คนที่มาช่วยเตรียมโต๊ะอาหารงานเลี้ยงของบ้านนาง มีแค่หัวหน้าหมู่บ้านสองสามีภรรยากับเหลียงเหวินโจว
การปรากฏตัวของเหลียงเหวินโจวทำให้จู้เจียงเจียงรู้สึกแปลกใจและซาบซึ้งเล็กน้อย เพราะการปรากฏตัวของเขาแบกแรงกดดันมาด้วย
“คนบางคนมีความสามารถจริง ไม่ว่าใครก็ต้องจับไว้ให้มั่น เจ้าดู อนาคตขุนนางบ้านข้าที่อ่านหนังสือนักปราชญ์มาหลายปียังถูกเรียกใช้ง่าย ๆ ก็ไม่รู้ว่าคนเขาใช้คาถาอะไร”
แม่เหลียงเดินวนไปมาหน้าลานบ้านตระกูลเผย ด่าเหน็บแนมร่วมกับคนอื่นในหมู่บ้าน
นางเหมือนอยากใช้วิธีนี้พิสูจน์ตระกูลเหลียงของนางว่าเป็นพวกเดียวกับคนในหมู่บ้าน ไม่อย่างนั้นพวกเขาต้องเหมือนจู้เจียงเจียง ถูกคนในหมู่บ้านเห็นเป็นศัตรู
เริ่มแรกเหลียงเหวินโจวพยายามจูงใจอยู่หลายครั้ง แต่ก็ไร้ประโยชน์จึงปล่อยมันไป เพียงแค่พยายามหาโอกาสอธิบายกับจู้เจียงเจียง
“สะใภ้เล็กอย่าได้ใส่ใจ แม่ข้าไม่ได้หมายความอย่างนั้น...”
มารดาเขาอยู่ข้างนอกก็ขาดแค่ด่าชื่อตรง ๆ ดังนั้นเวลาอธิบาย เขาไม่ค่อยมีความมั่นใจเลย
“ข้ารู้ เจ้าคือเจ้า แม่เจ้าคือแม่เจ้า ข้าไม่โทษเจ้า”
จู้เจียงเจียงแสดงท่าทีไปหลายครั้ง พูดจนนางยังรำคาญ
โชคดีในตอนนี้หนิวต้งส่งหมูมาแล้ว ถึงได้หันเหความสนใจของทุกคน ทำให้นางได้หายใจโล่งขึ้นบ้าง
“มาดูเร็ว ๆ เป็นหมูตัวโต!”
พวกแม่ ๆ ป้า ๆ ในหมู่บ้านล้อมอยู่หน้าลานบ้านตระกูลเผย จึงเห็นรถเข็นของหนิวต้งก่อน บนรถเข็นหมูตัวโตชำแหละแล้วนั้นเป็นที่สะดุดตามาก
“หมูตัวโตจริง ๆ หรือ ไม่ใช่เครื่องใน?”
คนในหมู่บ้านมองหน้ากัน พวกเขานึกว่าโต๊ะอาหารพรุ่งนี้ของจู้เจียงเจียงจะเป็นเครื่องในเหมือนเมื่อครั้งก่อน ดังนั้นถึงพูดตรงไปตรงมา เหน็บแนมนางรุนแรง
ตอนนี้เห็นหมูตัวนี้ ส่วนลึกในใจทุกคนอดเสียใจภายหลังไม่ได้
พวกเขาควรกินโต๊ะอาหารให้เสร็จก่อน แล้วค่อยแสดงท่าทีที่แท้จริงกับนาง
การปรากฏตัวของหมูตัวนี้ ปิดเสียงแปลก ๆ ทั้งหมดไว้ หน้าประตูบ้านตระกูลเผยเข้าสู่ความสงบเงียบทันที
หนิวต้งทำการค้าอยู่ในเมืองมาตลอด จู้เจียงเจียงสร้างบ้านเขาก็แค่ได้ยินมา
เดิมนึกว่าบ้านที่นางสร้างก็แค่เสริมความแข็งแรงของหลังคา อย่างมากก็สร้างบ้านที่ใช้ตากชาเท่านั้น ใครจะรู้ นางกลับโค่นบ้านเก่าสร้างใหม่
อีกทั้งยังสร้างบ้านหลังหนึ่งที่ทั้งสวยและใหญ่ขนาดนี้!
หนิวต้งตะลึงงัน “แม่นางเจียงเจียง นิ...นี่บ้านเจ้าหรือ?”
ทำเขาตกใจจนไม่กล้าเข้าบ้าน
จู้เจียงเจียงออกมาช่วยเขาเข็นรถเข้าบ้าน พลางส่งยิ้มให้ “เถ้าแก่หนิว ส่งหมูมาให้ข้าจัดการ ท่านเข้าไปนั่งในบ้านดื่มชาก่อนเถอะ”
หนิวต้งอยากรู้อยากเห็นมาก หยุดรถทันที แทบจะทนรอเข้าไปสำรวจบ้านใหม่ของนางไม่ไหวแล้ว
“เสี่ยวอวี๋ไปคันนาตัดหญ้าสดกลับมาให้อาหารวัวของพี่หนิว”
หลังจู้เจียงเจียงสั่งงานเผยเสี่ยวอวี๋เสร็จ นางกับสวี่เหล่าเกินก็ช่วยกันเอาหมูลงมาจากรถเข็น ลงมือหั่นแยกชิ้นส่วน
ตามรายการอาหารที่กำหนดเอาไว้ เคาหยก หมูสันใน ซี่โครงหมู...ทั้งหมดจัดการตามแต่ละรายการอาหาร
มองแต่ละกะละมังที่มีเนื้อกองพะเนินเป็นภูเขา คนด้านนอกค่อย ๆ เขยิบเข้าใกล้ ตาละห้อยอย่างไม่ทันรู้ตัว
ไม่เพียงเท่านี้ พวกเขายังเรียกร้องสิ่งที่เกินไปหนึ่งเรื่อง
“จู้เจียงเจียง เอาแบบนี้ไหม เจ้าเอาเนื้อพวกนี้แบ่งให้พวกเราดีกว่า ประหยัดแรงให้ทุกคนทำกับข้าว เจ้าว่าจริงไหม?” แม่ของชุ่ยฮวาพูดทำหน้ายิ้มเอาใจ
ถึงแม้จะเป็นแบบนี้ แต่นางเรียกชื่อ ‘จู้เจียงเจียง’ ตรง ๆ จุดนี้จู้เจียงเจียงก็รู้แล้วว่า พวกเขาไม่คิดจะยอมรับนางเลย พวกเขาแค่ต้องการเนื้อ
จู้เจียงเจียงได้ยินแบบนี้ พลันยืดตัวตรง เอาเนื้อชิ้นหนึ่งที่เพิ่งหั่นเสร็จยื่นออกไป หลุดขำพูดว่า “ป้ารีบร้อนขนาดนี้ ป้ากินดิบไปเลยไหม”
เหี้ย!
นิสัยโคตรพ่อโคตรแม่จริง ๆ!
ถึงแม้พวกเขาจะไม่พอใจนาง แต่ก็ไม่ต้องเกลียดนางถึงขั้นนี้ก็ได้มั้ง แม้แต่งานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ก็ไม่ให้นางทำให้สำเร็จ
นางทำอะไรผิดไป?!
“เหอะ! เจ้า...” แม่ของชุ่ยฮวาโกรธจนอยากด่าบางอย่าง กลับถูกป้าสามสวีข้าง ๆ กดเอาไว้
ป้าสามสวีทำท่าเหมือนคนกลาง “พี่สะใภ้ของเสี่ยวอวี๋อย่าเพิ่งโกรธ แม่ของชุ่ยฮวาพูดเพราะหวังดีกับเจ้า เจ้าดูพวกเราคนเยอะแบบนี้ เจ้าทำกับข้าวคนเดียว ทุกคนกลัวเจ้าจะเหนื่อย”
ให้ตาย! พวกนางทำอย่างไรถึงได้หน้าหนากันได้ขนาดนี้?
จู้เจียงเจียงเท้าสะเอว อ้าปากอยากถากถางหลายครั้ง สุดท้ายก็ยังคงเงียบไม่เอ่ยปาก
นางไม่อยากเปลี่ยนไปเหมือนพวกนาง เสียเวลาพูดกับพวกนางหนึ่งประโยค นางก็รู้สึกว่าระดับตัวเองถูกดึงต่ำลง
“ได้” จู้เจียงเจียงหลับตา หายใจเข้าลึก ๆ ตอนลืมตาขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาเต็มไปด้วยความผิดหวังแล้ว “งั้นก็แบ่งเถอะ”
ได้ยินนางเห็นด้วยที่จะแบ่งเนื้อ ทุกคนดีใจกันถ้วนหน้า ดีอกดีใจกระโดดโลดเต้นวิ่งไปบอกต่อ กลับบ้านไปเอาถ้วยชามมาใส่เนื้อ
สวี่เหล่าเกินเพิ่งตักน้ำกลับมา ได้ยินว่าจู้เจียงเจียงจะแบ่งเนื้อ รีบห้าม “สะใภ้เล็ก แบ่งเนื้อไม่ได้ นี่เป็นงานเลี้ยงขึ้นบ้านใหม่ของเจ้า ทุกคนยังรอร่วมสนุกกับเจ้า”
“พวกเขาอยากอวยพรข้าย้ายบ้านใหม่จริง ๆ หรือ?” จู้เจียงเจียงเอ่ยถามอย่างสัตย์จริง
เพิ่งพูดจบ ตัวนางเองยังรู้สึกว่าคำถามนี้น่าขันแค่ไหน
“แต่ว่า...ถึงอย่างไรเจ้าก็คือลูกสะใภ้ของตระกูลเผย เวลานานไปทุกคนจะเห็นความดีของเจ้า เจ้ารออีกหน่อยดีไหม?” สวี่เหล่าเกินพูดอ้อนวอน
ตอนเช้าทุกคนในหมู่บ้านมาหาเขา เรียกเขาออกหน้าให้จู้เจียงเจียงเอาภูเขาชาออกมาให้ทุกคนเก็บและขายด้วยกัน
เขาพูดจนเหนื่อยถึงปัดเรื่องนี้ลงไปได้
แต่อีกด้านคือชาวบ้านที่รู้จักกันมาหลายปี อีกด้านแม่บ้านเผยก็กำชับเขาให้หาลูกสะใภ้ ไม่ว่าฝั่งไหนเขาก็ไม่อยากทำให้ไม่พอใจ อยู่ตรงกลาง สวรรค์ย่อมรู้ดีว่าเขาลำบากยากเย็นแค่ไหน
ดังนั้นสวี่เหล่าเกินจึงคิดว่า ให้เวลาทั้งสองฝ่ายอีกหน่อย รอพวกเขายอมรับกันและกันได้เดี๋ยวก็ดีขึ้นเอง
เพียงแต่ในกระบวนการนี้ จู้เจียงเจียงคงต้องลำบากหน่อย
จู้เจียงเจียงไม่ยินยอมรับความลำบากนี้ “ปู่สวี่ ข้ารู้ความหวังดีของปู่ วันหลังหากปู่ต้องการข้า ข้าจะไม่ปฏิเสธ ส่วนคนอื่น ข้าก็ไม่พูดแล้ว”
นางได้ตัดสินใจแล้ว วันหลังสนใจแค่ชีวิตของตัวเองก็พอ
คนอื่นไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนาง
คนในหมู่บ้านเอาถ้วยชามมาแล้ว เหลียงเหวินโจวกับสวี่เหล่าเกินห้ามจู้เจียงเจียงไม่ได้ ทำได้แค่เห็นนางแบ่งเนื้อให้ทุกคน
ทุกครั้งที่แบ่งหนึ่งส่วน พวกเขาก็ยิ่งรู้สึกได้ถึงความผิดหวังของนาง แต่ทุกคนที่แบ่งเนื้อกลับไม่สนใจสักนิด ยังยิ้มหน้าบานราวดอกไม้ที่ตัวเองได้เนื้อ
ชาวบ้านยี่สิบกว่าครัวเรือน หลังแบ่งเสร็จแล้ว หมูตัวนั้นก็เหลือแค่ไม่ถึงสิบจิน
จู้เจียงเจียงมองกะละมังไม้หลายใบที่ว่างเปล่า หย่อนก้นนั่งลงหมดอาลัยตายอยาก
“หลังจากนี้ไม่ติดค้างกันแล้ว”
การแบ่งเนื้อครั้งนี้ เดิมนางไม่ให้ก็ได้ แต่ไถดิน เพาะปลูก เก็บชา ทุกคนช่วยเหลือนางมากมาย นางจำความกรุณานี้ได้เสมอ
ตอนนี้คืนบุญคุณส่วนนี้หมดแล้ว จู้เจียงเจียงก็จะไม่พะว้าพะวังอีกแล้ว
ตั้งแต่วันนี้ นางจะก้าวไปข้างหน้า ไม่ต้องคิดพาคนทั้งหมู่บ้านขึ้นไปเป็นภาระตัวเองอีก ไม่เห็นมีอะไรดี
“จบแล้ว หมู่บ้านเสี่ยวฮวงจบแล้ว...” สายตาสวี่เหล่าเกินจ้องที่ด้านหลังของจู้เจียงเจียง ส่ายหน้าถอนหายใจ