลาดนานาชนิดด้วยขอรับ เพียงแต่ว่า…”
“แต่ว่าอะไร”
“ในตลาดมีทั้งคนดีคนชั่วปะปนกัน ค่อนข้างอันตราย คุณหนูต้องการซื้ออะไรหรือขอรับ ถึงตอนนั้นให้บ่าวไปวิ่งธุระแทนดีหรือไม่”
ช่วงนี้จินหลิงช่วยเสิ่นม่านซูวิ่งธุระทำเรื่องบางอย่าง จึงได้เงินไปไม่น้อย ตอนนี้เขาเห็นคุณหนูสามแล้วยังรู้สึกสนิทสนมยิ่งกว่าเห็นปู่ของตนเสียอีก!
เสิ่นม่านซูสนใจงานชุมนุมสารพัดสิ่งนี้มาก บางทีที่นั่นอาจมีผงโกโก้หรืออะไรทำนองนั้นขายก็ได้
ของบางอย่าง ต่อให้จินหลิงเห็นก็อาจจำไม่ได้ ฉะนั้นนางไปเลือกเองย่อมดีที่สุด
เสิ่นม่านซูจึงกล่าวว่า “ถึงตอนนั้นค่อยว่ากันเถิด”
“ได้เลยขอรับ”
ไม่นานรถม้าก็หยุดลงหน้าประตูใหญ่จวนตระกูลไป๋
ครั้นไป๋จี๋ที่เฝ้าอยู่หน้าประตูเห็นเสิ่นม่านซูก็ตาเป็นประกาย “คุณหนูสามเสิ่น…”
เสิ่นม่านซูรีบส่งเสียง ‘ชู่ว์’ นางมองซ้ายมองขวาแล้วเอ่ยเสียงเบา “ขอถามหน่อย ท่านหมอเทวดาไป๋อยู่ในจวนหรือไม่ ข้ามาส่งขนมให้ท่านหมอเทวดาไป๋ตามคำสั่งของคุณหนูน่ะ”
เสิ่นม่านซูสวมกระโปรงผ้าโปร่งสีชมพูและเกล้าผมแต่งหน้าอย่างสาวใช้
หากคนที่ไม่คุ้นเคยมองผ่านๆ ก็คงจำไม่ได้จริงๆ
แม้ไป๋จี๋จะไม่เข้าใจว่าเสิ่นม่านซูกำลังเล่นอะไรอยู่ แต่หลายวันมานี้ เขากินขนมที่ผู้อื่นทำให้ไปไม่น้อย!
เขาจึงรีบให้ความร่วมมือ พยักหน้ากล่าว “พวกเจ้าตามข้ามา”
หลังพาเสิ่นม่านซูกับเจ๋อหลันเข้ามาแล้ว ไป๋จี๋ก็รีบถามอย่างคาดหวังทันที “คุณหนูสามเสิ่น คราวนี้มีของอร่อยอะไรอีกหรือขอรับ” เขาเอ่ยถามพลางถูมือ
โชคดีที่คนผู้นี้หน้าตาไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่ ไม่เช่นนั้นท่าทางเช่นนี้ของเขาคงชวนให้คันไม้คันมืออยากต่อยเสียจริงๆ
เสิ่นม่านซูยิ้มพลางกล่าว “ครั้งนี้ทำมาการอง ข้าไม่รู้ว่าท่านหมอเทวดาไป๋ชอบรสใด จึงทำมาให้เขาชิมทั้งหมดหกรส”
มาการองคืออะไร
ช่างเถิด นั่นไม่สำคัญ ขอเพียงเป็นของอร่อยก็พอแล้ว ที่สำคัญยังมีตั้งหกรส!
ไป๋จี๋มองกล่องอาหารใบใหญ่ในมือเจ๋อหลันอีกครั้ง…ดูแล้วน่าจะมีขนมหลายสิบชิ้น!
นายท่านกินคนเดียวไม่หมดแน่นอน!
อาจเป็นเพราะสายตาของเขาตรงไปตรงมาเกินไป เจ๋อหลันจึงแค่นเสียง ‘ฮึ’ แล้วเปลี่ยนไปถืออีกมือหนึ่ง
ไป๋จี๋รีบยิ้มแฉ่ง ขยับเข้าไปใกล้ทันที “น้องเจ๋อหลัน กล่องอาหารหนักหรือไม่ ให้พี่ชายช่วยเจ้าถือดีหรือไม่”
“ไม่จำเป็น”
“ให้พี่ชายช่วยเจ้าถือเถิด หากเจ้าเมื่อยล้าขึ้นมาจะทำอย่างไร ต่อไปจะช่วยคุณหนูของเจ้าทำงานได้อย่างไรกัน”
เจ๋อหลันพลันคิ้วกระตุก นางอดทนอย่างถึงที่สุด…สุดท้ายก็ทนไม่ไหว หันหน้าไปขมวดคิ้วถามเสิ่นม่านซูว่า “คุณหนู บ่าวต่อยเขาได้หรือไม่เจ้าคะ”