ตอนที่ 20 การกลับมาของหินศักดิ์สิทธิ์
“หุบเขาแห่งนี้นี้ถูกซ่อนเอาไว้ นอกจากข้าแล้วก็ไม่มีใครรู้จักที่นี่! ข้าลองตรวจดูด้านในหุบเขาแล้ว ดูเหมือนมันจะปลอดภัย พวกเ้ารอที่นี่สักพักนะข้าจะไปหาเครื่องปรุง มาย่างเนื้อกินด้วยกัน ! ”
แม้ว่าครอบครัวจ้าวจะอาศัยอยู่ที่ตีนเขาห่างไกลจากหมู่บ้านตงชานจ้าวฮันก็ยังเคยได้ยินเื่ความขี้เหนียวของนางจาง ครอบครัวหยูแทบไม่มีโอกาสได้กินเนื้อกันเลยตลอดทั้งปีและจะได้กินปลาที่ขายไม่ออกเพียงบางครั้งบางคราเท่านั้น
“ไป ไป !รีบไปแล้วรีบกลับมานะเ้าคะ ! ” หลังจากเดินผ่านป่ามาราว ๆ 1 ชั่วยาม ซาลาเปาเนื้อลูกใหญ่ 2 ลูกที่กินไปเมื่อเช้าก็ถูกย่อยไปจนหมดแล้วได้ปิคนิคในหุบเขาที่สวยเหมือนภาพวาดเช่นนี้ ก็น่าสนใจอยู่ไม่น้อยเลยทีเดียว
“พี่สาม !มีปลาในลำธารด้วยขอรับ ! ” ฉีโตวกำลังล้างมือในลำธารแล้วเห็นปลาตัวเท่าฝ่ามือว่ายอยู่ระหว่างรอยแตกของหินเขาจึงรีบถอดรองเท้าออกและเดินเข้าไปจับพวกมันด้วยเปล่าแต่ก็ไม่สามารถจับปลาตัวเล็ก ๆ ที่ว่ายอยู่ในน้ำอย่างคล่องแคล่วได้
หยูเสี่ยวเฉาที่ถือไหดินเผาอยู่จึงเดินเข้าไปดูด้วยความสนใจทันทีเมื่อได้ยินเสียงเรียกของน้องชาย“ดูนะ ข้าจะเอาไหนี่ช้อนพวกมันขึ้นมาให้ดู... ” หือ ? ปลาพวกนี้ประหลาดเสียจริงพอเห็นไหอันนี้กลับพุ่งเข้าหาทันทีแทนที่จะหนีไป อีกทั้งยังมารวมกันเหมือนกับว่าพวกมันได้กลิ่นเหยื่อ
ฉีโตวน้อยก็แปลกใจเช่นกัน จึงอุทานออกมาด้วยท่าทางฉลาดเฉลียว“อ๋อ ! ข้ารู้แล้ว ! ไหนี้เคยใส่ซาลาเปาเนื้อไงมันเลยยังมีกลิ่นซาลาเปาติดอยู่ข้างใน ปลาพวกนี้ถูกกลิ่นล่อมาเพราะพวกมันหิว จับมาอีกเยอะ ๆ เลยนะพี่สาม พวกเราจะได้เอาไปทำแกงตอนกลับบ้าน! ”
ปลาตัวน้อยมารวมกันรอบ ๆ ไหดินเผามากขึ้นเรื่อยๆ พวกมันว่ายวนไปรอบ ๆ ราวกับมีบางอย่างดึงดูดพวกมันอยู่ในไห อ่า...พลังิญญาของหินศักดิ์สิทธิ์สามารถเอามาเป็เหยื่อล่อปลาได้หรือไม่นะ?
หยูเสี่ยวเฉาวางหินหลากสีไว้ในไห หลังจากนั้นไหก็จมลงไปลึกขึ้นปลาพวกนั้นก็ยิ่งเบียดกันเข้ามาในไหมากขึ้นไม่นานไหดินเผาก็อัดแน่นไปด้วยปลาตัวเล็กที่เบียดกันเข้ามาแน่นเหมือนกับปลากระป๋องพวกที่เข้ามาไม่ได้ก็วนเวียนอยู่รอบ ๆ ปากไหดูเหมือนจะยิ่งมีปลามารวมตัวกันมากขึ้นทุกที...
[ หยูเสี่ยวเฉา เ้าเด็กเวร ! กล้าดีเยี่ยงไรใช้ข้าเป็เหยื่อล่อปลา ! เ้าเ้า...เ้าทำเกินไปแล้ว ! ] หลังจากเงียบอยู่หลายวันในที่สุดเสียงนั้นก็ดังขึ้นที่ข้างหูของหยูเสี่ยวเฉาอีกครา บอลแสงเล็ก ๆ ค่อย ๆ ลอยขึ้นจากไหหินศักดิ์สิทธิ์ปรากฏตัวในร่างลูกแมวสีทองตัวน้อยที่กำลังโกรธ มันแยกเขี้ยวเข้าใส่หยูเสี่ยวเฉาพร้อมกับหางที่ชี้ฟูขึ้น
“อ้าว !หินศักดิ์สิทธิ์ เ้าตื่นแล้วรึ ? พลังฟื้นกลับคืนมาทั้งหมดแล้วรึ ? ”หยูเสี่ยวเฉาร้องออกมาอย่างประหลาดใจ ฉีโตวมองนางอย่างสับสนและถามว่า “พี่สามท่านพูดกับใครอยู่รึ? คุยกับข้ารึ ? ”
เสี่ยวเฉานึกขึ้นได้ว่าคนอื่นมองไม่เห็นร่างิญญาของหินศักดิ์สิทธิ์นางถูจมูกแล้วตอบเก้อ ๆ ว่า “ ข้าคุยกับตัวเองน่ะ ข้าไม่ได้คุยกับใครทั้งนั้น เ้าเอาไหไปดีๆ นะ ข้างในมีปลาเยอะพอแล้วล่ะ ! ”
[ เ้าโง่ ! เ้ามิรู้แม้กระทั่งว่าเ้าสามารถใช้จิตคุยกับข้าได้ทำตามที่ข้าบอก ถ้าอยากพูดอะไรก็แค่คิดในใจแล้วข้าก็จะได้ยินเอง ! ] พอเห็นนางอายหินศักดิ์สิทธิ์ก็ตีลังกากลางอากาศพร้อมกับหัวเราะเยาะใส่นาง
หยูเสี่ยวเฉาไม่สนใจมันและถามต่อว่า“พลังิญญาฟื้นคืนมาหมดแล้วรึ ? ”
[ ไม่เร็วเช่นนั้นหรอก ! ข้าใช้พลังรักษาเ้าไปเกือบหมด ถ้าหากเ้าไม่ได้วางข้าในลำธารูเา คาดว่าข้าก็คงไม่สามารถปรากฏร่างให้เ้าเห็นได้ถึงพลังิญญาในโลกนี้จะอ่อนแอไปหน่อย มันก็ยังดีกว่าโลกเดิมของเ้าเป็ร้อยเท่า ]
[ ไม่ !ตอนนี้พลังของข้ายังอ่อนแอเกินไป ข้าปรากฏตัวได้เพียงชั่วครู่เท่านั้นตอนนี้ข้าต้องไปแล้ว จำไว้เอาร่างข้าแช่ในลำธาร ! ] แสงสีทองรอบ ๆหินศักดิ์สิทธิ์กระพริบอยู่หลายครั้ง สุดท้ายมันก็หายไปจากสายตาของเสี่ยวเฉา
“เฮ้ !พี่สาม มานี่เร็ว ! ปลาเต็มไปหมดเลยขอรับ ! เราเอาเชือกผูกมันไว้แล้วค่อยเอากลับบ้านดีหรือไม่ ? ”ฉีโตวยิ้มกว้างจนถึงใบหูขณะที่มองปลาในไห มันมากพอจะทำแกงปลาหม้อใหญ่ได้เลย ท่านย่าจะได้ด่าพวกเราน้อยลง!
เสี่ยวเฉาเองก็ยิ้มอย่างมีความสุขขณะคิดถึงแกงปลาแสนอร่อย“ทิ้งไว้ในไหก่อน อากาศร้อนถึงเพียงนี้ พอมันตายจะมีกลิ่นคาว เลือกตัวใหญ่ ๆ ออกมาย่างกินด้วยกันเถอะ! ”
พูดจบนางก็เดินไปที่ริมลำธารและวางหินศักดิ์สิทธิ์ลงไปที่ก้นลำธารโชคดีที่หินศักดิ์สิทธิ์ตื่นแล้วและควบคุมพลังของตัวเองได้ มิเช่นนั้นถ้ามันดึงดูดปลาทั้งลำธารหรือสัตว์อื่นๆ มา คงเกิดเื่ยุ่งน่าดู !
“ท่านพี่ฮัน ท่านพี่ดูปลาที่พวกเราจับมาสิขอรับ! ” ฉีโตวเลือกปลาที่ยาวเกือบครึ่งฟุตออกมาหลายตัวและโชว์ให้จ้าวฮันดู
จ้าวฮันใเมื่อเห็นปลามากมายอยู่ในไห“ปลาในลำธารนี้รวดเร็วจะตายไป ข้าพยายามจับพวกมันอยู่หลายครั้งแต่ก็สามารถจับได้แค่1 หรือ 2 ตัวเท่านั้น พวกเ้าจับปลามากมายถึงเพียงนี้ได้เยี่ยงไรกัน ? มีเคล็ดลับอะไรรึ? โปรดสอนข้าด้วย”
“ถ้าข้าบอกว่าปลาพวกนี้ว่ายเข้ามาในไหเองท่านพี่จะเชื่อหรือไม่ ? ” ดวงตาของฉีโตวเป็ประกายขณะถามด้วยสีหน้าซุกซน
จ้าวฮันหัวเราะแล้วยกตัวเขาโยนขึ้นสูง พอเด็กน้อยกรีดร้องเขาก็รับเอาไว้แล้วพูดว่า “คิดว่าพี่ฮันหลอกง่ายรึไง ?ถ้าบอกว่าไก่ฟ้าบินเข้ามาในไหเอง ข้าอาจจะพอเชื่ออยู่บ้าง เอาล่ะ ! มาย่างเนื้อกินกันเถอะ ! ” จ้าวฮันกลับบ้านไปเอาเครื่องปรุงมาเสียเยอะหยูเสี่ยวเฉามองเครื่องปรุงที่เขานำมา มีกระทั่งเครื่องเทศอย่างยี่หร่า นางก้มลงสูดกลิ่นที่คุ้นเคย
“นั่นคือยี่หร่า เ้ามิเคยเห็นมันใช่หรือไม่? ฮ่องเต้เจี้ยนเหวินเอามันกลับมาจากทางใต้ตอนที่ท่านยังเป็องค์รัชทายาทอยู่มีพริกด้วยนะ ว่ากันว่าฮ่องเต้เจี้ยนเหวินคลั่งไคล้ในรสเผ็ดเป็อย่างมาก แต่มิใช่ทุกคนที่จะชินกับพวกเครื่องเทศอย่างยี่หร่ากับพริกข้ากินได้ แต่ถ้าพวกเ้ามิชอบก็ไม่ต้องใส่พวกมันลงไป” จ้าวฮันกับท่านปู่ของเขาชื่นชอบรสชาติเผ็ดร้อนเหมือนกันตอนนี้พริกยังไม่เป็ที่นิยมมากนัก ผักที่ครอบครัวหยูกินนั้นปลูกเองในสวนที่บ้านพวกเขาจึงไม่มีพริก ไม่มีแม้กระทั่งน้ำมันและเครื่องเทศ พวกเขาทำได้แค่ผักต้มกับเกลือเท่านั้นถ้าหยูเสี่ยวเฉาไม่รู้สึกหิว นางก็คงกินไม่ลง
หยูเสี่ยวเฉานึกชื่นชมพ่อครัวหัวป่าจ้าวฮันเป็อย่างมากเขารวบรวมเครื่องเทศเอาไว้ได้หลากหลายประเภท อย่างเช่น พริกแดงป่น, ยี่หร่า, โป๊ยกั๊ก,อบเชย แล้วก็ผักชีล้อม
เมื่อไม่มีทางเลือกอื่นจ้าวฮันจึงรับหน้าที่จัดการกับกระต่ายป่าและนกเขา ฉีโตวนั่งคุยกับเขาอยู่ข้าง ๆ พลางมองดูเขาจัดการกับสัตว์เ่าั้ส่วนหยูเสี่ยวเฉาอาสาเก็บฟืนมาก่อไฟ นางมองพวกเขาเป็ระยะแล้วคิดว่า ‘เด็กหนุ่มคนนี้อายุเพียงแค่ 12 - 13 ปีเท่านั้นเองแต่ถลกหนังแล่เอาอวัยวะภายในของกระต่ายป่าออกมาได้อย่างชำนาญ เห็นได้ชัดเลยว่าเขาทำเช่นนี้เป็ประจำ’
กองไฟติดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว กระต่ายป่าถูกทาด้วยเกลือและเครื่องปรุงหลายอย่างจากนั้นก็เอามันมาวางไว้เหนือกองไฟนกเขาถูกยัดไส้ด้วยเครื่องเทศและเอาโคลนพอกก่อนจะโยนเข้าไปในกองไฟ ส่วนไข่ไก่ฟ้าก็ได้เอาโคลนพอกไว้เช่นกันเพื่อป้องกันไม่ให้ไข่ะเิจากนั้นก็วางไว้ข้าง ๆ กองไฟคล้าย ๆ กับการอบในยุคปัจจุบัน