บทที่ 11 รัศมีแห่งความเป็แม่
สาเหตุที่หลิวถวนหยวนไม่ได้นำเสื้อผ้าและถุงเท้าของทหารไปขายต่อ จริง ๆ นั้นก็คือ เธอได้ให้คนนำสิ่งของเ่าั้ส่งกลับไปบ้านเกิดทั้งหมด ทั้งยังมีเงินและคูปองอาหารด้วย
ั้แ่พี่ชายคนโตของครอบครัวก่อเหตุอาชญากรรม ครอบครัวหลิวก็ถูกตราหน้าว่าเป็ครอบครัวของอาชญากร คนในหมู่บ้านต่างพากันรังเกียจ ไม่แม้แต่จะยอมพูดจาด้วย
ในตอนนั้น หมู่บ้านของเธอยังคงเป็ระบบคอมมูน*[1] ซึ่งชาวบ้านต่างร่วมกันทำงานเป็กลุ่ม โดยจะได้รับคะแนนสะสมจากการทำงาน กระทั่งถึงฤดูเก็บเกี่ยว ก็จะได้รับการจัดสรรปันส่วนอาหารตามคะแนนที่สะสมไว้ แต่หลังจากเกิดเื่นี้ ชาวบ้านต่างลงความเห็นว่าไม่ให้พ่อแม่ของหลิวถวนหยวนเข้าร่วมการทำงาน พวกเขาจึงไม่มีคะแนนสะสม ทั้งยังต้องออกไปสร้างกระท่อมอยู่นอกหมู่บ้าน โดยอาศัยเงินและคูปองที่หลิวถวนยวนค่อยส่งมาให้ประทังชีวิต
เพราะเหตุนี้ หลิวถวนยวนในตอนนั้นจึงต้องตะลอนกินไปทั่ว ไม่เว้นแม้แต่นกกระจอกตัวเล็ก ๆ นั่นเป็เพราะว่าเธอหิวมาก ในตอนนี้ เธอจึงต้องใช้เงินและคูปองที่มีส่งไปช่วยเหลือพ่อแม่ที่บ้านเกิด
เว่ยหนานหลินเห็นว่าหลิวถวนหยวนยังคงนิ่งเงียบ เขาจึงถามขึ้นอีกครั้ง “เงินเดือนและเงินอุดหนุนของผมใน่ไม่กี่เดือนมานี้ ผมเก็บไว้ให้คุณในลิ้นชักทั้งหมด คุณไม่เห็นหรอกเหรอ?”
“เห็นแล้ว แต่คูปองเ่าั้ฉันใช้ไปหมดแล้ว คุณเองก็รู้ว่ามีไม่เพียงไม่กี่ใบ จะนำมาใช้ในชีวิตประจำวันก็แทบจะไม่พอ ส่วนเงินน่ะ ฉันเอาไปฝากประจำที่ธนาคารแล้ว ได้ดอกเบี้ยสูงเชียวล่ะ”
เธอเพิ่งโอ้อวดต่อหน้าพี่หวังไปหยก ๆ หากเว่ยหนานหลินรู้ว่าเธอส่งของทั้งหมดไปให้ครอบครัวของเธอที่บ้านเกิดแล้วล่ะก็… เธอก็คงจะเสียหน้าแย่ ทั้งที่ทำเป็โวยวาย แสร้งทำเป็น่าสงสาร ก็สูญเปล่า!
“ตอนนี้ไม่ว่าใคร ๆ ก็ไม่มีอันจะกิน คุณจะเอาเงินไปฝากธนาคารทำไม?” เว่ยหนานหลินพูด “ตอนนี้คุณต้องอยู่ไฟ ต้องบำรุงร่างกาย สมุดบัญชีอยู่ไหน? ฉันจะไปถอนออกมา”
“สมุดบัญชี...” หลิวถวนหยวนกะพริบตาปริบ ๆ ในเมื่อโกหกไปแล้ว ก็ต้องหาเื่มาแก้ต่างให้ได้สิ!
“ฉันซ่อนไว้แล้วล่ะ แล้ววันนี้ก็วันอาทิตย์ ธนาคารปิด ค่อยไปพรุ่งนี้เถอะ!” หลิวถวนหยวนรีบยัดซาลาเปาเข้าปากอีกสองลูก ก่อนจะอ้างว่าง่วงแล้วรีบขึ้นไปนอนบนเตียง
เว่ยหนานหลินไม่พูดอะไร เขาทำได้เพียงเก็บชามออกไปเงียบ ๆ ไม่นานนักก็มีเสียงล้างจานดังมาจากด้านนอก
หลิวถวนหยวนลืมตาขึ้นเล็กน้อย พลางคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่บนเตียง
ตอนนี้คือเดือนมีนาคม ปี 1980 ผ่านการปฏิรูปและเปิดประเทศไปได้เพียงปีกว่า ๆ นับั้แ่มีการประกาศออกมาเมื่อเดือนธันวาคม ปี 1978 จากความทรงจำของเ้าของร่างเดิม เหวินเฉิงเป็เมืองเล็ก แต่อิทธิพลจากการปฏิรูปและเปิดประเทศก็เริ่มแผ่ขยายเข้ามาบ้างแล้ว เห็นได้จากร้านค้าของเอกชนผุดขึ้นตามท้องถนน
แต่ตอนนี้ หลิวถวนหยวนกำลังอยู่ไฟ แม้ผู้หญิงในยุคนี้จะไม่ให้ความสำคัญกับมันสักเท่าไหร่ บางคนคลอดลูกเสร็จก็ต้องออกทำงาน แต่ในเมื่อร่างกายนี้เป็ของเธอ ดังนั้นหลิวถวนหยวนจึง้าดูแลร่างกายให้ดี ยังไม่อยากลุกไปไหนมาไหน
หลิวถวนหยวนมีเื่ให้กลุ้มใจอยู่บ้าง แต่เพราะอาการอิ่มท้องทำให้หนังตาเริ่มหย่น จนเผลอหลับไปในที่สุด เมื่อรู้สึกตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงเว่ยหนานหลินคุยกับหวังเฉิงเว่ยอยู่ด้านนอก
“หนานหลิน ฉันต้องขอโทษแทนน้องสะใภ้ของฉันด้วย!” เสียงของหวังเฉิงเว่ยฟังดูหนักแน่น บ่งบอกถึงความเป็ผู้ใหญ่
“ท่านรองหัวหน้าครับ อย่าได้เกรงใจเลยครับ!” เสียงของเว่ยหนานหลินดังขึ้น
“เื่ที่ผ่านมาก็ให้มันผ่านไปเถอะ ฉันเองก็ตำหนิน้องสะใภ้ของฉันไปแล้ว ส่วนอ้ายหลิงน่ะ อีกหน่อยก็ให้เธอกลับไปอยู่ที่บ้านเกิด อยู่ที่ก็มีแต่จะทำให้เสื่อมเสีย!” หวังเฉิงเว่ยพูดต่อ
เว่ยหนานหลินตอบรับเบา ๆ “ครับ แล้วแต่ท่านรองหัวหน้าจะจัดการเธอครับ!”
หวังเฉิงเว่ยถอนหายใจ “นายลองคิดดูให้ดี ลูกตั้งสามคนแบบนี้ เื่หย่าร้างนี่นายก็ต้องคิดให้ดี ๆ นะ!”
เว่ยหนานหลินตอบรับคำ ก่อนจะเอ่ยปากขอยืมเงินหวังเฉิงเว่ยอีกสิบหยวน
“สิบหยวนพอเหรอ? เอาไปห้าหยวนไปเลย คราวนี้เธอต้องเลี้ยงตั้งห้าปากแน่ะ!”
เว่ยหนานหลินกล่าวขอบคุณ “ได้เงินเดือนของเดือนหน้ามาแล้ว ผมจะรับใช้คืนครับ!”
“ไม่ต้องรีบร้อนหรอก ยังไงเื่ผู้หญิงคนนั้นก็สร้างความลำบากให้เธอมากพอแล้ว! ฟังฉันนะ ห้ามหย่ากับเธอ เข้าใจไหม?” หวังเฉิงเว่ยย้ำอีกครั้ง
เว่ยหนานหลินพยักหน้ารับ หวังเฉิงเว่ยเห็นดังนั้นจึงเดินจากไปด้วยความสบายใจ
สักพักก็มีเสียงกริ่งจักรยานดังขึ้น เว่ยหนานหลินคงออกไปแล้ว...
หลิวถวนหยวนค่อย ๆ ผลอยหลับไปท่ามกลางเสียงจอแจในค่ายทหาร โดยไม่รู้ว่าเธอหลับไปนานเท่าไหร่ แต่กลับสะดุ้งตื่นเพราะกลิ่นหอมอันเย้ายวน
เมื่อหันกลับไปมองข้างกาย เธอก็พบกับเ้าตัวน้อยทั้งสามที่นอนเรียงกันอย่างว่าง่าย พวกเขาไม่ร้องไห้งอแงแม้จะตื่นขึ้นมา แต่กลับเล่นสนุกแกว่งแขนแกว่งขาเล็ก ๆ ไปมา
ม่านประตูถูกเปิดออก ก่อนจะเผยให้เห็นชายร่างสูงเดินเข้ามา พร้อมด้วยหม้อดินเผาที่อยู่ในมือ ไอร้อนจากหม้อลอยคลุ้งไปทั่ว ทำให้เห็นใบหน้าคมคายของเขาได้เลือนราง
หลิวถวนหยวนมองไปที่ผู้ชายคนนั้น ก่อนจะก้มมองเด็กทั้งสามลูกคนโตเป็ผู้หญิง หน้าตาเหมือนหลิวถวนหยวน ส่วนลูกชายฝาแฝดอีกสองคน หน้าเหมือนเว่ยหนานหลินราวกับแกะ ทั้งดวงตากลมโตและหน้าผากโหนกสูง
ในยุคปัจจุบัน แม้หลิวถวนหยวนจะเป็เ้าของทรัพย์สินนับร้อยล้าน แต่ภายในใจกลับว่างเปล่าและหนาวเหน็บ เธอเติบโตมาในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า จึงโหยหาความอบอุ่นจากครอบครัวมาโดยตลอด
หลิวถวนหยวนยื่นนิ้วออกไปเกี่ยวรั้งนิ้วเล็ก ๆ อันแสนน่ารักของเด็ก ๆ ทีละคน พลันรอยยิ้มผุดขึ้นบนใบหน้าอย่างห้ามไม่อยู่
เว่ยหนานหลินยกซุปไก่เข้ามา ขณะที่เขาเงยหน้าขึ้น แสงแดดสาดส่องลอดหน้าต่างกระทบเตียง ทำให้ใบหน้าของหญิงสาวเปี่ยมล้นไปด้วยรัศมีแห่งความเป็แม่ ทำให้เขาถึงกับนิ่งอึ้งไปชั่วขณะ
เขารู้จักหลิวถวนหยวนมานาน นี่เป็ครั้งแรกที่เขารู้สึกว่าหลิวถวนหยวนนั้นดูสวย!
เว่ยหนานหลินวางซุปไก่ลงบนโต๊ะ “ซุปไก่ได้ที่แล้ว ทานหน่อยสิ!”
หลิวถวนหยวนได้กลิ่นหอมคละคลุ้งลอยมาแต่ไกล เธอจึงอยากจะทานขึ้นมาทันที แต่เมื่อนึกถึงซุปปลาที่ไม่ได้ใส่เกลือเมื่อตอนเที่ยง เธอก็รู้สึกคลื่นไส้ จนไม่อยากจะทานอะไรทั้งนั้น
เว่ยหนานหลินตักซุปไก่ใส่ชามแล้วยื่นให้ แต่เมื่อได้เห็นสีหน้ารังเกียจของเธอ เขาจึงพูดขึ้น “ฉันใส่เกลือลงไปนิดหน่อย รสชาติดีทีเดียว!”
“จริงเหรอ?” เมื่อได้ยินว่าใส่เกลือ หลิวถวนหยวนก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมาทันที เธอรับชามซุปไก่มาเป่าเบา ๆ แล้วจิบคำเล็ก ๆ รสชาติอ่อน ๆ แต่มีรสเค็มของเกลือเล็กหน่อย ทำให้ซุปไม่เลี่ยนและทานได้ง่ายกว่าเดิมเยอะ
หลิวถวนหยวนทานไปถึงสี่ชาม กระทั่งอิ่มแปร้จึงยอมวางชามลง
เว่ยหนานหลินฉีกขาไก่อีกสองชิ้นให้หลิวถวนหยวนทาน
หลังจากทานซุปไก่จนอิ่มแล้ว ขาไก่ก็ยังทานได้อยู่ หลิวถวนหยวนจึงทานขาไก่ไปอีกสองชิ้น
เว่ยหนานหลินไม่พูดอะไร เพียงแค่จ้องมองเธอทานอาหารอย่างไม่วางตา เมื่อทานอิ่มแล้ว เขาจึงเก็บกวาดกระดูกและนำหม้อออกไป
หลิวถวนหยวนมองตามเงาของเขาจนลับตา ความรู้สึกอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วทั้งใจ แต่ในวินาทีถัดมา เธอก็ต้องนั่งงอตัวกุมท้องทันที
แย่แล้ว ทานมากเกินไป ต้องเข้าห้องน้ำแล้ว!
หลิวถวนหยวนมองออกไปด้านนอก ห้องน้ำอยู่นอกลานบ้าน คนทั้งค่ายทหารใช้ห้องน้ำเดียวกัน และตอนนี้เป็เวลาหลังอาหารเย็นพอดี มีคนเข้าแถวรออยู่สิบกว่าคน!
หลิวถวนหยวนเปิดผ้าห่มลงจากเตียง เธอรีบสวมรองเท้า สวมเสื้อโค้ททหารของเว่ยหนานหลิน แล้วออกจากห้องไปโอยไม่รีรอ
จากประตูใหญ่ถึงห้องน้ำมีระยะทางกว่าร้อยกว่าเมตร เพราะาแของหลิวถวนหยวนยังไม่หายดี เธอจึงก้าวเดินได้อย่างช้า ๆ กว่าจะถึงห้องน้ำ ด้านหน้าก็มีคนเข้าแถวรออยู่ยี่สิบกว่าคนแล้ว เธอได้เพียงคำนวณคร่าว ๆ อยู่ในใจ แม้จะไม่ปวดหนัก ก็คงต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่าสิบนาที หากเจอคนที่ท้องผูกอีกล่ะก็…
หลิวถวนหยวนถอนหายใจ เธอทนไม่ไหวแล้ว...
ขณะที่หลิวถวนหยวนกำลังเข้าแถว หวังอ้ายหลิงที่ยืนอยู่ด้านหน้าหันมามองเธอแวบหนึ่ง ก่อนจะพูดอย่างไม่พอใจ “เธอจะมาเข้าแถวทำไม? ไม่ใช่ว่ารองผู้บัญชาการเว่ยกำลังต่อแถวให้เธออยู่หรอกเหรอ?”
[1] ระบบคอมมูน = ระบบการจัดการทางเศรษฐกิจและสังคมที่เคยใช้ในประเทศจีนใน่ทศวรรษ 1950 - 1980